(กกต. เปลี่ยนเกณฑ์จาก ‘มีหลักฐานอันควรเชื่อได้’ เป็น ‘ต้องพิสูจน์จนเชื่อ’ หรือไม่?)
มติส่งศาล 77 ราย ตัด “ฝ่ายการเมือง” ออกทั้งหมด แต่ไม่ได้ “ดับข้อสงสัย” คดีฮั้ว สว. กลับเปิดคำถามใหม่ว่า กกต.กำลัง “กลั่นกรองสำนวน” หรือ “ชั่งน้ำหนักพยาน” แทนศาล ท่ามกลางสายสัมพันธ์เชิงโครงสร้าง เมื่อ “ผู้ถูกตรวจสอบ” มีส่วนให้ความเห็นชอบ “ผู้ตรวจสอบ” ตั้งแต่ต้นทาง!!??
ฟัน 77 – การเมืองรอด :
แม้ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีมติเสียงข้างมากให้ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งและดำเนินคดีอาญา กับ “ผู้ถูกกล่าวหา” ในคดีการเลือกสมาชิกวุฒิสภา จำนวน 77 คน
แต่ผลวินิจฉัยดังกล่าว กลับไม่อาจยุติข้อสงสัยที่สะสมมาตลอดกว่า 2 ปี!!??
ในจำนวน “ผู้ถูกส่งดำเนินคดี” มี สว.ชุดปัจจุบัน 26 คน ผู้มีสิทธิเลือก สว.36 คน และ บุคคลอื่นอีก 15 คน ขณะที่ กรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทย ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง และ บุคคลที่ถูกกล่าวหาว่าเชื่อมโยงกับฝ่ายการเมือง…
ไม่มีรายใดถูกส่งศาลในข้อกล่าวหาตามมาตรา 76
ผลที่เกิดขึ้นจึงมี 2 ด้านอยู่ในมติเดียวกัน!!!
ด้านหนึ่ง กกต. โดย นายณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธาน กกต. ยอมรับโดยผลของมติว่า…มีพยานหลักฐานเกี่ยวกับการกระทำผิดในการเลือก สว.บางส่วนมากพอที่จะส่งให้ศาลพิจารณา แต่อีกด้านหนึ่ง กลับตัดเส้นทางที่อาจเชื่อมโยงจากผู้สมัครและผู้มีสิทธิเลือก ไปถึง บุคคลระดับนำและฝ่ายการเมืองออกทั้งหมด
คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียง “ใครถูกฟ้อง? ใครรอด?” แต่เป็น…กกต.ใช้มาตรฐานใดแบ่งคนในสำนวนชุดเดียวกันออกจากกัน???
จาก “ควรเชื่อ” เป็น “ต้องเชื่อ”? :
บทบัญญัติที่ให้อำนาจ กกต.ยื่นคำร้องต่อศาล ใช้เกณฑ์สำคัญว่า…เมื่อมี “หลักฐานอันควรเชื่อได้” ว่ามีการทุจริต รู้เห็น หรือทำให้การเลือกมิได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม ให้ กกต.ส่งเรื่องเข้าสู่กระบวนการศาล
ถ้อยคำดังกล่าวไม่ได้หมายความว่า…เพียงมีข่าวลือหรือข้อสงสัย? ก็ต้องส่งฟ้องทันที! แต่ในอีกทางหนึ่งก็ไม่ได้กำหนดให้ กกต.ต้องพิสูจน์ความผิดจนปราศจากข้อสงสัยก่อน
เพราะการชี้ขาดว่า…บุคคลใดกระทำผิดเป็นอำนาจของศาลมิใช่หรือ????
ประธาน กกต.ชี้แจงว่า…พยานสำคัญสามปากกลับคำให้การ บางรายมีประวัติคดีจนกระทบความน่าเชื่อถือ ขณะที่การตรวจสอบไม่พบเส้นทางการเงินผิดปกติในกลุ่มฝ่ายการเมือง แม้พบการติดต่อทางโทรศัพท์และการพบปะกัน แต่ไม่อาจยืนยันเนื้อหาการสนทนาหรือพิสูจน์ได้ว่ามีการกระทำผิด
คำอธิบายดังกล่าวเป็น สิทธิและหน้าที่ของ กกต. ในการชี้แจงเหตุผลของมติ แต่ขณะเดียวกัน ก็เปิดคำถามที่ว่า…
การประเมินถึงขั้นว่าพยานน่าเชื่อถือเพียงใด?
การพบปะมีเจตนาอย่างไร?
และ หลักฐานทั้งหมดเพียงพอรับฟังว่ากระทำผิดหรือไม่?
ทั้งหมดเป็นเพียงการกลั่นกรองสำนวน หรือเข้าใกล้การชั่งน้ำหนักพยานในชั้นศาลแล้ว
ไม่ใช่ไปรษณีย์ – แล้วเป็นศาลหรือ? :
ประธาน กกต. ยืนยันว่า…กกต.ไม่ใช่ “ไปรษณีย์” ที่ต้องรับสำนวนแล้วส่งศาลทั้งหมดโดยไม่พิจารณาหลักฐาน ซึ่งเป็นเหตุผลที่รับฟังได้ เพราะองค์กรอิสระย่อมไม่ควรกล่าวหาใครโดยปราศจากมูล
อย่างไรก็ตาม หากในสำนวนมีทั้งคำให้การ โพย รูปแบบคะแนน ข้อมูลการติดต่อ เส้นทางการเดินทาง การพบปะ หรือพยานแวดล้อม…
หน้าที่ของ กกต.ควรหยุดอยู่ตรงการพิจารณาว่า หลักฐานรวมกันถึงระดับ “อันควรเชื่อได้” หรือไม่???
การจะลงลึกว่า…พยานปากใดพูดจริงเพียงใด? คำให้การเดิมหรือคำกลับคำให้การมีน้ำหนักมากกว่า และพฤติการณ์ทั้งหมดพิสูจน์ความผิดได้หรือไม่?
เป็นประเด็นที่ควรได้รับการไต่สวนอย่างเปิดเผยในศาล!!??
นี่คือ…ฐานของข้อวิจารณ์จากโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw) ที่เห็นว่า…กกต.อาจกำลังวางบทบาทเสมือนศาล และการไม่ส่งผู้ถูกกล่าวหาบางส่วนเท่ากับปิดโอกาสไม่ให้ศาลเรียกพยานหรือแสวงหาหลักฐานเพิ่มเติม
ข้อวิจารณ์ดังกล่าว ยังไม่ใช่คำวินิจฉัย ว่า…กกต.ปฏิบัติหน้าที่ไม่ชอบ แต่เป็นคำถามต่อขอบเขตการใช้ดุลพินิจที่ กกต.จำเป็นต้องตอบด้วยรายละเอียดของสำนวนและมาตรฐานที่ใช้กับผู้ถูกกล่าวหาแต่ละกลุ่ม
เมื่อผู้ถูกตรวจเลือกผู้ตรวจ :
ความละเอียดอ่อนของคดี ไม่ได้อยู่เฉพาะเนื้อหาพยานหลักฐาน แต่ยังรวมถึง “ที่มา” ของ…ผู้วินิจฉัยด้วย (กกต.)
มีรายงานว่า…กกต. 4 ใน 7 คน ได้รับความเห็นชอบจาก สว.ชุดปัจจุบัน ขณะที่ นายณรงค์ได้รับความเห็นชอบให้ดำรงตำแหน่ง กกต.จากวุฒิสภาชุดนี้ด้วยคะแนนท่วมท้น ก่อนที่ คณะกรรมการ กกต.จะเลือกกันเองให้นายณรงค์ดำรงตำแหน่งประธาน
ข้อเท็จจริง! เรื่องกระบวนการแต่งตั้ง ไม่ใช่หลักฐานที่ว่า…กกต.ต้องตอบแทน สว. หรือรับคำสั่งจากพรรคการเมืองใด
แต่ทำให้เกิดคำถามเรื่อง “ความเป็นกลาง” เชิงโครงสร้างอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้!!??
เพราะ สว.ผู้มีส่วนให้ความเห็นชอบบุคคลเข้าสู่ตำแหน่ง กกต. กลับเป็น…กลุ่มบุคคลที่ กกต.ต้องตรวจสอบ
ขณะที่ใน สำนวนยังมีข้อกล่าวหาว่า สว.บางส่วนได้รับการสนับสนุนจากเครือข่ายที่เชื่อมโยงกับพรรคการเมือง แม้ข้อกล่าวหาดังกล่าวยังไม่ได้รับการพิสูจน์โดยศาล ก็ตาม
ก่อนวันลงมติ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ จึงตั้งข้อสังเกตถึง “หลักธรรมาภิบาล การมีส่วนได้เสีย และภาพของการต่างตอบแทน”
หาก กกต.ซึ่งผ่านความเห็นชอบจาก สว. กลับมาลงมติ ที่ “เป็นคุณ” แก่ผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง???
ประเด็นนี้ ไม่ควรถูกใช้ฟันธงว่ามี “ใบสั่ง” แต่ยิ่ง…ความสัมพันธ์เชิงโครงสร้างใกล้กันเท่าใด? ภาระของ กกต.ในการเปิดเผยเหตุผลและแสดงความเป็นอิสระก็ยิ่งสูงขึ้นเท่านั้น!!!
หลายสี – คำถามเดียว :
หลังมติ กกต. แรงคัดค้านไม่ได้มาจากพรรคประชาชนเพียงฝ่ายเดียว
นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ระบุระหว่างแถลงข่าวในเย็นวันเดียวกัน ว่า…การส่งศาลเพียงบางส่วนเป็นการตัดทอนคดี และประกาศตรวจสอบว่าการใช้ดุลพินิจของ กกต.เข้าข่ายปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือไม่???
ด้าน นายวิทยา แก้วภราดัย รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ตั้งคำถามว่า…กกต.ใช้หลักเกณฑ์ใด? จำแนกผู้ถูกดำเนินคดีออกจากผู้ที่ไม่ถูกดำเนินคดี พร้อมเตือนว่า…หากพยานหลักฐานในสำนวนครอบคลุมบุคคลทั้งหมด การเลือกส่งเพียงบางส่วนอาจนำไปสู่การร้องตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ร่วมลงมติ
ขณะที่ กลุ่ม สว.สำรอง ไม่ยอมรับเหตุผลเรื่องความน่าเชื่อถือของพยาน และประกาศเตรียมยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาเพื่อคัดค้านมติ อย่างไรก็ตาม ยังต้องรอการพิจารณาว่ากลุ่มผู้ยื่นมีสิทธิยื่นคำร้องในส่วนที่ กกต.ไม่ส่งศาลหรือไม่? และศาลจะรับคำร้องไว้พิจารณาเพียงใด?
เมื่อเสียงตั้งคำถามเกิดขึ้น! จากหลายกลุ่ม ซึ่งไม่ได้มีฐานการเมืองหรือเป้าหมายเดียวกัน ข้อถกเถียงจึงขยายพ้นแนวรบ “ส้ม–น้ำเงิน” ไปสู่…ปัญหาความน่าเชื่อถือของกระบวนการชี้ขาดโดยตรง!!!
จากศาลถึงถนน :
ท่าทีของ นายสนธิ ลิ้มทองกุล ที่ได้นำ มติ กกต.ไปอธิบายในช่องทางออนไลน์ของเขา ผ่านวาทกรรม “สละเบี้ยเซฟขุน” โดยชี้เห็นว่า…เป็นการดำเนินคดีกับบุคคลระดับปฏิบัติการและ สว.บางส่วน ขณะที่ บุคคลระดับนำไม่ได้เข้าสู่กระบวนการศาล
พร้อมส่งสัญญาณว่า…อาจยกระดับการเคลื่อนไหว!!!
ถ้อยคำดังกล่าวเป็น ความเห็นและข้อกล่าวหาทางการเมืองของนายสนธิ มิใช่ข้อเท็จจริงที่ผ่านการพิสูจน์ แต่สะท้อนว่า…มติซึ่งควรช่วยคลี่คลายข้อขัดแย้ง กำลังถูกแปลงเป็นเชื้อเพลิงของการเคลื่อนไหวนอกสภา
หากมีการกำหนดวัน เวลา และสถานที่ชุมนุมอย่างเป็นทางการ ดังนั้น คดีฮั้ว สว.จะไม่ได้ต่อสู้กันเฉพาะในศาลหรือรัฐสภา แต่จะเปิดแนวรบด้านความชอบธรรมบนท้องถนนเพิ่มขึ้นอีกด้านหนึ่ง
สละเบี้ย หรือชั่งหลักฐาน :
จากข้อเท็จจริงที่เปิดเผยต่อสาธารณะ ยังไม่อาจสรุปได้ว่า…กกต.ลงมติเพื่อปกป้องฝ่ายการเมือง หรือได้รับแรงกดดันจากรัฐบาล พรรคภูมิใจไทย หรือบุคคลใด
คำอธิบายที่เป็นไปได้ยังมีอย่างน้อย 2 ทาง
ทางแรก กกต.อาจเห็นโดยสุจริตว่า…หลักฐานของผู้ถูกกล่าวหาแต่ละคนมีน้ำหนักไม่เท่ากัน และ เลือกส่งศาลเฉพาะรายที่มีพยานหลักฐานเพียงพอ เพื่อลดความเสียหายจากการกล่าวหาบุคคลโดยไม่มีมูล
อีกทางหนึ่ง ผลมติอาจถูกมองว่า…เป็นการจำกัดความเสียหายให้อยู่เฉพาะ สว.และผู้เกี่ยวข้องบางส่วน โดยตัดข้อกล่าวหาที่อาจเชื่อมไปถึงแกนนำและพรรคการเมืองออกก่อนเข้าสู่ศาล
การจะพิสูจน์ว่า…คำอธิบายใดใกล้ความจริงมากกว่า? จึงต้องพิจารณาคำวินิจฉัยฉบับเต็ม เหตุผลรายบุคคล คำให้การเดิมและคำกลับคำให้การ ตลอดจนหลักฐานแวดล้อมที่ iLaw และฝ่ายต่าง ๆ เตรียมนำมาเปิดเผย
คดีจบ! – วิกฤตเริ่ม? :
มติวันที่ 14 กันยายน 2569 อาจถือเป็น…จุดสิ้นสุด! ของการพิจารณาในชั้น กกต.สำหรับผู้ถูกกล่าวหาบางส่วน
แต่ไม่ใช่จุดสิ้นสุดของคดีในทางการเมือง!!!
หลังจากนี้ ยังมีทั้ง 1.กระบวนการศาลฎีกาของผู้ถูกส่งดำเนินคดี 2.การร้องตรวจสอบ กกต. 3.การเคลื่อนไหวของ สว.สำรอง 4.การเปิดข้อมูลจากภาคประชาชน ตลอดจน 5.คดีอาญาในความรับผิดชอบของกรมสอบสวนคดีพิเศษ
ซึ่งต้อง…แยกออกจากกระบวนการตามกฎหมายเลือก สว.ของ กกต.
ท่าทีต่อคดีของ DSI รวมถึง การแต่งตั้งหรือโยกย้ายผู้บริหารและเจ้าหน้าที่สอบสวน จะถูก “จับตามอง” เป็นพิเศษ
แต่การโยกย้ายโดยตัวมันเอง ยังไม่ใช่หลักฐานว่า…มีการแทรกแซงคดี ต้องพิจารณาจากผลที่เกิดกับสำนวน ทีมสอบสวน และทิศทางการดำเนินคดีประกอบกัน
ท้ายที่สุด! วิกฤติที่สำคัญอาจไม่ใช่เพียงข้อสงสัยว่า…ใครมีส่วนเกี่ยวข้องกับการเลือก สว.โดยไม่สุจริต? แต่คือ…วิกฤติความเชื่อมั่นต่อผู้ชี้ขาด!
ในระบบที่ “ผู้ถูกตรวจสอบ (กกต.)” มีส่วนให้ความเห็นชอบ “ผู้ตรวจสอบ (สว.)” และ…ประตูเข้าสู่ศาลอยู่ในมือขององค์กรเดียว คำยืนยันว่า “ปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเป็นอิสระ” ที่ยกขึ้นมาอ้าง ก็อาจจะยังมีน้ำหนักไม่เพียงพอ???
ดังนั้น กกต.จึงต้องทำให้ผู้คนในสังคมไทย มองเห็นตรงกันว่า…เหตุใดหลักฐานชุดหนึ่ง จึง “อันควรเชื่อ” สำหรับ 77 คน แต่กลับไม่เพียงพอสำหรับบุคคลอีกกลุ่มหนึ่ง???
นั่นเพราะ…คำตอบไม่ได้กำหนดเฉพาะชะตาของผู้ถูกกล่าวหา หากยังกำหนดชะตาความน่าเชื่อถือของผู้ชี้ขาดเองด้วย!!!.

