(‘อธิบดีฯพันธ์ทอง’ เปิดเบื้องหลังตัดส่วนแบ่งผู้บริหาร ก่อนรื้อ กม.ปิดช่องอำนาจทับผลประโยชน์!)
หลังจาก “ยุทธศาสตร์ออนไลน์” เคยรายงานการยกเลิกเงินรางวัลผู้บริหารกรมศุลกากร ล่าสุด “อธิบดีฯพันธ์ทอง” เปิดรายละเอียดจากบทสัมภาษณ์พิเศษ ยอมรับตนเคยได้รับประโยชน์จากระบบเดิม พร้อมชี้จุดเสี่ยง เมื่อผู้สั่งคดี–กลั่นกรอง–พิจารณาอุทธรณ์ อาจมีส่วนแบ่งรออยู่ปลายทาง
เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2569 “ยุทธศาสตร์ออนไลน์” เคยนำเสนอข่าวที่ กรมศุลกากรประกาศยกเลิกสิทธิรับเงินรางวัลของผู้บริหารทุกตำแหน่ง เพื่อลดความเสี่ยงเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน พร้อมเตรียมเสนอแก้ไขกฎหมายเพื่อทบทวนการจ่ายเงินรางวัลแก่พนักงานศุลกากรทุกระดับ
แต่เบื้องหลังประกาศปฏิรูปครั้งนั้น ยังมีคำถามสำคัญว่า…เหตุใด? นายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ อธิบดีกรมศุลกากร จึงตัดสินใจยกเลิกผลประโยชน์ที่ตนเองและผู้บริหารระดับสูงเคยได้รับ ระบบเดิมเปิดช่องให้เกิดความเสี่ยงอย่างไร? และเหตุใดการออกระเบียบใหม่จึงยังไม่เพียงพอที่จะรื้อระบบเงินรางวัลทั้งหมด?
คำตอบปรากฏชัดขึ้น! จากการให้สัมภาษณ์พิเศษครั้งล่าสุด เมื่อ อธิบดีกรมศุลกากร ยอมรับตรงไปตรงมาว่า… ตนเองเคยได้รับเงินรางวัลตามระบบเดิม และผู้บริหารระดับสูง โดยเฉพาะอธิบดี คือกลุ่มที่มีโอกาสได้รับประโยชน์จากคดีศุลกากรทั่วประเทศ
การตัดสิทธิครั้งนี้ จึงไม่ใช่เพียงการออกคำสั่งให้คนอื่นเสียประโยชน์ แต่เป็นการตัดผลประโยชน์ของผู้มีอำนาจลงนามและผู้บริหารองค์กรออกจากระบบด้วย
ข่าวเดิมบอก “อะไร” ข่าวใหม่ตอบ “ทำไม” :
ข่าวเดิม ได้อธิบายสาระของระเบียบอย่างชัดเจนแล้วว่า…กรมศุลกากรยกเลิกสิทธิรับเงินรางวัลของผู้บริหาร ตั้งแต่อธิบดี ที่ปรึกษา รองอธิบดี ผู้อำนวยการกอง ผู้อำนวยการสำนักงาน จนถึง นายด่านศุลกากร ขณะที่ บทสัมภาษณ์พิเศษครั้งนี้ ได้เปิดให้เห็น “เหตุผลในใจ” ของผู้ผลักดันมาตรการ รวมถึงความเสี่ยงที่ซ่อนอยู่ภายในโครงสร้างเดิม
นายพันธ์ทอง ชี้ว่า…ผู้บริหารกรมศุลกากรบางตำแหน่งไม่ได้มีหน้าที่เพียงกำกับเจ้าหน้าที่ แต่ยังมีอำนาจเกี่ยวข้องกับกระบวนการบังคับใช้กฎหมาย ตั้งแต่พิจารณาสั่งคดี กลั่นกรองความเห็น ไปจนถึงพิจารณาอุทธรณ์ในคดีศุลกากร
เมื่อผู้มีอำนาจวินิจฉัยสามารถได้รับส่วนแบ่งจากผลของคดี คำถามเรื่องความเป็นกลางจึงเกิดขึ้นโดยหลีกเลี่ยงไม่ได้ แม้การรับเงินนั้นจะเป็นสิทธิตามกฎหมายและยังไม่มีหลักฐานว่าผู้รับใช้อำนาจโดยทุจริตก็ตาม
ปัญหาไม่ได้อยู่แค่การพิสูจน์ว่า…ใครเคยโกง แต่คือ…การออกแบบระบบที่ทำให้ผู้มีอำนาจมีส่วนได้เสียกับคำตัดสินของตนเองตั้งแต่ต้น
“เราเป็นคนพิจารณาคดี” :
ช่วงหนึ่งของการสัมภาษณ์ นายพันธ์ทอง อธิบายสาระสำคัญว่า…เจ้าหน้าที่ระดับบริหารเป็นทั้งผู้สั่งจับ ผู้พิจารณาคดี และผู้เกี่ยวข้องกับการพิจารณาอุทธรณ์ หากผู้บริหารยังสามารถได้รับเงินจากผลของคดีนั้น ก็ต้องตั้งคำถามว่า…จะไม่มีแรงจูงใจแทรกเข้ามาในกระบวนการตัดสินใจเลยหรือไม่???
คำถามนี้ไม่ได้กล่าวหาว่า…ผู้บริหารจะต้องเลือกวินิจฉัยให้ผู้ประกอบการมีความผิดเพื่อแลกกับเงินรางวัล แต่สะท้อน หลักพื้นฐานของการป้องกันผลประโยชน์ทับซ้อน ที่ว่า…ผู้ตัดสินไม่ควรมีผลตอบแทนทางการเงินผูกอยู่กับผลของคำตัดสิน
เพราะต่อให้ผู้พิจารณาปฏิบัติหน้าที่ด้วยความสุจริต ความสัมพันธ์ระหว่างอำนาจกับเงินรางวัลก็ยังทำให้ผู้ถูกกล่าวหาและสังคมตั้งข้อสงสัยได้อยู่ดี
สำหรับ หน่วยงานที่มีอำนาจตรวจค้น จับกุม ประเมินอากร เปรียบเทียบปรับ และพิจารณาข้อโต้แย้ง การปล่อยให้ผู้มีอำนาจได้รับส่วนแบ่งจากคดี จึงไม่ใช่เพียงปัญหาภาพลักษณ์ แต่เป็นความเสี่ยงต่อความน่าเชื่อถือของกระบวนการบังคับใช้กฎหมายทั้งระบบ
ยอมรับเคยได้ประโยชน์ :
ประเด็นใหม่ที่มีน้ำหนักจากบทสัมภาษณ์พิเศษครั้งนี้ ก็คือ นายพันธ์ทองไม่ได้ปฏิเสธ ว่า…ตนเองเคยได้รับเงินรางวัลในอดีต
เมื่อถูกถามถึงจำนวนเงินที่ผู้บริหารระดับอธิบดีเคยได้รับ อธิบดีกรมศุลกากรไม่ได้ยืนยันตัวเลขเฉพาะ แต่ยอมรับว่า…ผู้บริหารได้รับกันเป็นจำนวนมาก และตนเองก็เคยได้รับเงินในระบบดังกล่าวเช่นกัน
คำยอมรับนี้ มีความสำคัญ เพราะทำให้การแก้ไขระเบียบไม่ใช่การกล่าวโทษคนรุ่นก่อนจากผู้ที่อยู่นอกระบบ แต่เป็นการวิพากษ์โครงสร้างเดิมจากผู้ที่เคยเป็นส่วนหนึ่งและเคยได้รับประโยชน์จากโครงสร้างนั้น
ในฐานะ…อธิบดี นายพันธ์ทอ งยังอยู่ในตำแหน่งที่ อาจได้รับส่วนแบ่งจากแฟ้มคดีทั่วประเทศ การผลักดันยกเลิกสิทธิจึงกระทบผลประโยชน์ของตนเองโดยตรง
เขาอธิบายในทำนองว่า…หากมองจากประโยชน์ส่วนตัว ย่อมไม่มีเหตุผลที่จะยกเลิกระบบซึ่งช่วยสร้างรายได้เพิ่มเติม แต่เมื่อดำรงตำแหน่งผู้นำองค์กร ก็ต้องตอบให้ได้ว่า เหตุใดผู้ใช้อำนาจในคดีจึงสมควรได้รับเงินจากผลของคดีนั้น
ไม่ใช่แค่ประกาศ “ไม่รับ” :
รายละเอียดอีกประการที่ต้องแยกให้ชัด! นั่นคือ…นายพันธ์ทองไม่ได้เลือกใช้วิธีประกาศเฉพาะตัวว่า จะไม่ขอรับเงินรางวัลในส่วนของตนเอง
เพราะการไม่รับเงินเป็นรายบุคคลอาจยุติลงเมื่อเปลี่ยนผู้บริหาร และไม่ได้แก้โครงสร้างที่เปิดสิทธิไว้ให้ผู้มีอำนาจคนอื่น
แนวทางที่กรมศุลกากรเลือกใช้จึงเป็นการแก้ไขระเบียบ ตัดสิทธิผู้บริหารเป็นรายตำแหน่ง เพื่อไม่ให้การรับหรือไม่รับเงินขึ้นอยู่กับความสมัครใจหรือจริยธรรมส่วนบุคคล
ผู้ถูกตัดสิทธิ ประกอบด้วย…อธิบดีกรมศุลกากร, ที่ปรึกษาของกรม, รองอธิบดี, ผู้อำนวยการกอง, ผู้อำนวยการสำนักงาน และนายด่านศุลกากร นั่นเพราะ…บุคคลเหล่านี้บางตำแหน่งมีอำนาจพิจารณาสั่งคดี กลั่นกรองความเห็น หรือพิจารณาอุทธรณ์ จึงต้องถูกแยกออกจากกลุ่มผู้ได้รับประโยชน์จากผลของคดี
ทั้งนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังได้อนุมัติร่างระเบียบฉบับแก้ไข โดยกรมศุลกากรระบุว่าจะมีผลบังคับใช้ในวันถัดจากวันที่ประกาศ
ปิด “ปีศาจ” ในการตัดสินใจ :
ถ้อยคำหนึ่งที่สะท้อนมุมมองของอธิบดีอย่างชัดเจน คือ การตั้งคำถามที่ว่า…หากผู้บริหารได้รับเงินเมื่อวินิจฉัยว่าผู้ประกอบการมีความผิด จะไม่มี “Devil” หรือแรงกระตุ้นด้านมืดเกิดขึ้นในความคิดของผู้มีอำนาจบ้างหรือ
ถ้อยคำดังกล่าวอาจฟังรุนแรง! แต่ชี้ตรงไปยังหลักการสำคัญของการป้องกันการทุจริต นั่นคือ…มนุษย์ไม่ควรถูกวางไว้ในระบบที่ผลประโยชน์ส่วนตัวเดินไปในทิศทางเดียวกับการใช้อำนาจลงโทษผู้อื่น
หากการชี้ว่า…ผู้ประกอบการผิดทำให้ผู้พิจารณามีรายได้เพิ่มขึ้น ระบบย่อมสร้างแรงจูงใจให้เกิดการตีความเข้มงวด การประเมินอากรหรือค่าปรับในระดับสูง หรือการไม่เปิดพื้นที่ให้ข้อโต้แย้งของผู้ประกอบการได้รับการพิจารณาอย่างเต็มที่
ไม่ได้หมายความว่า…เหตุการณ์เช่นนั้นเกิดขึ้นในทุกคดี แต่เพียงระบบเปิดโอกาสให้เกิดขึ้น ก็เพียงพอแล้วที่หน่วยงานบังคับใช้กฎหมายต้องเร่งปิดช่องโหว่
การป้องกันอาชญากรรมในองค์กรรัฐจึงไม่ควรรอให้จับเจ้าหน้าที่ทุจริตได้ก่อน แต่ต้องลดทั้ง “แรงจูงใจ” และ “โอกาส” ที่จะนำไปสู่การใช้อำนาจโดยมิชอบ
กฎหมายเก่าในโลกใหม่ :
นายพันธ์ทอง ยังตั้งข้อสังเกตด้วยว่า…แนวคิดเรื่องเงินสินบนและเงินรางวัลศุลกากรมีรากฐานมาเป็นเวลายาวนานประมาณหนึ่งศตวรรษ นับย้อนกลับไปถึงกฎหมายในช่วง พ.ศ. 2469
ในยุคที่ระบบราชการ เทคโนโลยีการตรวจสอบ เงินเดือน และสวัสดิการของเจ้าหน้าที่แตกต่างจากปัจจุบัน เงินรางวัลอาจถูกมองเป็นกลไกสำคัญในการสร้างแรงจูงใจให้ประชาชนแจ้งเบาะแสและให้เจ้าหน้าที่เร่งติดตามการกระทำผิด
แต่เมื่อเวลาผ่านไป โลกได้พัฒนาระบบข่าวกรอง ฐานข้อมูล การตรวจสอบเส้นทางสินค้า เครื่องเอกซเรย์ และการวิเคราะห์ความเสี่ยงขึ้นมาแทนที่การพึ่งพารางวัลทางการเงินในหลายด้าน
คำถามจึงอยู่ที่ว่า…ระบบซึ่งออกแบบมานานนับร้อยปียังสอดคล้องกับหลักธรรมาภิบาลและมาตรฐานของหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายในปัจจุบันหรือไม่?
ยิ่งประเทศไทยต้องการเข้าร่วมองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ซึ่งให้ความสำคัญกับธรรมาภิบาลภาครัฐและการป้องกันผลประโยชน์ทับซ้อน โครงสร้างดังกล่าวก็ยิ่งต้องได้รับการทบทวน
ระเบียบใหม่ไปได้ครึ่งทาง :
แม้กรมศุลกากรจะแก้ไขระเบียบและตัดสิทธิผู้บริหารได้แล้ว แต่ อธิบดีกรมศุลกากร ก็ยอมรับว่า…การดำเนินการในระดับระเบียบยังไม่สามารถยกเลิกระบบเงินรางวัลทั้งหมดได้
เหตุผลคือ..การจ่ายเงินสินบนและเงินรางวัลมีฐานอำนาจอยู่ในพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 การจะรื้อระบบสำหรับพนักงานศุลกากรทุกระดับจึงต้องแก้ไขกฎหมาย ไม่สามารถดำเนินการให้เสร็จสิ้นด้วยคำสั่งหรือระเบียบภายในเพียงอย่างเดียว
กรมศุลกากรจึงเลือกดำเนินการ 2 ช่วง
ช่วงแรก ใช้อำนาจที่มีอยู่ปรับระเบียบและตัดผู้บริหารซึ่งมีอำนาจเกี่ยวข้องกับคดีออกจากกลุ่มผู้รับเงิน
ช่วงต่อไป ศึกษาและเสนอแก้ไขพระราชบัญญัติ เพื่อทบทวนหรือยกเลิกการจ่ายเงินรางวัลแก่พนักงานศุลกากรทุกระดับตามเป้าหมายที่ประกาศไว้
ดังนั้น การตัดสิทธิผู้บริหารจึงยังไม่ใช่ปลายทาง แต่เป็นการปิดช่องความเสี่ยงเร่งด่วนระหว่างรอการแก้ไขโครงสร้างทางกฎหมาย
รางวัลต้องถึงคนทำงานจริง :
ระหว่างที่ยังไม่สามารถยกเลิกระบบทั้งหมด กรมศุลกากรได้ปรับนิยามผู้มีสิทธิรับเงินรางวัลให้ชัดเจนขึ้น โดยแบ่งเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่…ผู้จับกุมและผู้ตรวจพบความผิด, ผู้ร่วมจับกุม และ ผู้ช่วยเหลือในการปฏิบัติงาน
แนวทางดังกล่าวต้องการให้เงินรางวัลสะท้อนการมีส่วนร่วมและผลการปฏิบัติงานจริง มากกว่าการได้รับส่วนแบ่งตามตำแหน่งหรือสายการบังคับบัญชา
แต่การ จัดกลุ่มใหม่ ยังต้องเผชิญโจทย์ด้านการตรวจสอบว่า…ใครเป็นผู้จับกุมจริง? ใครมีส่วนร่วมมากน้อยเพียงใด? และมีการใส่ชื่อบุคคลที่ไม่ได้ปฏิบัติงานอยู่ในบัญชีผู้รับเงินหรือไม่?
หากไม่มีหลักฐานบันทึกบทบาทของเจ้าหน้าที่อย่างชัดเจน การตัดสิทธิผู้บริหารอาจปิดช่องหนึ่งได้ แต่ยังเปิดช่องให้เกิดการแบ่งผลประโยชน์ผ่านรายชื่อผู้ร่วมงานหรือผู้ช่วยเหลือได้ ดังนั้น กรมศุลกากรจึงจำเป็นต้องเปิดเผยหลักเกณฑ์ วิธีคำนวณ และระบบตรวจสอบรายชื่อผู้รับเงินควบคู่กันไป!
จับมาก ได้มาก? :
ประเด็นที่ต้องถกเถียงต่อ นั่นก็คือ…เจ้าหน้าที่รัฐควรได้รับผลตอบแทนจากยอดจับกุมหรือมูลค่าคดีหรือไม่?
ฝ่ายสนับสนุน อาจเห็นว่า…เจ้าหน้าที่ศุลกากรต้องเผชิญความเสี่ยง ทำงานกับเครือข่ายลักลอบข้ามชาติ และใช้ความเชี่ยวชาญในการตรวจสอบสินค้าที่มีความซับซ้อน เงินรางวัลจึงเป็นแรงจูงใจให้เกิดประสิทธิภาพในการปราบปราม
แต่อีกด้านหนึ่ง การจับกุม ตรวจสอบ และเรียกเก็บอากรเป็นหน้าที่ตามปกติของเจ้าหน้าที่รัฐ ซึ่งได้รับเงินเดือนและสวัสดิการจากงบประมาณแผ่นดินอยู่แล้ว
หากรายได้เพิ่มเติมผูกกับจำนวนคดี มูลค่าของกลาง หรือเงินอากรที่เรียกเก็บได้ ระบบก็อาจผลักให้เป้าหมายของการทำงานเปลี่ยนจากการทำให้ประชาชนปฏิบัติตามกฎหมาย ไปเป็นการค้นหาความผิดและเพิ่มมูลค่าของคดี
คำถามนี้ จึงไม่ได้มีคำตอบเพียงว่าจะ “จ่าย” หรือ “ไม่จ่าย” แต่ต้องพิจารณาว่า…จะออกแบบค่าตอบแทนแก่เจ้าหน้าที่อย่างไร ให้มีกำลังใจทำงานโดยไม่สร้างแรงจูงใจที่ขัดกับความเป็นธรรม
จากรายได้ สู่…ความเชื่อมั่น :
อธิบดีกรมศุลกากร มองว่า…การตัดสินใจครั้งนี้ ต้องประเมินผลประโยชน์ขององค์กรให้กว้างกว่าเงิน!!!
แม้ผู้บริหารจะสูญเสียรายได้จากเงินรางวัล แต่สิ่งที่กรมศุลกากรได้รับกลับมาคือความเชื่อมั่นจากประชาชน ผู้ประกอบการ และนักลงทุนต่างชาติว่า การพิจารณาคดีไม่ได้มีผลประโยชน์ส่วนตัวของผู้ใช้อำนาจเข้ามาเกี่ยวข้อง
ความเชื่อมั่นดังกล่าว มีผลโดยตรงต่อภาพลักษณ์ของประเทศ เพราะ…ผู้ประกอบการต่างชาติไม่ได้พิจารณาเพียงอัตราภาษีหรือความสะดวกรวดเร็วของพิธีการศุลกากร แต่ยังประเมินความแน่นอน ความเป็นธรรม และความโปร่งใสของหน่วยงานรัฐด้วย
เมื่อผู้บริหารไม่มีส่วนแบ่งรออยู่ปลายทาง การจับกุมหรือเปรียบเทียบปรับย่อมถูกตั้งข้อสงสัยเรื่องผลประโยชน์ส่วนตัวน้อยลง
นี่คือ…การเปลี่ยน “สินทรัพย์” ขององค์กรจากเงินรางวัล ไปสู่ความน่าเชื่อถือในสายตาสังคมไทยและสังคมโลก!!!
เปิดบัญชีพิสูจน์การปฏิรูป :
อย่างไรก็ตาม การประกาศยกเลิกสิทธิยังไม่เพียงพอจะพิสูจน์ว่าช่องโหว่ทั้งหมดถูกปิดแล้ว กรมศุลกากรควรเปิดเผยข้อมูลสำคัญต่อสาธารณะ ได้แก่…
ระเบียบใหม่มีผลบังคับใช้จริงตั้งแต่วันใด?
ในอดีตมีการจ่ายเงินสินบนและเงินรางวัลรวมปีละเท่าใด?
ผู้บริหารแต่ละระดับเคยได้รับส่วนแบ่งรวมเป็นเงินเท่าใด?
หลังตัดสิทธิแล้ว เงินส่วนเดิมถูกจัดสรรไปที่ใด?
ใครเป็นผู้ตรวจสอบรายชื่อและผลงานของผู้มีสิทธิรับรางวัล?
มีการตรวจสอบย้อนหลังกรณีใส่ชื่อผู้ไม่มีส่วนร่วมอย่างไร?
การแก้พระราชบัญญัติศุลกากรจะเข้าสู่กระบวนการเมื่อใด?
หากยกเลิกเงินรางวัลทั้งหมด จะมีระบบค่าตอบแทนหรือสวัสดิการใดรองรับเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการ คำตอบเหล่านี้จะทำให้สังคมไทย แยกออกว่า…การปฏิรูปครั้งนี้เป็นเพียงการตัดสิทธิในเอกสาร หรือเป็นการเปลี่ยนแปลงระบบแรงจูงใจในการบังคับใช้กฎหมายอย่างแท้จริง!!??
ตัดเงินออกจากคำตัดสิน :
การเปิดเผยของ นายพันธ์ทอง ในครั้งนี้ ไม่ได้เป็นหลักฐานว่า…ผู้บริหารกรมศุลกากรคนใดเคยกระทำผิด และไม่ควรถูกนำไปใช้กล่าวหาเหมารวมโดยปราศจากพยานหลักฐาน แต่คำยอมรับว่า…ผู้บริหารซึ่งมีอำนาจพิจารณาคดีเคยได้รับส่วนแบ่งจากคดี ก็เพียงพอจะยืนยันว่า…ระบบเดิมมีความเสี่ยงและไม่ควรดำรงอยู่ต่อไปโดยอาศัยเพียงความซื่อสัตย์ของแต่ละบุคคล!!!
เพราะ ระบบที่ดี! ต้องไม่บังคับให้ผู้ประกอบการ เชื่อได้ว่า…ผู้มีอำนาจจะควบคุมแรงจูงใจของตนเองได้ แต่ต้องออกแบบไม่ให้ผู้ใช้อำนาจได้รับประโยชน์จากคำสั่งของตนตั้งแต่แรก
ข่าวเดิมคือ…การประกาศตัดสิทธิผู้บริหาร แต่สาระใหม่จากบทสัมภาษณ์พิเศษคือ…การเปิดให้เห็นว่า…เหตุใดผู้ที่เคยได้รับประโยชน์จากระบบจึงยอมรื้อระบบนั้นด้วยตนเอง และเหตุใดการปฏิรูปยังต้องเดินหน้าต่อไปถึงการแก้กฎหมาย
นั่นเพราะ…การป้องกันอาชญากรรมในหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย ไม่ได้เริ่มต้นจากการรอจับคนทุจริต หากต้องเริ่มจากการตัดเงินออกจากอำนาจ และปิดช่องไม่ให้ผลประโยชน์ส่วนตัวเข้าไปอยู่ในคำตัดสินตั้งแต่ต้นทาง!!!.

