• พฤหัสบดี 10 กันยายน 2569 เวลา 04:40 น.

โจทย์ใหม่กรมศุลกากร

BREAKING NEWS STRATEGIES

(เมื่อ…ความเร็วทางการค้า ต้องเดินคู่ความปลอดภัยของสังคมไทย?)

กรมศุลกากร ยุค “New Look” หลังรับภารกิจจาก “รองนายกฯเอกนิติ” อธิบดีฯพันธ์ทอง ประกาศพลิกบทบาทกรมศุลกากร จากด่านจัดเก็บภาษี สู่กลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ควบคู่การปกป้องสังคม พร้อม “เปิดทาง” ผู้ประกอบการสุจริต – “ปิดช่อง” สินค้าเถื่อนด้วยข้อมูล ระบบบริหารความเสี่ยง และ AI

ท่ามกลางการแข่งขันทางการค้า สงครามภาษี และภัยคุกคามข้ามชาติ ที่เกิดขึ้นในโลกความเป็นจริง! “กรมศุลกากร” ในยุค ภาพลักษณ์ใหม่และวิธีทำงานใหม่ (New Look) ภายใต้การนำของ อธิบดีฯพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ กำลังเผชิญโจทย์ที่ซับซ้อนกว่าเดิม??? นั่นเพราะ…

ในด้านหนึ่งต้องเร่งอำนวยความสะดวกให้สินค้าและเงินทุนเคลื่อนตัวได้อย่างรวดเร็ว แต่อีกด้านหนึ่งก็ต้องสกัดกั้นยาเสพติด สินค้าอันตราย สินค้าไม่ได้มาตรฐาน และการลักลอบใช้ประเทศไทยเป็นทางผ่าน!!!

และนี่คือ…ภารกิจหลักสำคัญ 2 ด้าน ที่ นายพันธ์ทอง ย้ำระหว่างการให้…สัมภาษณ์ Group Interview กับผู้สื่อข่าวสายเศรษฐกิจการเงินและการคลัง ว่า…กรมศุลกากรต้องทำหน้าที่ทั้ง “ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย” และ “ปกป้องสังคม” ตามแนวนโยบายที่ได้รับมอบหมายจาก ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง

ภายใต้แนวนโยบาย Quick Big Win ของรัฐบาล ที่ กรมศุลกากร ได้แปลงไปเป็น…แผนยุทธศาสตร์ Customs Quick Big Win” ซึ่งได้กำหนด ทิศทางการขับเคลื่อนเศรษฐกิจควบคู่กับการปกป้องสังคมและการจัดเก็บรายได้อย่างเป็นธรรมไว้โดยตรง

ภารกิจดังกล่าวจึงไม่ใช่เพียง…การเพิ่มยอดจัดเก็บรายได้ หรือเพิ่มจำนวนคดีจับกุม แต่หมายถึง…การออกแบบระบบศุลกากรใหม่ ให้ผู้ประกอบการสุจริตผ่านด่านได้เร็วขึ้น ขณะที่สินค้าและผู้ประกอบการซึ่งมีความเสี่ยงต้องถูกตรวจสอบอย่างแม่นยำยิ่งขึ้น

การค้าโต โจทย์ใหญ่กว่าเดิม :

ข้อมูลที่ นายพันธ์ทอง นำมาอธิบาย ระบุว่า…ในช่วง 11 เดือนของปีงบประมาณ มูลค่าการค้าระหว่างประเทศของไทยทั้งนำเข้าและส่งออกอยู่ที่ประมาณ 23.7 ล้านล้านบาท สูงกว่าตัวเลขทั้งปีงบประมาณก่อนซึ่งอยู่ที่ประมาณ 22 ล้านล้านบาท

ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่า…เศรษฐกิจไทยเชื่อมโยงกับการค้าโลกอย่างลึกซึ้ง โดยมีโครงสร้างสำคัญคือการนำเข้าวัตถุดิบ ชิ้นส่วน เครื่องจักร และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เพื่อนำมาผลิต ประกอบ หรือสร้างมูลค่าเพิ่ม ก่อนส่งออกไปยังตลาดต่างประเทศ

จีนเป็นแหล่งนำเข้าสำคัญของไทย โดยสินค้าหลายรายการ ไม่ใช่สินค้าบริโภคสำเร็จรูปราคาถูกเพียงอย่างเดียว แต่เป็นอุปกรณ์สื่อสาร ชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์ วงจรอิเล็กทรอนิกส์ อุปกรณ์ไฟฟ้า และชิ้นส่วนยานยนต์ที่ถูกนำเข้าสู่สายการผลิตในประเทศ และส่วนใหญ่เป็นการผลิตเพื่อการส่งออก

ขณะที่ สหรัฐอเมริกาเป็นตลาดส่งออกอันดับหนึ่ง โดยสินค้าสำคัญเป็น ผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์ คอมพิวเตอร์ อุปกรณ์สื่อสาร และชิ้นส่วนที่ผลิตจากฐานอุตสาหกรรมในประเทศไทย

อย่างไรก็ตาม อธิบดีกรมศุลกากร ก็มีข้อสังเกตที่ว่า…การพิจารณาตัวเลขส่งออกไม่ควรดูเพียงมูลค่าที่ผ่านหน้าด่าน แต่ต้องวิเคราะห์ให้ลึกลงไปว่า สินค้าแต่ละกลุ่มสร้างมูลค่าเพิ่ม การจ้างงาน รายได้ และผลประโยชน์ที่ตกอยู่ในประเทศไทยมากน้อยเพียงใด?

เพราะยอดส่งออกที่สูง! ไม่ได้หมายความว่า…มูลค่าทั้งหมดจะหมุนเวียนอยู่ในระบบเศรษฐกิจไทย หากสินค้านั้นใช้วัตถุดิบ เทคโนโลยี และปัจจัยการผลิตจากต่างประเทศในสัดส่วนสูง

จากข้อมูลหน้าด่าน สู่เข็มทิศเศรษฐกิจ :

บทบาทใหม่ของกรมศุลกากร จึงไม่ได้หยุดอยู่ที่…การตรวจสินค้าและเรียกเก็บภาษี แต่กำลังขยับไปสู่การเป็นหน่วยงานข้อมูลเศรษฐกิจที่มีรายละเอียดตั้งแต่พิกัดสินค้า ประเทศต้นทาง ประเทศปลายทาง มูลค่าการค้า ไปจนถึงประวัติของผู้ประกอบการ

ข้อมูลเหล่านี้ สามารถนำไปใช้ติดตามทิศทางอุตสาหกรรม วิเคราะห์ห่วงโซ่อุปทาน และตรวจสอบ ต่อไปได้ว่า…อุตสาหกรรมใดกำลังขยายตัว หรือสูญเสียความสามารถในการแข่งขัน???

นายพันธ์ทอง ยังได้ตั้งข้อสังเกตถึง ความไม่สอดคล้องระหว่างตัวเลขส่งออกที่ขยายตัว กับดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) ซึ่งบางช่วงยังหดตัว โดยมองว่า…ตะกร้าสินค้าและกลุ่มโรงงานตัวอย่างที่ใช้คำนวณอาจตามโครงสร้างอุตสาหกรรมใหม่ไม่ทันในโลกยุคปัจจุบัน!!??

หากโรงงานส่งออกรายสำคัญ หรืออุตสาหกรรมเกิดใหม่ ไม่ได้อยู่ในกลุ่มตัวอย่าง ขณะที่ ฐานคำนวณยังให้น้ำหนักกับอุตสาหกรรมเดิม

ดังนั้น ภาพที่ได้จากดัชนีย่อมอาจแตกต่างจากกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจริง!!!

ข้อเสนอเรื่อง Dynamic Basket” หรือ การปรับตะกร้าและกลุ่มตัวอย่างอย่างต่อเนื่อง จึงเป็น…แนวทางที่ควรถูกนำมาพิจารณา เพื่อให้เครื่องชี้เศรษฐกิจเคลื่อนไหวทันกับเทคโนโลยี รูปแบบธุรกิจ และโครงสร้างการผลิตที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว

อย่างไรก็ตาม ข้อสังเกตดังกล่าวยังไม่ใช่ข้อสรุปว่า…MPI คำนวณผิด? แต่เป็นสัญญาณว่า…หน่วยงานเจ้าของข้อมูล ทั้งสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กรมศุลกากร และสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน ควรนำข้อมูลมาวิเคราะห์ร่วมกันมากขึ้น!

เปิดทางคนดี ปิดทางคนเสี่ยง :

การขับเคลื่อนเศรษฐกิจในมุมของกรมศุลกากร ไม่ได้หมายถึง…การผ่อนปรนการตรวจสอบสินค้าทุกประเภท แต่หมายถึง…การแยกผู้ประกอบการสุจริตออกจากผู้ประกอบการที่มีความเสี่ยงให้ได้อย่างแม่นยำ

หนึ่งในมาตรการสำคัญ นั่นคือ…การลดการเปิดตรวจตู้สินค้าตามดุลพินิจในเขตท่าเรือ เพราะการกักตู้สินค้าไว้ตรวจสอบทำให้ผู้ประกอบการต้องรับภาระทั้งค่าฝากตู้ ค่าท่า ค่าเสียเวลา และความเสียหายจากการส่งมอบสินค้าล่าช้า

ยิ่งกระบวนการตรวจไม่มีกรอบเวลา หรือหลักเกณฑ์ที่ชัดเจน? ความล่าช้าก็ยิ่งอาจกลายเป็น “ช่องทาง” ที่ก่อให้เกิดการเรียกรับผลประโยชน์ เพื่อแลกกับการไม่เปิดตรวจหรือการเร่งปล่อยสินค้า!!??

แนวทางใหม่ จึงเปลี่ยนจากการพึ่งพาดุลพินิจของบุคคล ไปสู่ระบบบริหารความเสี่ยงที่นำข้อมูลหลายด้านมาประมวลผล ไม่ว่าจะเป็น…ทุนจดทะเบียน ประวัติการนำเข้าและส่งออก ประเภทสินค้า พิกัดศุลกากร เส้นทางขนส่ง และพฤติกรรมย้อนหลัง

อธิบดีกรมศุลกากร ย้ำว่า…เมื่อระบบพบความผิดปกติ จึงค่อยชี้เป้าไปยังตู้สินค้า หรือผู้ประกอบการที่ควรได้รับการตรวจสอบเป็นพิเศษ รวมทั้งสามารถย้ายการตรวจบางกรณีไปยังสถานประกอบการซึ่งมีกล้องวงจรปิดและมีหลักฐานตรวจสอบย้อนหลังได้

หลักคิดนี้สรุปได้ว่า…กรมศุลกากรยุค New Look นี้ กำลัง…“ลดการรบกวนคนสุจริต แต่เพิ่มความแม่นยำในการตรวจคนเสี่ยง”

AI ไม่ได้แทนคน แต่ลดดุลพินิจ :

อธิบดีฯพันธ์ทอง มองว่า…เทคโนโลยี AI และระบบ Intelligent Risk Management จะเป็นเครื่องมือสำคัญในการเปลี่ยนวิธีทำงานของกรมศุลกากร

ในอดีต เจ้าหน้าที่อาจต้องประมวลข้อมูลจำนวนมากด้วยตารางและการพิจารณารายกรณี ทำให้ใช้เวลานานและอาจเกิดมาตรฐานการตัดสินใจที่แตกต่างกัน แต่เมื่อข้อมูลถูกจัดระบบและนำมาวิเคราะห์ด้วยเทคโนโลยี การตรวจสอบย่อมรวดเร็วและมีเป้าหมายมากขึ้น

AI จึงไม่ได้มีหน้าที่ตัดสินแทนเจ้าหน้าที่ทั้งหมด แต่ทำหน้าที่ช่วยค้นหาความผิดปกติ จัดระดับความเสี่ยง และสนับสนุนการตัดสินใจบนฐานข้อมูลเดียวกัน

แนวทางดังกล่าว ยังเชื่อมโยงกับ แนวคิด Open Government ซึ่งเปิดให้…ประชาชนและผู้ประกอบการ ได้เข้าถึงข้อมูลด้านพิกัดสินค้า สถิติการค้า และหลักเกณฑ์ทางศุลกากรได้สะดวกขึ้น ลดการพึ่งพาความรู้เฉพาะบุคคลและลดความได้เปรียบเสียเปรียบด้านข้อมูล ผ่านช่องทางออนไลน์ (เว็บไซต์ของกรมฯ)

เมื่อข้อมูลเปิดกว้าง…การอำนวยความสะดวกทางการค้า ก็สามารถเดินไปพร้อมกับ…ความโปร่งใสและการตรวจสอบได้!!!

บาทแรกสร้างสนามแข่งขัน :

อีกหนึ่งมาตรการที่ สะท้อนบทบาท “ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ” ก็คือ…การจัดเก็บภาษีสินค้านำเข้าทางออนไลน์ตั้งแต่บาทแรก เพื่อปรับการแข่งขันระหว่างสินค้าที่ส่งตรงจากต่างประเทศกับผู้ประกอบการที่ตั้งอยู่ในประเทศไทย

ข้อมูลที่ได้จากการสัมภาษณ์ ระบุว่า…ในช่วง 11 เดือน มีพัสดุนำเข้าผ่านช่องทางต่าง ๆ ประมาณ 225 ล้านชิ้น มูลค่าราว 41,746 ล้านบาท สามารถจัดเก็บอากรได้ประมาณ 4,400 ล้านบาท และภาษีมูลค่าเพิ่มประมาณ 3,200 ล้านบาท

เหตุผลของมาตรการ…ไม่ได้อยู่ที่รายได้ภาษีเพียงด้านเดียว แต่เป็นการ…ลดความเสียเปรียบของผู้ประกอบการไทย ซึ่งต้องแบกรับต้นทุนค่าเช่า คลังสินค้า พนักงาน ระบบขนส่ง และภาษีภายในประเทศ ขณะที่สินค้าจากต่างประเทศสามารถส่งตรงถึงผู้บริโภคโดยมีต้นทุนบางด้านต่ำกว่า

อธิบดีฯพันธ์ทอง จึงเสนอแนะพร้อมเชิญชวนคนไทย ประมาณว่า…แม้ผู้บริโภคชาวไทยจะเลือกซื้อสินค้านำเข้า แต่หากซื้อจากผู้ประกอบการที่อยู่ในประเทศไทย เงินส่วนหนึ่งยังหมุนเวียนกลับเข้าสู่ระบบ ผ่านการจ้างงาน การขนส่ง ค่าเช่า ภาษี และบริการหลังการขาย

มาตรการภาษีบาทแรก! จึงไม่ใช่เพียงมาตรการหน้าด่าน แต่เป็น…เครื่องมือสร้างสนามแข่งขันที่เป็นธรรมให้ร้านค้าและ SME ไทยสามารถยืนอยู่ในระบบได้

ความเร็วมีราคาที่ต้องระวัง :

อีกด้านหนึ่งของการเปิดประตูทางการค้า คือ…ความเสี่ยงที่เครือข่ายผิดกฎหมายจะใช้ความสะดวกด้านโลจิสติกส์ของไทยเป็นช่องทางเคลื่อนย้ายสินค้า

ด้วยเหตุที่ประเทศไทยพึ่งพา…การส่งออก การท่องเที่ยว และการเชื่อมต่อกับเศรษฐกิจโลก จึงไม่สามารถตรวจค้นตู้สินค้าและพัสดุทุกชิ้นได้ เพราะจะทำให้ต้นทุนเพิ่มขึ้นและระบบการค้าหยุดชะงัก!

ทั้งนี้ อธิบดีกรมศุลกากร ระบุว่า…ทุกวันนี้ ประเทศไทยมีตู้สินค้าเข้าออกประมาณ 13 ล้านตู้ต่อปี และมีพัสดุหรือกล่องสินค้าจำนวนหลายร้อยล้านชิ้น การตรวจทั้งหมดด้วยกำลังคนจึงแทบเป็นไปไม่ได้

แต่หากเน้นความรวดเร็วโ ดยไม่มีระบบคัดกรองที่มีประสิทธิภาพ ประเทศไทยก็อาจถูกใช้เป็นทั้งทางเข้าและทางผ่านของยาเสพติด สารตั้งต้น บุหรี่ไฟฟ้า สินค้าไม่ได้มาตรฐาน และสินค้าอันตราย

โจทย์สำคัญของเรื่องนี้ จึงไม่ใช่เลือกระหว่าง…“ตรวจเข้ม” กับ “ปล่อยเร็ว” แต่คือ…การทำให้การตรวจมีเป้าหมายมากพอที่จะรักษาความปลอดภัย โดยไม่ทำลายความสามารถในการแข่งขันของประเทศ!!!

ปกป้องคน ก่อนนับยอดจับ :

ข้อมูลในช่วง 11 เดือนของปีงบประมาณ 2569 ที่ อธิบดีฯพันธ์ทอง นำเสนอ นั่นคือ…กรมศุลกากรตรวจยึดยาเสพติดรวมกว่า 1,200 กิโลกรัม ในจำนวนนี้มีไอซ์กว่า 300 กิโลกรัม และเฮโรอีนกว่า 200 กิโลกรัม นอกจากนี้ยังตรวจพบความพยายามลักลอบนำกัญชาออกนอกประเทศรวมประมาณ 42 ตัน

อีกทั้งยังมี การตรวจยึดบุหรี่ประมาณ 84 ล้านมวน บุหรี่ไฟฟ้าประมาณ 830,000 ชิ้น สินค้าไม่มีเครื่องหมายรับรองจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาประมาณ 3.4 ล้านชิ้น สินค้าไม่มีมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมประมาณ 667,000 ชิ้น และสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาประมาณ 630,000 ชิ้น!!??

ตัวเลขเหล่านี้ ไม่ควรถูกมองเป็นเพียง…ยอดผลงานจับกุม เพราะเบื้องหลังสินค้าแต่ละประเภท คือ…ผลกระทบต่อสุขภาพ ความปลอดภัย ผู้ประกอบการที่ปฏิบัติตามกฎหมาย ตลอดจนรายได้ของรัฐ

ภารกิจปกป้องสังคม จึงต้อง…วัดทั้งจำนวนสิ่งผิดกฎหมายที่จับได้ ความเสียหายที่ป้องกันไว้ได้ และประสิทธิภาพในการสกัดเครือข่ายตั้งแต่ต้นทาง

ไม่ใช่รอจับสินค้าเมื่อเข้ามาถึงปลายทางแล้วเท่านั้น

จับแล้วต้องกำจัดให้เป็น :

ปัญหาที่หนักไม่แพ้การสกัดสินค้า นั่นก็คือ…การจัดการของกลางหลังการจับกุม โดยเฉพาะขยะอิเล็กทรอนิกส์ แบตเตอรี่ลิเธียม และสินค้าที่มีแผงวงจรหรือสารอันตราย

อธิบดีฯพันธ์ทอง ยอมรับว่า…ของกลางเหล่านี้ ไม่สามารถนำไปเผาหรือทำลายแบบขยะทั่วไป เนื่องจากมีความเสี่ยงเกิดไฟไหม้ ระเบิด และการรั่วไหลของสารเคมี ขณะที่ประเทศไทยเอง ยังมีข้อจำกัดด้านโรงงานกำจัดของเสียอันตรายในระบบปิด

กระบวนการทางคดียังทำให้ของกลางต้องถูกเก็บรักษาไว้จนกว่าคดีจะถึงที่สุด! ดังนั้น ภาระหนัก! จึงตกอยู่กับหน่วยงานผู้จับกุม ทั้งด้านพื้นที่จัดเก็บ ความปลอดภัย และงบประมาณในการทำลาย

ปัญหานี้จะยิ่งมีขนาดใหญ่ขึ้น เมื่อประเทศไทยเข้าสู่…ยุครถยนต์ไฟฟ้า เพราะแบตเตอรี่ที่หมดอายุจะเพิ่มจำนวนอย่างรวดเร็ว หากไม่มีระบบรับคืน คัดแยก รีไซเคิล และกำจัดที่ได้มาตรฐาน นโยบายส่งเสริมเศรษฐกิจสีเขียวอาจทิ้งภาระด้านสิ่งแวดล้อมไว้ในอนาคต

แน่นอนว่า…การปกป้องสังคม จึงไม่ควรจบลงในวันที่แถลงข่าวจับกุม แต่ต้องมีระบบจัดการของกลางตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำด้วย

2 ภารกิจ 1 ยุทธศาสตร์ :

ถึงตรงนี้ เมื่อ “ทีมข่าวยุทธศาสตร์” ได้พิจารณาภาพรวม จึงเห็นว่า…แนวทางในการ “ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ” และ “ปกป้องสังคม” ของกรมศุลกากร ภายใต้การนำของ นายพันธ์ทอง ในวันนี้ จึงไม่ใช่..ภารกิจ 2 ด้านที่แยกขาดจากกัน

การใช้ AI ช่วยให้ผู้ประกอบการสุจริตผ่านพิธีการได้เร็วขึ้น พร้อมกับเพิ่มความแม่นยำในการตรวจสินค้าเสี่ยง

การลดการเปิดตู้หน้าท่าช่วยลดต้นทุนโลจิสติกส์ พร้อมกับปิดช่องการใช้ดุลพินิจเรียกรับผลประโยชน์

ขณะที่ การเปิดเผยข้อมูลช่วยทั้งการวางนโยบายเศรษฐกิจและการตรวจสอบความโปร่งใสของภาครัฐ

บททดสอบของกรมศุลกากร นับจากวันนี้เป็นต้นไป จึงไม่ใช่เพียงแค่ว่า…หน่วยงานในกำกับดูแลของกระทรวงการคลัง จะสามารถจัดเก็บรายได้เข้ารัฐได้มากเท่าใด? หรือจับสินค้าเถื่อนได้กี่ชิ้น?

แต่มันคือ…การพิสูจน์ถึง “บทบาทใหม่” ของกรมศุลกากร ในยุคของ นายพันธ์ทอง ว่า…พวกเขาจะสามารถสร้างระบบที่ “เร็วพอสำหรับการแข่งขัน และแม่นพอสำหรับความปลอดภัย” ได้จริงหรือไม่? แค่ไหน? และอย่างไร?

เพราะในวันที่…การค้าโลกเคลื่อนตัวรวดเร็วขึ้นทุกขณะ ประตูเศรษฐกิจของประเทศจะเปิดกว้างเพียงอย่างเดียวไม่ได้ หากยังต้องแข็งแรงพอที่จะป้องกันไม่ให้ภัยข้ามชาติ สินค้าอันตราย และความไม่เป็นธรรมไหลผ่านเข้ามาพร้อมกัน

นี่จึงเป็น…“โจทย์ใหม่” ของกรมศุลกากร ที่จะทำให้…ความเร็วทางการค้า เดินหน้าไปพร้อมกับความปลอดภัยของสังคมไทย ได้โดยไม่ปล่อยให้ด้านหนึ่ง ต้องถูกแลกด้วยความเสียหายของอีกด้านหนึ่ง!!??

ส่วนจะทำได้ในระดับใด? วันและเวลาจะเป็นเครื่องพิสูจน์เอง!!!.