• จันทร์ 14 กันยายน 2569 เวลา 11:34 น.

ไทยช่วยไทยพลัส ภาค 2?

BREAKING NEWS STRATEGIES

(ยอดใช้จ่ายแตะ 1.55 แสนล้าน กับโจทย์จัดสรรงบเหลือ 4–5 หมื่นล้าน)

“นายกฯอนุทิน” ส่งโจทย์ถึง “เอกนิติ” พิจารณาต่ออายุไทยช่วยไทยพลัสอีก 1–2 เดือน หลังพบงบประมาณเหลือหลายหมื่นล้านบาท ขณะที่ข้อมูลล่าสุดชี้! ผู้ได้รับสิทธิกว่า 99% ใช้จ่ายแล้ว จับตา! ก่อนเดินหน้าภาคต่อ รัฐบาลต้องตอบให้ชัดว่า…จะต่อสิทธิเดิมหรือเปิดทางให้กลุ่มตกหล่น?

จากโจทย์ต่ออายุ :

โครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” ซึ่งกำหนดเปิดให้ประชาชนใช้สิทธิระหว่างวันที่ 1 มิถุนายน – 30 กันยายน 2569 อาจยังไม่สิ้นสุดลงไปพร้อมกับเดือนกันยายน หลังจาก นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย มอบหมายให้นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง พิจารณาขยายระยะเวลาโครงการออกไปอีก 1–2 เดือน

นายกรัฐมนตรี ระบุว่า…ยังมีงบประมาณเหลืออยู่ประมาณ 40,000–50,000 ล้านบาท เนื่องจากประชาชนจำนวนหนึ่งไม่ได้ลงทะเบียนรับสิทธิครบตามเป้าหมาย จึงต้องการนำวงเงินที่เหลือมาใช้ลดภาระค่าครองชีพ และประคองการใช้จ่ายในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี

อย่างไรก็ตาม สถานะล่าสุด! ยังเป็นเพียงการมอบหมายให้กระทรวงการคลังพิจารณาความเป็นไปได้ ยังไม่ใช่มติคณะรัฐมนตรี และยังไม่มีประกาศหลักเกณฑ์ วันเริ่มใช้สิทธิ หรือจำนวนผู้ได้รับสิทธิในรอบต่อไปอย่างเป็นทางการ

ดังนั้น คำว่า “ไทยช่วยไทยพลัส ภาค 2” ในเวลานี้ จึงเป็น ภาพของแนวทางที่กำลังอยู่ระหว่างการออกแบบ มากกว่าจะเป็นโครงการใหม่ที่ผ่านการอนุมัติแล้ว

ยอดใช้จ่าย 1.55 แสนล้าน :

ข้อมูลจาก สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กระทรวงการคลัง ณ วันที่ 13 กันยายน 2569 เวลา 23.00 น. ระบุว่า…โครงการมีผู้ได้รับสิทธิทั้งหมด 26,040,623 ราย และมีประชาชนใช้จ่ายแล้ว 25,804,571 ราย คิดเป็นประมาณร้อยละ 99.09 ของผู้ได้รับสิทธิ

ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่า…เมื่อประชาชนผ่านการลงทะเบียนและได้รับสิทธิแล้ว เกือบทั้งหมดเข้ามาใช้โครงการจริง เหลือผู้ได้รับสิทธิแต่ยังไม่เกิดการใช้จ่ายประมาณ 236,000 ราย เท่านั้น

ด้านยอดใช้จ่ายสะสมทั้งโครงการอยู่ที่ 155,730.54 ล้านบาท แบ่งเป็นเงินภาครัฐร่วมจ่าย 89,550.31 ล้านบาท และเงินประชาชนจ่าย 66,180.23 ล้านบาท

ยอดใช้จ่ายผ่านร้านค้าปกติอยู่ที่ 149,789.23 ล้านบาท ส่วนการใช้จ่ายผ่านร้านค้าบนแพลตฟอร์มฟู้ดเดลิเวอรี ซึ่งเริ่มให้บริการเมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2569 อยู่ที่ 5,941.31 ล้านบาท หรือประมาณร้อยละ 3.82 ของยอดใช้จ่ายทั้งหมด

ข้อมูลชุดนี้ยืนยันว่า…ไทยช่วยไทยพลัส มีการใช้งานในวงกว้างและสามารถนำเงินเข้าสู่ระบบการค้าได้จริง แต่ยอดใช้จ่ายกว่า 1.55 แสนล้านบาทไม่ใช่เงินจากรัฐบาลทั้งหมด และไม่ควรถูกตีความว่าเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นใหม่ทั้งหมด

นั่นเพราะ…ในจำนวนนั้นมีทั้งเงินสนับสนุนจากรัฐ เงินร่วมจ่ายของประชาชน และรายจ่ายบางส่วนที่ประชาชนอาจต้องใช้จ่ายอยู่แล้วแม้ไม่มีโครงการ

ร้านค้าพร้อมเดินต่อ :

ฝั่งผู้ประกอบการ มีร้านค้าลงทะเบียนสำเร็จและพร้อมใช้สิทธิรวม 1,101,241 ร้าน แบ่งเป็น…ร้านค้าเดิม 887,116 ร้าน และร้านค้าใหม่ 214,125 ร้าน

ในจำนวนนี้ มีร้านค้าที่เกิดการใช้จ่ายจริงแล้ว 1,077,200 ร้าน คิดเป็นประมาณร้อยละ 97.82 ของร้านค้าที่ลงทะเบียนสำเร็จและพร้อมใช้ทั้งหมด ขณะที่ ยังมีร้านค้ารอรับข้อตกลงและเงื่อนไข หรือ T&C อีก 91,299 ร้าน

ฐานประชาชนกว่า 26 ล้านรายและร้านค้าพร้อมใช้มากกว่า 1.1 ล้านร้าน ทำให้รัฐบาลมีโครงสร้างรองรับการต่ออายุโครงการอยู่แล้ว หากเลือกให้ผู้ได้รับสิทธิเดิมใช้ต่อ ระบบสามารถเดินหน้าได้รวดเร็วกว่าการเปิดรับลงทะเบียนใหม่ทั้งหมด

แต่จำนวนร้านค้าที่มีธุรกรรมยังไม่สามารถตอบได้ว่า…รายได้จากโครงการกระจายตัวอย่างทั่วถึงหรือไม่? เพราะร้านค้าที่เกิดการใช้จ่ายหนึ่งครั้งกับร้านค้าที่มียอดขายต่อเนื่องอาจได้รับประโยชน์ต่างกันมาก

หากรัฐบาลต้องการพิสูจน์ว่า…เงินลงถึงเศรษฐกิจฐานรากจริง กระทรวงการคลังควรเปิดเผยข้อมูลเพิ่มเติมทั้งยอดใช้จ่ายเฉลี่ยต่อร้าน การกระจายตัวตามจังหวัด ประเภทธุรกิจ และสัดส่วนยอดขายระหว่างร้านค้าเดิมกับร้านค้าใหม่

คนใช้เกือบครบ :

ข้อมูลที่ประชาชนผู้ได้รับสิทธิกว่าร้อยละ 99 เข้ามาใช้จ่าย ทำให้โจทย์ของภาค 2 เปลี่ยนไปจากเดิม???

รัฐบาลไม่จำเป็นต้องพิสูจน์อีกว่า…โครงการได้รับการตอบรับหรือไม่? เพราะอัตราการใช้สิทธิแสดงให้เห็นชัดว่า มาตรการช่วยลดค่าใช้จ่ายได้รับความสนใจสูง โดยเฉพาะในช่วงที่ ครัวเรือนเผชิญภาระค่าครองชีพและราคาพลังงาน

คำถามสำคัญกลับอยู่ที่…เหตุใดโครงการซึ่งตั้งเป้าหมายประชาชนไม่เกิน 30 ล้านราย จึงมีผู้ได้รับสิทธิจริงประมาณ 26.04 ล้านราย ต่ำกว่าเป้าหมายเกือบ 3.96 ล้านราย???

ประชาชนกลุ่มที่หายไปจากเป้าหมาย อาจมีทั้ง…ผู้ที่ไม่ประสงค์เข้าร่วม ผู้ที่ไม่ผ่านคุณสมบัติ ผู้ลงทะเบียนไม่ทัน และผู้ที่ประสบข้อจำกัดด้านเทคโนโลยี เช่น ไม่มีสมาร์ทโฟน โทรศัพท์ไม่รองรับแอปพลิเคชัน หรือไม่สามารถยืนยันตัวตนผ่านระบบได้

ด้วยเหตุนี้ การต่ออายุให้เฉพาะผู้ได้รับสิทธิเดิม แม้จะทำได้รวดเร็วและมีต้นทุนดำเนินงานต่ำ แต่อาจทำให้ประชาชนที่ตกหล่นจากรอบแรกยังคงเข้าไม่ถึงมาตรการเหมือนเดิม

งบเหลือยังต้องแจง :

ตัวเลขงบประมาณคงเหลือ 40,000–50,000 ล้านบาทตามคำกล่าวของนายกรัฐมนตรี เป็นประเด็นที่กระทรวงการคลังจำเป็นต้องแจกแจงรายละเอียดก่อนตัดสินใจเปิดภาค 2

หากพิจารณาเฉพาะ โครงการร่วมจ่าย 60/40 ผู้ได้รับสิทธิ 26,040,623 ราย มีวงเงินสนับสนุนจากภาครัฐสูงสุดคนละ 1,000 บาทต่อเดือน เป็นเวลา 4 เดือน หรือไม่เกินคนละ 4,000 บาทตลอดโครงการ คิดเป็นวงเงินสูงสุดประมาณ 104,162 ล้านบาท

เมื่อเทียบกับ…ยอดเงินภาครัฐร่วมจ่ายจริง 89,550.31 ล้านบาท ณ วันที่ 13 กันยายน จะมีส่วนต่างประมาณ 14,612 ล้านบาท แต่ตัวเลขนี้ยังไม่ใช่ยอดคงเหลือสุดท้าย เพราะ…ประชาชนยังสามารถใช้สิทธิของเดือนกันยายนได้ถึงวันที่ 30 กันยายน 2569

ขณะเดียวกัน หากคำนวณวงเงินจากจำนวนผู้ได้รับสิทธิต่ำกว่าเป้าหมาย 30 ล้านรายประมาณ 3.96 ล้านราย จะเป็นวงเงินอีกประมาณ 15,838 ล้านบาท

เมื่อนำ ส่วนต่างทั้ง 2 รายการมารวมกัน จะอยู่ที่ประมาณ 30,450 ล้านบาทก่อนหักการใช้จ่ายที่ยังเกิดขึ้นได้จนสิ้นเดือนกันยายน ซึ่งยังไม่ถึงตัวเลข 40,000–50,000 ล้านบาทที่นายกรัฐมนตรีกล่าวถึง

ความแตกต่างนี้ ไม่ได้หมายความว่า…ตัวเลขฝ่ายใดผิด แต่อาจหมายถึงงบประมาณคงเหลือที่นายกรัฐมนตรีกล่าวถึงมีองค์ประกอบมากกว่าโครงการร่วมจ่าย 60/40 เช่น วงเงินสำหรับกลุ่มบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เงินสำรอง หรือวงเงินส่วนอื่นภายใต้ชุดมาตรการเดียวกัน

กระทรวงการคลัง จึงควรชี้แจงว่า…งบประมาณคงเหลือดังกล่าวประกอบด้วยเงินส่วนใดบ้าง? เป็นเงินที่กู้มาแล้ว เงินที่อยู่ระหว่างจัดสรร หรือเป็นเพียงกรอบวงเงินที่ยังไม่ได้กู้?

และ สามารถนำมาใช้ต่ออายุโครงการได้ทั้งหมดหรือไม่? อย่างไร?

3 ทางเลือกในภาค 2 :

เมื่อมีทั้งระบบเดิมที่พร้อมใช้งานและประชาชนอีกเกือบ 4 ล้านรายที่ไม่อยู่ในฐานผู้ได้รับสิทธิ กระทรวงการคลังมีทางเลือกเชิงกลยุทธ์อย่างน้อย 3 แนวทาง นั่นคือ…

ทางเลือกแรก คือ…ต่ออายุให้ผู้ได้รับสิทธิเดิมโดยอัตโนมัติอีก 1–2 เดือน วิธีนี้รวดเร็ว ควบคุมวงเงินง่าย และไม่ต้องเปิดระบบคัดกรองใหม่ แต่ประโยชน์จะจำกัดอยู่ในกลุ่มเดิม และไม่แก้ปัญหาผู้ตกหล่น

ทางเลือกที่ 2 คือ…เปิดลงทะเบียนเพิ่มเติมให้ประชาชนที่มีคุณสมบัติแต่พลาดสิทธิรอบแรก วิธีนี้จะเพิ่มความครอบคลุมและสอดคล้องกับเหตุผลที่ว่างบประมาณเหลือเพราะลงทะเบียนไม่ครบเป้าหมาย แต่ต้องใช้เวลาในการตรวจสอบคุณสมบัติและเตรียมระบบยืนยันตัวตน

ทางเลือกที่ 3  คือ…ใช้วิธีผสม โดยต่อสิทธิให้ผู้ใช้เดิมบางส่วน พร้อมจัดสรรโควตาสำหรับผู้ตกหล่นหรือกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากค่าครองชีพมากที่สุด แนวทางนี้อาจสร้างสมดุลระหว่างความรวดเร็วกับความทั่วถึง แต่ต้องกำหนดเกณฑ์คัดเลือกอย่างชัดเจนและตรวจสอบได้

ทบทวนสูตร 60/40 :

โครงการรอบแรกกำหนดให้รัฐบาลร่วมจ่ายร้อยละ 60 และประชาชนจ่ายร้อยละ 40 โดยรัฐสนับสนุนไม่เกิน 200 บาทต่อวัน และไม่เกิน 1,000 บาทต่อเดือน วงเงินที่ใช้ไม่หมดในแต่ละเดือนไม่สามารถสะสมไปเดือนถัดไปได้

สูตรดังกล่าวช่วยเร่งการจับจ่าย เพราะผู้ได้รับสิทธิต้องใช้วงเงินภายในเวลาที่กำหนด แต่เงื่อนไขการร่วมจ่ายยังหมายความว่า…ประชาชนต้องมีเงินของตนเองพร้อมใช้ ผู้มีรายได้น้อยมากหรือขาดสภาพคล่องอาจใช้สิทธิได้ไม่เต็มจำนวน แม้จะเป็นกลุ่มที่มีความจำเป็นสู งก็ตาม

โดยข้อมูลกระทรวงการคลัง ระบุว่า ณ วันที่ 13 กันยายน มีประชาชนใช้สิทธิครบ 1,000 บาทจำนวน 2,293,768 ราย แต่เอกสารสรุปยังไม่ได้แจกแจงรายละเอียดว่า ตัวเลขดังกล่าวหมายถึงการใช้ครบวงเงินในเดือนใด? หรือสะท้อนพฤติกรรมตลอดช่วงโครงการอย่างไร?

ก่อนออกแบบภาค 2 กระทรวงการคลัง จึงควรวิเคราะห์ข้อมูลการใช้สิทธิรายเดือน เพื่อแยกประชาชนที่ใช้ไม่เต็มวงเงินเพราะไม่มีความจำเป็น ออกจากผู้ที่ต้องการใช้แต่ขาดเงินร่วมจ่าย

หากพบว่า…กลุ่มรายได้น้อยใช้สิทธิไม่เต็ม! เพราะข้อจำกัดด้านสภาพคล่อง การคงสูตรเดิมทั้งหมดอาจไม่ตอบโจทย์การช่วยเหลือคนที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด

เงินสะพัดต้องวัดผล :

ยอดใช้จ่ายสะสม 155,730.54 ล้านบาท เป็นเครื่องชี้ขนาดของธุรกรรมที่เกิดขึ้นผ่านโครงการ แต่ยังไม่ใช่คำตอบสุดท้ายเรื่องความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ

การประเมินผลต้องแยกให้ได้ว่า…โครงการทำให้ประชาชนใช้จ่ายเพิ่มขึ้นจากภาวะปกติเท่าใด? มีรายจ่ายส่วนใดที่เพียงย้ายจากร้านค้านอกโครงการเข้าสู่ร้านค้าที่เข้าร่วม? และเงินสนับสนุนช่วยเพิ่มรายได้สุทธิหรือรักษาการจ้างงานของผู้ประกอบการได้เพียงใด?

นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ในฐานะ โฆษกกระทรวงการคลัง เคยอธิบายว่า…โครงการมีวัตถุประสงค์ทั้งบรรเทาภาระค่าใช้จ่าย รักษากำลังซื้อ และช่วยให้ผู้ประกอบการรายย่อยสามารถดำเนินธุรกิจได้ต่อเนื่อง

ดังนั้น ตัวชี้วัดความสำเร็จของภาค 2 ไม่ควรมีเพียงยอดใช้จ่ายหรือจำนวนร้านค้าที่เข้าร่วม แต่ควรรวมถึงรายได้ที่เพิ่มขึ้นของร้านค้า การกระจายเงินสู่ต่างจังหวัด การรักษาการจ้างงาน และความสามารถของร้านค้าในการรักษาลูกค้าหลังมาตรการสิ้นสุดลง

ปิดรั่วก่อนเดินหน้า :

การต่ออายุโครงการยังต้องมาพร้อมมาตรการควบคุมการขึ้นราคาสินค้า การลดปริมาณ การแลกสิทธิเป็นเงินสด การสร้างรายการซื้อขายที่ไม่เกิดขึ้นจริง และการกระจุกตัวของยอดขายในร้านค้าบางกลุ่ม

หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กระทรวงการคลัง สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กรมบัญชีกลาง ธนาคารกรุงไทย และกรมการค้าภายใน ควรเชื่อมโยงข้อมูลเพื่อตรวจสอบธุรกรรมผิดปกติและข้อร้องเรียนด้านราคาให้รวดเร็วขึ้น

รัฐบาลควรเปิดเผยผลการตรวจสอบและจำนวนร้านค้าที่ถูกระงับสิทธิหรือเรียกเงินคืนควบคู่กับยอดใช้จ่าย เพื่อให้ประชาชนประเมินได้ว่า ระบบควบคุมความเสียหายมีประสิทธิภาพเพียงใด?

ภาค 2 ต้องดีกว่าเดิม :

ข้อมูลล่าสุดจากกระทรวงการคลัง ทำให้เห็นว่า…ไทยช่วยไทยพลัสประสบความสำเร็จในด้านการเข้าถึงผู้ได้รับสิทธิและการนำร้านค้ารายย่อยเข้าสู่ระบบ ผู้ได้รับสิทธิมากกว่าร้อยละ 99 ใช้จ่ายแล้ว ขณะที่ร้านค้าพร้อมใช้มากกว่าร้อยละ 97 มีธุรกรรมเกิดขึ้นจริง

แต่ความสำเร็จดังกล่าว ก็ไม่ควรนำไปสู่การ “ต่ออายุ” โดยใช้เงื่อนไขเดิมทั้งหมดโดยไม่ทบทวน นั่นเพราะ…โจทย์ของภาค 2 ไม่ได้อยู่ที่การทำให้คนเดิมกลับมาใช้อีกครั้งเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การตัดสินใจว่า…

เงินที่เหลือควรช่วยใคร? และจะสร้างผลต่อเศรษฐกิจได้มากที่สุดอย่างไร?

ก่อนเสนอเรื่องเข้าสู่คณะรัฐมนตรี รองนายกฯเอกนิติ ควรเปิดเผยอย่างน้อยว่า…งบประมาณคงเหลือที่แท้จริงมีเท่าใด? เป็นเงินส่วนใด? ต้องกู้เพิ่มเติมหรือไม่? จะต่อสิทธิให้กลุ่มเดิมหรือเปิดรับกลุ่มใหม่? และแต่ละทางเลือกครอบคลุมประชาชนได้กี่ราย?

หากคำตอบ คือ การต่ออายุอีก 1–2 เดือน รัฐบาลก็ควรประกาศเป้าหมายที่วัดผลได้ ทั้งยอดบริโภคที่เพิ่มขึ้น การกระจายรายได้สู่ร้านค้ารายย่อย และต้นทุนทางการคลังที่ประเทศต้องรับภาระ

“ไทยช่วยไทยพลัส ภาค 2” จึงไม่ควรเป็นเพียงการเร่งใช้วงเงินที่เหลือให้หมด แต่ต้องเป็นการนำข้อมูลจากผู้ใช้กว่า 25.8 ล้านรายและร้านค้ากว่า 1 ล้านร้าน มาปรับมาตรการให้ตรงกลุ่ม โปร่งใส และคุ้มค่ากว่ารอบแรก

เพราะคำถามสำคัญไม่ได้อยู่ที่รัฐบาลมีเงินเหลือเท่าใด? เพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่…เงินทุกบาทซึ่งนำมาใช้ต่อ จะช่วยสร้างแรงส่งให้ประชาชน ร้านค้ารายย่อย และเศรษฐกิจฐานรากได้มากเพียงใด? มากกว่า!!!.