• จันทร์ 14 กันยายน 2569 เวลา 12:14 น.

ต่างชาติแห่ลงทุนไทย 8 เดือนทะลุ 2.49 แสนล้าน โต 11%

BREAKING NEWS INVESTMENT

DBD เผย 8 เดือนปี ’69 ต่างชาติลงทุนไทย 835 ราย เงินลงทุน 249,261 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 11% สิงคโปร์ทุ่มสูงสุด 7.33 หมื่นล้านบาท EEC ยังเนื้อหอม ดึงทุนต่างชาติ 9.69 หมื่นล้านบาท ขณะที่การลงทุนผ่าน BOI พุ่ง 1.81 แสนล้าน รับอุตสาหกรรมอนาคต–ดิจิทัล–AI

นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า(DBD) กระทรวงพาณิชย์ ในฐานะเลขานุการคณะกรรมการการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว เปิดเผยว่า การลงทุนของคนต่างด้าวในช่วง 8 เดือน ปี 2569 มีการอนุญาตให้คนต่างชาติเข้ามาลงทุนประกอบธุรกิจในประเทศไทย ภายใต้พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 จำนวน 835 ราย โดยเป็นการลงทุนผ่านช่องทางการขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว 199 ราย และการขอหนังสือรับรองการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว (ผ่านช่องทางการลงทุนตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุน หรือได้รับอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และการใช้สิทธิตามสนธิสัญญาหรือความตกลงระหว่างประเทศ) 636 ราย เงินลงทุนรวมทั้งสิ้น 249,261 ล้านบาท โดยมีจำนวนนักลงทุนต่างชาติที่เข้ามาลงทุน 5 อันดับแรก ได้แก่

1. จีน 158 ราย คิดเป็น 19% ของจำนวนธุรกิจต่างชาติในไทย ลงทุน 43,803 ล้านบาท ในธุรกิจ อาทิ

– ธุรกิจแปรรูปไม้เพื่อทำเครื่องเรือนและเครื่องใช้สอย

– ธุรกิจบริการติดตั้งระบบเตาเผาขยะมูลฝอย

– ธุรกิจบริการเป็นศูนย์กระจายสินค้าด้วยระบบที่ทันสมัย

– ธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า เช่น ผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์, Compressor สำหรับเครื่องใช้ไฟฟ้า, แม่พิมพ์ และชิ้นส่วนแม่พิมพ์ เป็นต้น

2. สหรัฐอเมริกา 131 ราย คิดเป็น 16% ของจำนวนธุรกิจต่างชาติในไทย ลงทุน 6,481 ล้านบาท ในธุรกิจ อาทิ

– ธุรกิจบริการทางวิศวกรรม

– ธุรกิจโฆษณา

– ธุรกิจแปรรูปไม้เพื่อทำเครื่องเรือนและเครื่องใช้สอย

– ธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า เช่น Circuit Breaker, ระบบควบคุมการปฏิบัติงานด้วยสมองกลเอง เม็ดพลาสติก เป็นต้น

3. สิงคโปร์ 112 ราย คิดเป็น 13% ของจำนวนธุรกิจต่างชาติในไทย ลงทุน 73,368 ล้านบาท ในธุรกิจ อาทิ

– ธุรกิจผลิตไม้วีเนียร์ (Wood Veneer)

– ธุรกิจบริการทางวิศวกรรมและเทคนิค เช่น การให้บริการเทคนิค การโอนย้ายข้อมูล และการติดตั้งระบบบริหารจัดการผู้ใช้งานแบบรวมศูนย์ เป็นต้น                 

– ธุรกิจบริการวิเคราะห์และรายงานผลอัตราการเต้นของหัวใจที่ได้จากเครื่องบันทึกคลื่นไฟฟ้าของหัวใจแบบไร้สาย

– ธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า เช่น บรรจุภัณฑ์พลาสติกชนิดปลอดเชื้อ ชิ้นส่วนโลหะหล่อขึ้นรูป เครื่องจักรอัตโนมัติ เป็นต้น

4. ญี่ปุ่น 112 ราย คิดเป็น 13% ของจำนวนธุรกิจต่างชาติในไทย ลงทุน 53,780 ล้านบาท ในธุรกิจ อาทิ

– ธุรกิจบริการทางวิศวกรรม โดยให้คำปรึกษา แนะนำ และออกแบบเพื่อการปรับปรุงกระบวนการผลิต

– ธุรกิจบริการวิจัยและพัฒนาอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์สำหรับยานพาหนะ

– ธุรกิจบริการพัฒนา/ปรับปรุงซอฟต์แวร์        

– ธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า เช่น ชิ้นส่วนพลาสติก ผลิตภัณฑ์จากผงโลหะอัด ชิ้นส่วนหรืออุปกรณ์ที่ใช้กับเครื่องใช้ไฟฟ้า เป็นต้น

5. ฮ่องกง 84 ราย คิดเป็น 10% ของจำนวนธุรกิจต่างชาติในไทย ลงทุน 16,682 ล้านบาท ในธุรกิจ อาทิ

– ธุรกิจบริการขุดเจาะปิโตรเลียมภายในบริเวณพื้นที่แปลงสำรวจที่ได้รับสัมปทานในอ่าวไทย

– ธุรกิจบริการสถานีบริการอัดประจุไฟฟ้า สำหรับยานพาหนะไฟฟ้า

– ธุรกิจบริการพัฒนา/ปรับปรุงซอฟต์แวร์

– ธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า เช่น ผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์กลุ่มภาพและเสียง, Multilayer Printed Circuit Board, เครื่องจักรสำหรับอุตสาหกรรม เป็นต้น

เมื่อเปรียบเทียบกับปี 2568 พบว่า การอนุญาตให้คนต่างชาติเข้ามาลงทุนประกอบธุรกิจในประเทศไทย เพิ่มขึ้น 148 ราย (22%) (เดือน ม.ค.-ส.ค. 2569 อนุญาต 835 ราย / เดือน ม.ค.-ส.ค. 2568 อนุญาต 687 ราย) และมีมูลค่าการลงทุนเพิ่มขึ้น 23,725 ล้านบาท (11%) (เดือน ม.ค.-ส.ค. 2569 ลงทุน 249,261 ล้านบาท / เดือน ม.ค.-ส.ค. 2568 ลงทุน 225,536 ล้านบาท) รวมถึงมีการจ้างงานคนไทยจากนักลงทุนที่ขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวรวม 5,863 คน เพิ่มขึ้นจากปี 2568 จำนวน 968 คน (20%) (เดือน ม.ค.-ส.ค. 2569 จ้างงาน 5,863 คน / เดือน ม.ค.-ส.ค. 2568 จ้างงาน 4,895 คน) 

นอกจากนี้ ยังพบว่า การลงทุนของต่างชาติที่เข้ามาส่วนใหญ่มาจากการลงทุนตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุน (BOI) สูงถึง 418 ราย คิดเป็น 50% ของจำนวนการอนุญาตทั้งหมด 835 ราย มูลค่าลงทุน 180,731 ล้านบาท ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติของรัฐบาล ที่มุ่งเน้นอุตสาหกรรมอนาคต (Future Industries) เช่น เทคโนโลยีขั้นสูง ดิจิทัล AI ยานยนต์ไฟฟ้า พลังงานสะอาด และเกษตรอาหาร โดยประเภทธุรกิจที่ได้รับอนุญาตผ่านช่องทาง BOI สูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่

1. ธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า เช่น Aircraft Engine Case, เครื่องจักรอัตโนมัติ ผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ เป็นต้น ซึ่งสนับสนุนการพัฒนาการผลิตที่มีมูลค่าเพิ่มสูง

2. ธุรกิจบริการที่มีมูลค่าสูง อาทิ กิจการสนับสนุนการค้าและการลงทุน (Trade and Investment Support Office: TISO) กิจการศูนย์กลางธุรกิจระหว่างประเทศ (International Business Center: IBC) และกิจการศูนย์จัดหาจัดซื้อวัตถุดิบ ชิ้นส่วนและส่วนประกอบระหว่างประเทศ (International Procurement Office: IPO) ซึ่งเป็นธุรกิจที่มีส่วนสำคัญในการยกระดับประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการค้าการลงทุนในระดับภูมิภาค

3. ธุรกิจบริการด้านคอมพิวเตอร์ เช่นบริการพัฒนาซอฟต์แวร์ / แพลตฟอร์ม, บริการ Cloud Service เป็นต้น ซึ่งตรงกับเป้าหมายเศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Economy) และ AI Services

อธิบดีพูนพงษ์ฯ เพิ่มเติมว่า สำหรับการลงทุนในจังหวัดพื้นที่ EEC ของนักลงทุนต่างชาติ ในช่วง 8 เดือน ปี 2569 (เดือนมกราคม – สิงหาคม) มีนักลงทุนต่างชาติสนใจลงทุนในจังหวัดพื้นที่ EEC 260 ราย คิดเป็น 31% ของจำนวนนักลงทุนต่างชาติในไทย เพิ่มขึ้นจากปี 2568 จำนวน 63 ราย (32%) (เดือน ม.ค.-ส.ค. 2569 ลงทุน 260 ราย /เดือน ม.ค.-ส.ค. 2568 ลงทุน 197 ราย) โดยมีมูลค่าการลงทุนในจังหวัดพื้นที่ EEC 96,857 ล้านบาท คิดเป็น 39% ของเงินลงทุนทั้งหมด โดยเป็นนักลงทุนจาก *จีน 98 ราย ลงทุน 34,846 ล้านบาท *ญี่ปุ่น 38 ราย ลงทุน 25,759 ล้านบาท *ฮ่องกง 33 ราย ลงทุน 7,063 ล้านบาท และประเทศอื่นๆ 91 ราย ลงทุน 29,189 ล้านบาท โดยธุรกิจที่ลงทุน อาทิ

– ธุรกิจบริการติดตั้ง ซ่อมแซม บำรุงรักษาสินค้าประเภทโมดูลเครื่องกำเนิดไฟฟ้าดีเซล

– ธุรกิจบริการพัฒนา/ปรับปรุงซอฟต์แวร์

– ธุรกิจบริการเป็นศูนย์กระจายสินค้าด้วยระบบที่ทันสมัย

– ธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า เช่น ผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์, Compressor สำหรับเครื่องใช้ไฟฟ้า, Multilayer Printed Circuit Board เป็นต้น 

ทั้งนี้ เฉพาะเดือนสิงหาคม 2569 มีการอนุญาตให้คนต่างชาติประกอบธุรกิจในประเทศไทย 99 ราย เป็นการลงทุนผ่านช่องทางการขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว 22 ราย และการขอหนังสือรับรองการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว (ผ่านช่องทางการลงทุนตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุน หรือได้รับอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และการใช้สิทธิตามสนธิสัญญาหรือความตกลงระหว่างประเทศ) 77 ราย เงินลงทุนทั้งสิ้น 30,053 ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นคนต่างชาติจาก จีน ญี่ปุ่น และสิงคโปร์ ตามลำดับ มีการจ้างงานคนไทยจากนักลงทุนที่ขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว 634 คน รวมถึงมีการถ่ายทอดเทคโนโลยีอันเป็นองค์ความรู้เฉพาะด้านโดยตรงจากประเทศผู้เข้ามาลงทุนให้แก่คนไทย เช่น องค์ความรู้เกี่ยวกับการบริหารงานก่อสร้างเตาเผาขยะ องค์ความรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยีเครื่องมือบันทึกคลื่นไฟฟ้าหัวใจแบบไร้สาย และองค์ความรู้เกี่ยวกับการออกแบบระบบปัญญาประดิษฐ์เพื่อการทำงานอัตโนมัติ เป็นต้น

ธุรกิจที่คนต่างด้าวได้รับอนุญาตให้ประกอบธุรกิจในเดือนสิงหาคม 2569 ได้แก่

– ธุรกิจบริการติดตั้งระบบเตาเผาขยะมูลฝอย

– ธุรกิจบริการพัฒนา/ปรับปรุงซอฟต์แวร์

– ธุรกิจบริการวิจัยและพัฒนาอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์สำหรับยานพาหนะ

– ธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า เช่น ผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์, Compressor สำหรับเครื่องใช้ไฟฟ้า, เคมีภัณฑ์ชนิดพิเศษ High Performance Lubricating Synthetic Esters เป็นต้น.