(‘โฆษกรัฐบาล – NEDA’ แจง! งบปี’70 เป็นค่าดบ.ตามสัญญาเดิม จ่ายให้ ธสน. ไม่ได้โอนให้กัมพูชา)
รัฐบาลสยบ! กระแสไทยทุ่มงบ 31 ล้านบาทช่วยกัมพูชา ยืนยันตัวเลขจริงเฉพาะโครงการในกัมพูชาอยู่ที่ 18.20 ล้านบาท ชี้! เป็นภาระชดเชยส่วนต่างดอกเบี้ยโครงการเดิม หากไทยไม่จ่าย อาจกระทบสถาบันการเงิน และสิทธิตามสัญญาของไทยเอง
“หมอเอก” ดับกระแส 31 ล้าน :
นพ.เอกภพ เพียรพิเศษ หรือ “หมอเอก” โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ชี้แจงกรณีมีการเผยแพร่ข้อมูลว่า…รัฐบาลไทยจัดสรรงบประมาณปี 2570 จำนวนกว่า 31 ล้านบาท เพื่อช่วยเหลือกัมพูชา โดยยืนยันว่า…ข้อมูลดังกล่าวคลาดเคลื่อนทั้งจำนวนเงินและวัตถุประสงค์
โดยย้ำว่า…รัฐบาลไม่ได้อนุมัติโครงการช่วยเหลือหรือเงินกู้แก่กัมพูชารอบใหม่ ขณะที่วงเงินจริงซึ่งเกี่ยวข้องกับโครงการในกัมพูชาอยู่ที่ 18.20 ล้านบาท ไม่ใช่ 31 ล้านบาท
31 ล้านคือยอดรวมหลายประเทศ :
ด้าน นายกีรติ เวฬุวัน รองผู้อำนวยการสำนักงานความร่วมมือพัฒนาเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน หรือ NEDA ระบุว่า…งบประมาณสำหรับชดเชยส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยแก่ประเทศเพื่อนบ้านในปี 2570 มีวงเงินรวม 30.72 ล้านบาท
วงเงินดังกล่าวแบ่งเป็น…โครงการใน สปป.ลาว 2 โครงการ จำนวน 12.52 ล้านบาท และ โครงการในกัมพูชา 2 โครงการ จำนวน 18.20 ล้านบาท
ดังนั้น การนำยอดรวมประมาณ 31 ล้านบาทไปอธิบาย ว่า…เป็นเงินช่วยกัมพูชาทั้งหมด จึงไม่ตรงกับรายละเอียดของงบประมาณ
2 โครงการ – 2 สัญญาเก่า :
งบที่เกี่ยวข้องกับกัมพูชา 18.20 ล้านบาท มาจากโครงการเดิม 2 โครงการ ได้แก่…
โครงการปรับปรุงถนนหมายเลข 67 หรือ R67 ได้รับอนุมัติตั้งแต่ปี 2549 ขอรับงบชดเชยดอกเบี้ยปี 2570 จำนวน 12 ล้านบาท ปัจจุบันเหลือเงินต้นประมาณ 648.34 ล้านบาท
ส่วน โครงการพัฒนาจุดผ่านแดนถาวรสตึงบทและถนนเชื่อมหมายเลข 5 ได้รับอนุมัติเมื่อปี 2558 ขอรับงบชดเชย 6.20 ล้านบาท เหลือเงินต้นประมาณ 720.90 ล้านบาท
โครงการทั้ง 2 ก่อสร้างเสร็จมานานแล้ว และอยู่ในช่วงชำระหนี้ตามสัญญา ไม่ใช่โครงการที่รัฐบาลเพิ่งอนุมัติขึ้นใหม่
เงินเข้า ธสน. – ไม่เข้าเขมร :
ทั้งนี้ ทางฝั่ง NEDA ได้ “ขีดเส้นใต้” เอาไว้อย่างน่าสนใจว่า…เงิน 18.20 ล้านบาทไม่ได้โอนไปให้รัฐบาลกัมพูชา แต่จ่ายให้แก่ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (ธสน. หรือ EXIM BANK) เพื่อชดเชยส่วนต่างดอกเบี้ยตามโครงสร้างการจัดหาเงินทุนของโครงการเดิม
กัมพูชามีหน้าที่ชำระเงินต้นและดอกเบี้ยตามเงื่อนไขเงินกู้ ส่วน NEDA มีภาระรับผิดชอบดอกเบี้ยบางส่วนตามข้อตกลงที่ทำไว้ตั้งแต่ต้น
ดังนั้น หากไม่มีงบประมาณส่วนนี้ ผู้ได้รับผลกระทบโดยตรงจะเป็นสถาบันการเงินของไทย ไม่ใช่รัฐบาลกัมพูชา!!!
ผิดสัญญา – ไทยอาจเสียเอง :
นพ.เอกภพ ระบุว่า…หากฝ่ายไทยไม่ชำระส่วนต่างดอกเบี้ยตามภาระเดิม อาจถูกมองว่าไม่ปฏิบัติตามสัญญา และอาจกระทบต่อเงื่อนไขการเรียกชำระคืนเงินกู้จากกัมพูชา
ประเด็นนี้จึงไม่ควรถูกมองเพียงว่า…ไทยควรช่วยหรือไม่ช่วยกัมพูชา แต่ต้องพิจารณาด้วยว่า ประเทศไทยจะรักษาสิทธิ ผลประโยชน์ และความน่าเชื่อถือตามสัญญาอย่างไร?
เงินกู้ที่ไทยได้ประโยชน์ :
โฆษกรัฐบาล อธิบายเพิ่มเติมว่า…โครงการภายใต้ NEDA ไม่ใช่การแจกเงินโดยไม่มีผลตอบแทน แต่เป็นการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจและการค้าของไทย
การดำเนินโครงการ ยังมีเงื่อนไขให้ใช้ผู้ประกอบการ ผู้ควบคุมงาน ตลอดจนวัสดุและอุปกรณ์จากประเทศไทย ส่วนกรณีร่วมทุน ฝ่ายไทยต้องถือหุ้นมากกว่าร้อยละ 51
เม็ดเงินส่วนหนึ่งจึงหมุนกลับเข้าสู่ภาคธุรกิจและการจ้างงานของไทย ขณะที่ประเทศไทยยังอยู่ในฐานะเจ้าหนี้ตามสัญญา
กัมพูชายังไม่ผิดนัด :
NEDA ยืนยันว่า…กัมพูชาชำระคืนเงินต้นและดอกเบี้ยของโครงการทั้งสองครบถ้วนตามกำหนดมาโดยตลอด และไม่มีประวัติผิดนัดชำระหนี้
นับตั้งแต่ เกิดข้อขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา ก็ไม่มีการอนุมัติเงินกู้ ไม่มีการเบิกจ่าย และไม่มีการดำเนินโครงการความร่วมมือกับกัมพูชาเพิ่มเติม
ผ่านด่านตรวจ 2 สภา :
โดยงบประมาณส่วนนี้ ผ่านการซักถามและพิจารณาในชั้นคณะอนุกรรมาธิการและคณะกรรมาธิการของทั้งสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาแล้ว
ภายหลังหน่วยงานชี้แจงรายละเอียด ที่ประชุมไม่ได้ตัดลดงบประมาณ ไม่มีการสงวนความเห็น และไม่มีข้อสังเกตเพิ่มเติม เนื่องจากเป็นภาระตามสัญญาเดิม ไม่ใช่งบเปิดโครงการใหม่ในกัมพูชา
ตรวจงบต้องดูปลายทาง :
ถึงตรงนี้ “ทีมข่าวยุทธศาสตร์” เห็นว่า…ความไม่พอใจของประชาชนต่อกัมพูชาในสถานการณ์ปัจจุบันเป็นเรื่องที่รัฐบาลต้องรับฟัง แต่การตรวจสอบงบประมาณจำเป็นต้องแยก “ความรู้สึกทางการเมือง” ออกจาก “ข้อเท็จจริงทางการเงินและข้อผูกพันตามสัญญา”
กรณีนี้ต้องแยกให้ชัดระหว่าง…งบช่วยเหลือใหม่ กับ งบชำระภาระเดิม รวมทั้ง ต้องแยกยอดรวม 30.72 ล้านบาทสำหรับหลายประเทศ ออกจากวงเงิน 18.20 ล้านบาทที่เกี่ยวข้องกับกัมพูชา
หากฝ่ายไทยระงับการจ่ายเงินทั้งที่ยังมีสัญญาผูกพัน ความเสียหายอาจไม่ได้ตกอยู่กับกัมพูชา แต่อาจย้อนกลับมากระทบสถาบันการเงิน สิทธิในการเรียกชำระหนี้ และความน่าเชื่อถือของประเทศไทยเอง
การตรวจสอบงบประมาณจึงไม่ควรถามเพียงว่า “รัฐจ่ายเท่าไร?” แต่ต้องตอบให้ครบว่า..“จ่ายให้ใคร? จ่ายเพราะอะไร? และหากไม่จ่าย – ใคร? จะเสียประโยชน์!!!”.

