• พุธ 16 กันยายน 2569 เวลา 07:48 น.

หลุดโผ 77! แต่คดีไม่จบ?

BREAKING NEWS POLITICAL

(มติ 5 ต่อ 2 ปิดข้อกล่าวหาชั้น กกต. แต่ ‘หลักฐานในศาล – สำนวน DSI’ อาจเชื่อมถึงคนกลาง/ผู้สั่งการ)

กกต.เสียงข้างมากยุติข้อกล่าวหาฝ่ายการเมืองในชั้น กกต. แต่ยังไม่ใช่คำพิพากษาว่าพ้นผิดทุกคดี ขณะที่การไต่สวน 77 รายในศาล และสำนวนอั้งยี่–ฟอกเงินของ DSI ยังอาจพบหลักฐานเชื่อมถึงบุคคลอื่น หากมีพยานหลักฐานรองรับ

ปิดแค่ชั้น กกต. :

มติคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ส่ง ผู้ถูกร้องคดี ที่ถูกเรียกว่า “ฮั้วเลือก สว.” จำนวน 77 รายไปยัง ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง กำลังสร้างคำถามสำคัญทางการเมืองว่า…

บุคคลที่ไม่อยู่ในรายชื่อ 77 ราย โดยเฉพาะฝ่ายการเมืองและผู้เกี่ยวข้องกับพรรคการเมือง ถือว่าพ้นจากคดีแล้วหรือไม่???

คำตอบคือ…บุคคลเหล่านั้นไม่ถูก กกต.ยื่นคำร้องต่อศาลในสำนวนนี้ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า…พวกเขาเหล่านั้น จะพ้นผิดจากทุกข้อกล่าวหาหรือทุกฐานความผิด!!??

ข้อกล่าวหาที่ 1 และ 2 เกี่ยวข้องกับการช่วยเหลือผู้สมัคร สว.โดยบุคคลในพรรคการเมือง และการยินยอมรับความช่วยเหลือจากพรรคการเมือง มีผู้ถูกร้องรวม 161 ราย แบ่งเป็นบุคคลในพรรค ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง และผู้เกี่ยวข้อง 21 ราย กับผู้สมัคร สว.และผู้เกี่ยวข้องอีก 140 ราย

บุคคลสำคัญ 12 ราย รวมถึง…นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย และ นายเนวิน ชิดชอบ ได้รับการยกคำร้องด้วยมติ 5 ต่อ 2 ขณะที่ อีก 2 รายได้รับการยกคำร้องด้วยมติ 6 ต่อ 1 ส่วนกรรมการบริหารพรรคอีก 7 ราย ซึ่งไม่พบความเกี่ยวข้องตามข้อกล่าวหา ได้รับการยกคำร้องโดยมติเอกฉันท์

สำหรับ ผู้ถูกร้องในข้อกล่าวหาที่ 2 จำนวน 140 ราย กกต.มีมติเสียงข้างมาก 5 ต่อ 2 ไม่ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาและไม่ดำเนินคดีอาญา

นี่จึงเป็นการ “ปิดข้อกล่าวหาในชั้น กกต.” สำหรับสำนวนชุดนี้ แต่ไม่ใช่คำพิพากษาของศาลที่ปิดทุกช่องทางการตรวจสอบในอนาคต

เสียงน้อยมองทั้งระบบ :

ยามนี้…สปอร์ตไลท์ทางการเมืองทุกดวง ต่างหันไปส่อง “2 กรรมการเสียงข้างน้อย”  อย่าง…นายสิทธิโชติ อินทรวิเศษ และ นายชาย นครชัย ที่มีความเห็นต่างไปจาก กกต.เสียงข้างมาก

โดย นายสิทธิโชติ อธิบายว่า…พยานหลักฐานต้องถูกนำมาพิจารณาประกอบกันทั้งหมด ไม่ใช่แยกดูทีละชิ้นจนไม่เห็นความสัมพันธ์ของเหตุการณ์

หลักฐานที่เสียงข้างน้อยให้น้ำหนัก ประกอบด้วย….การประชุมจัดทำโพยในหลายจังหวัด โพยอย่างน้อย 12 ชุด ภาพจากกล้องวงจรปิด ข้อมูลในโทรศัพท์ พยานบุคคล การติดต่อระหว่างผู้เกี่ยวข้อง ตลอดจน เส้นทางการเงินบางส่วน

นายสิทธิโชติ เปรียบวิธีพิจารณาลักษณะนี้ ว่า…ต้องมองให้เห็น “ช้างทั้งตัว” เพราะการกระทำไม่ได้เกิดขึ้น ณ จุดเดียว แต่กระจายไปหลายจังหวัด ขณะที่บุคคลซึ่งทำโพยบางกลุ่มก็ถูก กกต.มีมติส่งดำเนินคดีแล้ว

ความแตกต่างระหว่างเสียงข้างมากกับเสียงข้างน้อย จึงไม่ได้อยู่ที่ว่า…มีโพยหรือเส้นเงินปรากฏหรือไม่? แต่อยู่ที่ว่า…หลักฐานทั้งหมดสามารถเชื่อมถึงบุคคลในพรรคการเมืองและผู้ถูกกล่าวหาทีละรายได้หนักแน่นเพียงใด?

เสียงข้างมาก เห็นว่า…หลักฐานยังไม่พอส่งบุคคลบางกลุ่มขึ้นศาล แต่ เสียงข้างน้อย กลับเห็นต่าง?…เมื่อนำโพย พยาน โทรศัพท์ เส้นเงิน และพฤติการณ์ในหลายพื้นที่มาประกอบกันแล้ว มีน้ำหนักเพียงพอให้ศาลเป็นผู้วินิจฉัย

เงินไม่ตรง ไม่ใช่ทางตัน :

จุดอ่อนสำคัญของพยานหลักฐาน ตามคำชี้แจงของ นายสิทธิโชติ คือ…ยังไม่พบเส้นเงินโอนออกจากนักการเมืองระดับประเทศไปถึงผู้รับโดยตรง เงินบางส่วนปรากฏผ่านบุคคลแวดล้อม ขณะที่ข้อกล่าวอ้างเกี่ยวกับการรับเงินสดยังไม่มีประจักษ์พยานยืนยันครบถ้วน

ในมุมของ “ทีมข่าวยุทธศาสตร์” เชื่อว่า…การไม่พบเงินโอนตรงจากนักการเมือง ไม่ใช่เรื่องเหนือความคาดหมายในคดีที่ถูกกล่าวหาว่ามีลักษณะเป็นเครือข่าย หากมีการวางแผนหลีกเลี่ยงการตรวจสอบ ผู้เกี่ยวข้องย่อมไม่เลือกสร้างหลักฐานที่ย้อนกลับมาถึงตนเองได้ง่าย

เงินอาจถูกส่งผ่านคนใกล้ชิด ผู้ช่วย หรือบัญชีทางผ่านหลายทอด อาจถอนออกเป็นเงินสด แบ่งเป็นยอดย่อย หรือทำให้ปรากฏเป็นค่าใช้จ่ายประเภทอื่น

ดังนั้น “ไม่พบเส้นเงินตรง” จึงไม่ได้แปลว่า…ไม่มีความเชื่อมโยง เพียงแต่มันยังไม่เพียงพอจะสรุปว่า…บุคคลใดเป็นคนกลาง นอมินี หรือผู้สั่งการ???

การพิสูจน์ต้องเชื่อมให้เห็น ว่า…เงินต้นทางมาจากใคร? ใครเป็นผู้สั่งให้จ่าย? เงินผ่านบุคคลใด? ไปถึงผู้รับคนใด? และถูกใช้เพื่อจูงใจหรือควบคุมการลงคะแนนจริงหรือไม่?

แม้แต่เงินสด ก็ยังอาจทิ้งร่องรอยผ่านการถอนเงินก้อน การเดินทาง การนัดพบ ภาพกล้องวงจรปิด ตำแหน่งโทรศัพท์ ข้อความสนทนา คำให้การของผู้จ่าย–ผู้รับ หรือทรัพย์สินที่เพิ่มขึ้นผิดปกติในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน

โจทย์ของพนักงานสอบสวน จึงไม่ใช่เพียง…ค้นหาสลิปที่มีชื่อผู้มีอำนาจเป็นต้นทาง แต่ต้อง…เชื่อม “เงิน–คน–คำสั่ง–เวลา–ผลการลงคะแนน” ให้ต่อกันได้โดยปราศจากการคาดเดา

ศาลชี้ชะตา 77 ราย :

ทิศทางแรก ที่ต้องจับตา คือ…การพิจารณาของศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งต่อผู้ถูกร้อง 77 ราย ในจำนวนนี้เป็น สว.ปัจจุบัน 26 คน ซึ่งถูกส่งศาลด้วยมติ 4 ต่อ 3 ส่วนผู้ถูกกล่าวหาบางกลุ่มที่พบเส้นทางการเงินชัดเจนได้รับมติส่งศาลเป็นเอกฉันท์

ศาลจะเป็นผู้ชั่งน้ำหนัก ว่า…โพย การติดต่อทางโทรศัพท์ พยานบุคคล เส้นทางการเงิน และพฤติการณ์แวดล้อม มีความเชื่อมโยงเพียงพอที่จะพิสูจน์การกระทำของผู้ถูกร้องแต่ละรายหรือไม่?

ระหว่างการไต่สวน พยาน เอกสาร หรือข้อมูลทางการเงินอาจพาดพิงถึงบุคคลที่ไม่ได้อยู่ในรายชื่อ 77 ราย และศาลอาจเรียกพยานหลักฐานเพิ่มเติมเพื่อค้นหาข้อเท็จจริงได้

อย่างไรก็ตาม บุคคลนอกคำร้องจะไม่กลายเป็นผู้ถูกร้องหรือถูกลงโทษในคดีนี้โดยอัตโนมัติ เพราะบุคคลนั้นต้องได้รับแจ้งข้อกล่าวหา มีโอกาสนำพยานเข้าสู้คดี และได้รับความเป็นธรรมตามกระบวนการ

หากการไต่สวนพบหลักฐานใหม่เชื่อมถึงบุคคลอื่น ข้อมูลดังกล่าวอาจนำไปสู่การสอบสวนหรือการดำเนินคดีใหม่โดยหน่วยงานที่มีอำนาจต่อไป

DSI สาวนอกโผ? :

ทิศทางที่ 2 คือ…การสอบสวนคดีพิเศษที่ 24/2568 ของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ในมิติ อั้งยี่ ฟอกเงิน และกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง ซึ่งเป็น กระบวนการแยกจากการพิจารณาของ กกต.ตามกฎหมายว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว.

DSI ภายใต้การนำของ พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ได้ตรวจสอบธุรกรรมทางการเงิน ข้อมูลโทรศัพท์ พยานบุคคล และความเชื่อมโยงของเครือข่ายในหลายจังหวัด โดยมีพนักงานอัยการเข้าร่วมการสอบสวน

ขอบเขตของคดี DSI จึงไม่จำเป็นต้องจำกัดอยู่เฉพาะผู้ถูกร้อง 77 รายที่ กกต.ส่งศาล เพราะหากพบว่า…บุคคลอื่นมีพฤติการณ์เกี่ยวข้องกับการจัดตั้งเครือข่าย การจัดหาเงิน การรับ–ส่งทรัพย์สิน หรือการปกปิดเส้นทางการเงิน DSI สามารถรวบรวมพยานหลักฐานและดำเนินการตามอำนาจได้

บุคคลที่ไม่ถูก กกต.ส่งศาล จึงยังอาจถูกเรียกมา ในฐานะ…พยาน ผู้ให้ข้อมูล หรือเปลี่ยนสถานะเป็นผู้ต้องหา หากปรากฏหลักฐานใหม่เพียงพอ

แต่การเป็น…บุคคลใกล้ชิด นักการเมือง สมาชิกพรรค หรือผู้ช่วยทางการเมืองเพียงอย่างเดียว ยังไม่ใช่หลักฐานพิสูจน์การร่วมกระทำความผิดได้!!!

หลุดโผ ไม่พ้นทุกคดี :

ความหมายของมติ 5 ต่อ 2 ต้องอ่านอย่างระมัดระวัง…???

มติดังกล่าวหมายความว่า กกต.เสียงข้างมาก เห็นว่าพยานหลักฐานในสำนวนยังไม่เพียงพอที่จะยื่นคำร้องต่อศาลหรือดำเนินคดีอาญากับผู้ถูกร้องกลุ่มนั้น ไม่ได้หมายความว่า…ศาลได้วินิจฉัยแล้วว่าไม่มีเหตุการณ์เกิดขึ้น หรือบุคคลดังกล่าวไม่อาจถูกตรวจสอบในฐานความผิดอื่นอีก

หากวันข้างหน้าปรากฏหลักฐานใหม่ เช่น เส้นเงินเชื่อมถึงต้นทาง คนกลางให้ข้อมูลเพิ่มเติม พบข้อความสั่งการ หรือพยานหลายปากยืนยันเหตุการณ์เดียวกัน หน่วยงานที่มีอำนาจย่อมสามารถพิจารณาขยายผลได้ตามกฎหมาย

แต่การรื้อหรือเปิดคดีใหม่ จะต้องพิจารณาทั้ง…อำนาจสอบสวน ฐานความผิด อายุความ ความซ้ำซ้อนของกระบวนการ และสิทธิของผู้ถูกกล่าวหา ไม่ใช่นำข้อสงสัยเดิมกลับมากล่าวหาโดยไม่มีหลักฐานเพิ่มเติม

พูดกันให้ชัดที่สุด! ก็คือ หลุดจากโผ 77 ราย ไม่ได้แปลว่าพ้นจากทุกคดี แต่ก็ไม่ได้แปลว่าบุคคลนอกโผมีความผิด!!??

กกต.ต้องเปิดเหตุผล :

ทิศทางที่ 3 คือ…ความน่าเชื่อถือของ กกต. เพราะคะแนน 5 ต่อ 2, 6 ต่อ 1 และ 4 ต่อ 3 สะท้อนว่า กรรมการไม่ได้เห็นพ้องกันทั้งหมด โดยเฉพาะการประเมินความเชื่อมโยงระหว่างผู้ทำโพย ผู้จ่ายเงิน ผู้สมัคร สว. และฝ่ายการเมือง

เมื่อเสียงข้างน้อยเปิดเหตุผล ว่า…เหตุใดจึงเห็นควรส่งบุคคลบางกลุ่มให้ศาลเป็นผู้ตัดสิน?

สังคมไทย ก็ย่อมมีสิทธิ์รับรู้เหตุผลของเสียงข้างมากเช่นกัน ว่า…หลักฐานส่วนใดขาดหาย? พยานปากใดไม่น่าเชื่อถือ? และเหตุใดพฤติการณ์ที่เกิดขึ้นในหลายจังหวัดจึงยังไม่สามารถเชื่อมถึงผู้ถูกร้องบางรายได้?

ความน่าเชื่อถือขององค์กรอิสระ ไม่ได้เกิดจากจำนวนเสียงข้างมากเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากเหตุผลที่อธิบายต่อสาธารณะได้ ว่า…เหตุใดหลักฐานชุดเดียวกันจึงนำไปสู่การส่งศาลสำหรับบางราย แต่ยุติข้อกล่าวหาสำหรับอีกหลายราย???

การเมืองยังไม่จบ! :

คดีนี้ไม่ได้กระทบเฉพาะชะตาของผู้ถูกร้อง 77 รายหรือ สว. 26 คน แต่ยังโยงถึงความชอบธรรมของวุฒิสภา การให้ความเห็นชอบบุคคลเข้าสู่องค์กรอิสระ ตลอดจนความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาล พรรคการเมือง และสภาสูง

ในทางกฎหมาย บุคคลทุกคนยังเป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าจะมีคำพิพากษาถึงที่สุด! แต่ในทางการเมือง คำถามจะยังดำรงอยู่ ตราบใดที่สังคมยังไม่ได้รับคำอธิบาย ว่า…โพยที่พบในหลายพื้นที่เกิดจากการตัดสินใจอย่างอิสระของผู้สมัคร หรือเป็นผลจากระบบที่มีผู้จัดวางและควบคุมอยู่เบื้องหลัง

จากนี้ สังคมไทยอาจต้องติดตามพร้อมกัน 3 ทาง??? กล่าวคือ…

1.ศาลฎีกาจะชั่งน้ำหนักหลักฐานของผู้ถูกร้อง 77 รายอย่างไร?

2.DSI จะสาวเส้นเงินและเครือข่ายไปถึงระดับใด?

และ 3.กกต.จะเปิดเหตุผลของมติเสียงข้างมากมากพอที่จะตอบข้อสงสัยของสังคมหรือไม่?

นั่นเพราะ…มติ 5 ต่อ 2 อาจปิดข้อกล่าวหาบางส่วนในชั้น กกต.ได้บ้าง แต่นั่น…ก็ยังไม่อาจจะปิดกั้น “หลักฐานใหม่” ที่อาจปรากฏขึ้นในศาลหรือสำนวน DSI

และนั่น…อาจนำไปผูกโยงและเชื่อมต่อได้ถึง “คนกลางหรือผู้สั่งการ” ได้ หากพิสูจน์ได้ว่า…บุคคลเหล่านั้นมีอยู่จริง!!!.