(เมื่อ Data Center เปลี่ยนเกมไฟฟ้า! ไทยต้องเร่งวางฐาน Energy Hub รับเศรษฐกิจ AI)
Data Center แห่ขอไฟรวม 35 GW ก่อนรัฐคัด “Phantom Demand” เหลือ 8.8 GW ในร่าง PDP 2026 สะท้อนโจทย์ใหม่ที่ใหญ่กว่าแค่การดึงเงินลงทุน ขณะที่ Gastech 2026 ดันไทยวางบทบาท Energy Hub เชื่อมความมั่นคง ก๊าซ พลังงานสะอาด และโครงข่ายไฟฟ้าเข้ากับการแข่งขันดึง AI–Cloud–Data Center คำถามเชิงยุทธศาสตร์จึงอยู่ที่ว่า ไทยจะสร้างระบบพลังงานรองรับ Digital Hub อย่างไร โดยไม่ให้ต้นทุนโครงสร้างพื้นฐานส่วนเกินย้อนกลับมาเป็นภาระค่าไฟของประเทศ
35 GW สัญญาณเตือนระบบไฟ :
กระแสการลงทุน Data Center กำลังเปลี่ยนโจทย์ด้านพลังงานของประเทศไทย จากเดิมที่ การวางแผนระบบไฟฟ้าอิงกับการเติบโตของครัวเรือน ภาคอุตสาหกรรมและบริการ วันนี้ต้องเพิ่ม “โหลดขนาดใหญ่” จากเศรษฐกิจดิจิทัล เข้าไปในสมการ
วานนี้ (16 กันยายน 2569) กระทรวงพลังงานเปิดเผยว่า…คำร้องขอใช้ไฟฟ้าจากกลุ่ม Data Center รวมกันสูงถึงประมาณ 35 กิกะวัตต์ (GW) ใกล้เคียงกับ Peak Demand ของประเทศไทยที่ประมาณ 40 GW แต่ตัวเลขดังกล่าวไม่ได้หมายความว่า…จะเกิดการใช้ไฟจริงทั้งหมด???
นั่นเพราะ…ผู้ลงทุนอาจขอกำลังไฟเผื่อ หรือขอแหล่งจ่ายสำรองหลายจุด จนเกิดสิ่งที่กระทรวงเรียกว่า… “Phantom Demand”
ผลคือ…ร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ (PDP 2026) เลือกใช้ประมาณการความต้องการไฟจาก Data Center ที่ระดับประมาณ 8.8 GW แทนที่จะนำคำขอ 35 GW ทั้งหมดไปวางแผนสร้างกำลังผลิตและโครงข่าย
ความแตกต่างระหว่าง 35 กับ 8.8 GW จึงมีความหมายทางยุทธศาสตร์อย่างมาก!!??
เพราะหาก…รัฐประเมินสูงเกินความต้องการจริง ประเทศอาจต้องลงทุนโรงไฟฟ้า สายส่ง สถานีไฟฟ้าและกำลังสำรองเกินความจำเป็น
แต่ถ้า…ประเมินต่ำเกินไป ไทยอาจไม่มีโครงสร้างพื้นฐานเพียงพอในวันที่การลงทุน Data Center เกิดขึ้นจริง!!!
เงินดิจิทัลไหลเข้า “ไฟ” ต้องตามให้ทัน :
เรื่องนี้…ยิ่งมีน้ำหนักเมื่อพิจารณาควบคู่กับตัวเลขส่งเสริมการลงทุน!
สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) รายงานว่า…ช่วงครึ่งแรกปี 2569 มีคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนรวมประมาณ 1.47 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 37% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดย ภาคดิจิทัลมีมูลค่าคำขอสูงถึงประมาณ 1.12 ล้านล้านบาท ซึ่งแรงขับสำคัญมาจากโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและ Data Center
นั่นหมายความว่า…“เงินลงทุนดิจิทัล” กับ “การลงทุนระบบพลังงาน” กำลังกลายเป็นเรื่องเดียวกันมากขึ้น
ประเทศที่ต้องการเป็น ฐาน Data Center ไม่ได้แข่งขันกันเพียงสิทธิประโยชน์ทางภาษี ที่ดิน หรือระบบโทรคมนาคม แต่ต้องตอบนักลงทุนให้ได้ ว่า…มีไฟเพียงพอหรือไม่? ระบบมีเสถียรภาพเพียงใด? และสามารถจัดหาไฟฟ้าสะอาดตามเป้าหมายของบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกได้หรือไม่?
การแข่งขันดึง Data Center ในยุค AI จึงกำลังเปลี่ยนจากการแข่งขันด้าน “Digital Infrastructure” ไปสู่การแข่งขันด้าน “Energy Infrastructure” อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้!!??
Direct PPA เปลี่ยนกติกา :
ร่าง PDP 2026 จึงไม่ได้พูดเฉพาะการสร้างโรงไฟฟ้าเพิ่ม แต่กำลังแตะโครงสร้างตลาดไฟฟ้าด้วย
นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน ระบุถึง แนวทาง PDP 2026 ว่า…จะเพิ่มพลังงานหมุนเวียนจากระดับต่ำกว่า 20% ในปัจจุบันเป็น 50% ในช่วง 10 ปีแรก พร้อมผลักดันตลาดซื้อขายไฟฟ้าสะอาดโดยตรง หรือ Direct PPA และปรับบทบาท กฟผ. ไปสู่การพัฒนา Smart Grid และ Energy Storage มากขึ้น
Direct PPA และการเปิดให้ใช้ระบบสายส่งผ่านแนวคิด Third Party Access มีความสำคัญต่อ Data Center เพราะทำให้ผู้ใช้ไฟรายใหญ่มีโอกาสจัดหาไฟฟ้าสะอาดจากผู้ผลิตได้โดยตรง ภายใต้หลักเกณฑ์ที่รัฐกำหนด
แต่การเปิดตลาดก็สร้างคำถามอีกด้านว่า…หากผู้ใช้ไฟรายใหญ่มีทางเลือกมากขึ้น ต้นทุนของ Grid ระบบสำรอง และความมั่นคงของระบบส่วนกลางจะถูกแบ่งกันอย่างไร???
นี่คือโจทย์ที่ต้องตอบให้ชัดก่อน Digital Hub ขยายตัวเต็มรูปแบบ!!!
Energy Hub ไม่ใช่แค่ขายพลังงาน :
จังหวะเดียวกัน ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ Gastech 2026 ระหว่างวันที่ 14–17 กันยายน ที่กรุงเทพฯ โดยรัฐบาลใช้เวทีนี้ประกาศแนวทางพลังงานที่เชื่อม “ความมั่นคง–ราคาที่เหมาะสม–ความยั่งยืน” เข้ากับความสามารถในการแข่งขันและการลงทุนของประเทศ
โจทย์ Energy Hub ในความหมายใหม่จึงไม่ควรตีความเพียงการเป็นศูนย์กลางซื้อขายก๊าซหรือ LNG แต่รวมถึงความสามารถในการจัดหาและบริหารพลังงานให้เพียงพอ มีเสถียรภาพ ราคาแข่งขันได้ และรองรับเทคโนโลยีใหม่
กระทรวงพลังงาน เองระบุไว้ก่อนเปิด Gastech ว่า…การเติบโตของอุตสาหกรรมและ AI-driven electricity consumption กำลังสร้างแรงกดดันต่อระบบพลังงานของภูมิภาค และทำให้การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานระยะยาวกลายเป็นประเด็นสำคัญ
ดังนั้น Digital Hub และ Energy Hub จึงเริ่มเป็นยุทธศาสตร์เดียวกันโดยปริยาย
ก๊าซยังเป็น “สะพาน” :
แม้เป้าหมายระยะยาวจะมุ่งสู่พลังงานสะอาด แต่ในช่วงเปลี่ยนผ่าน “ก๊าซธรรมชาติ” ยังมีบทบาทต่อความมั่นคงของระบบไฟฟ้าไทย
หนึ่งในความเคลื่อนไหวสำคัญระหว่าง Gastech คือ PTTEP และพันธมิตร PETRONAS ได้รับสัญญา Production Sharing Contract หรือ PSC สำหรับแปลง A-18-01 ในพื้นที่พัฒนาร่วมไทย–มาเลเซีย ระยะเวลา 35 ปี โดยมีศักยภาพผลิตก๊าซประมาณ 300–400 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน แบ่งให้ไทยและมาเลเซียเท่า ๆ กัน
ส่วนที่ส่งให้ไทยคาดว่าจะคิดเป็นประมาณ 4% ของความต้องการก๊าซของประเทศ และนำไปใช้ผลิตไฟฟ้าในภาคใต้
เหตุผลที่เรื่องนี้สำคัญคือไทยยังพึ่งก๊าซอย่างมากในการผลิตไฟฟ้า
นางสาวคณิตา ฐณิตา ศาศวัตายุ CEO Designate ของ ปตท.สผ. กล่าวใน เวที Gastech 2026 ว่า…หากราคา LNG เพิ่มขึ้นทุก 3 ดอลลาร์สหรัฐต่อ MMBtu อาจส่งผลให้ค่าไฟฟ้าของไทยเพิ่มขึ้นประมาณ 5% พร้อมชี้ว่า..ไทยควรรักษาการผลิตก๊าซธรรมชาติในประเทศให้ได้มากที่สุด! เพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพา LNG ที่อาจเพิ่มขึ้นในอนาคต
นี่สะท้อนว่า“ความมั่นคงทางพลังงาน” กับ “ค่าไฟ” เป็นเรื่องเดียวกัน และสุดท้ายเชื่อมกลับมาที่ความสามารถในการแข่งขันของ Digital Hub
ใครจ่ายค่า Grid? :
คำถามใหญ่ที่สุด! จึงอาจไม่ใช่ว่า…ไทยควรรับ Data Center หรือไม่? เพราะเม็ดเงินลงทุนและโอกาสทางเทคโนโลยีมีความสำคัญต่อเศรษฐกิจ
ประเด็นคือ ประเทศไทยควรออกแบบต้นทุนของการเป็น Digital Hub อย่างไร???
เมื่อ Data Center ต้องการไฟมหาศาล ระบบส่งต้องขยาย สถานีไฟฟ้าต้องเพิ่ม กำลังสำรองต้องเพียงพอ และระบบต้องรองรับพลังงานหมุนเวียนที่มีความผันผวน ต้นทุนเหล่านี้ไม่ควรถูกมองแยกจากตัวเลขเงินลงทุนที่ประเทศได้รับ
หากโครงข่ายบางส่วนถูกสร้างขึ้นเพื่อรองรับผู้ใช้ไฟรายใหญ่โดยเฉพาะ รัฐจำเป็นต้องออกแบบกติกาที่ทำให้การแบ่งต้นทุนสะท้อนการใช้งานจริง และลดความเสี่ยงที่การลงทุนเกินความจำเป็นจาก Phantom Demand จะย้อนกลับไปอยู่ในค่าไฟของผู้ใช้ทั่วไป
ในทางกลับกัน หากไทยไม่ลงทุน Grid และพลังงานล่วงหน้าเพียงพอ นักลงทุนก็อาจเลือกประเทศที่สามารถรับประกันไฟฟ้าได้เร็วกว่า มั่นคงกว่า และสะอาดกว่า
นี่คือ…สมดุลที่ PDP 2026 ต้องหาคำตอบ!!??
Digital Hub ต้องมี Energy Hub :
ภาพที่กำลังเกิดขึ้นจึงใหญ่กว่าเรื่อง Data Center???
ประเทศไทยกำลังเข้าสู่ช่วงที่ นโยบายดิจิทัล นโยบายลงทุน และนโยบายพลังงานไม่สามารถวางแยกจากกันได้อีกต่อไป
การเป็น Digital Hub ต้องมี Energy Hub รองรับ ขณะที่ Energy Hub ในยุค AI ก็ต้องมีความหมายมากกว่าการมีแหล่งเชื้อเพลิง ต้องรวมถึง Grid ที่ทันสมัย พลังงานสะอาด ตลาดไฟที่ยืดหยุ่น และต้นทุนที่แข่งขันได้
รัฐบาลจึงมีโจทย์ 2 ด้านพร้อมกัน!!!
ด้านหนึ่ง ต้องสร้างระบบพลังงานที่แข็งแรงพอให้ประเทศไทยไม่เสียโอกาสจากคลื่นลงทุน AI และ Data Center
แต่อีกด้าน ต้องทำให้แน่ใจว่า…ผลตอบแทนทางเศรษฐกิจจากการลงทุนเหล่านั้นสูงพอเมื่อเทียบกับทรัพยากรและโครงสร้างพื้นฐานที่ประเทศต้องจัดหาให้
เพราะปลายทางของยุทธศาสตร์ Digital Hub ไม่ควรวัดเพียงว่าไทยดึง Data Center เข้ามาได้กี่โครงการ หรือมีเงินลงทุนกี่แสนล้านบาท
แต่ต้องวัดว่า…ประเทศไทยได้มูลค่าเพิ่ม เทคโนโลยี งาน และขีดความสามารถใหม่มากเพียงใด ขณะที่ประชาชนไม่ต้องเป็นผู้รับภาระต้นทุนพลังงานที่เกิดจากการลงทุนเหล่านั้นอย่างไม่เหมาะสม
และนี่อาจเป็นเดิมพันที่แท้จริงของ PDP 2026!!??
เพราะก่อนที่ประเทศไทยจะเป็น “Digital Hub” ได้อย่างยั่งยืน ประเทศต้องตอบให้ได้เสียก่อนว่า…เราจะสร้าง “Energy Hub” แบบใด? และใครจะเป็นผู้จ่ายต้นทุนของมัน???.

