• พุธ 9 กันยายน 2569 เวลา 08:07 น.

กู้มาเที่ยว! จำเป็นแค่ไหน?

BREAKING NEWS POLITICAL

(‘ไทยเที่ยวไทยพลัส’ 3,500 ล้าน เมื่อรัฐบาลต้องตอบ ทำไมต้องเที่ยว? ใครได้ประโยชน์?)

พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน เกิดขึ้นจากเหตุ “ฉุกเฉิน–จำเป็นเร่งด่วน” เพื่อรับมือวิกฤตเศรษฐกิจและพลังงาน แต่วันนี้ 3,500 ล้านบาท กำลังถูกเลือกมาหนุนคนไทยเที่ยวไทย ผ่าน 1 ล้านสิทธิ คำถามทางการเมืองจึงเกิดขึ้น…“การเที่ยว” จำเป็นระดับไหน และเหตุใดต้องใช้ “เงินกู้”?

จาก “วิกฤต” สู่ “เที่ยว” :

การที่ นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา หารือกับ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง ก่อนเคาะกรอบโครงการ “ไทยเที่ยวไทยพลัส” วงเงินไม่เกิน 3,500 ล้านบาท จำนวน 1 ล้านสิทธิ กำลังทำให้มาตรการกระตุ้นท่องเที่ยวกลายเป็นคำถามทางการเมืองมากกว่าการแจกส่วนลดค่าห้องพักธรรมดา

เพราะที่มาของเงินไม่ใช่งบประมาณปกติ แต่เป็นเงินภายใต้ พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน 4 แสนล้านบาท ซึ่งรัฐบาลออกมาเพื่อรับมือผลกระทบจากวิกฤตพลังงานและเศรษฐกิจ โดยเหตุผลของ พ.ร.ก.ระบุถึงสถานการณ์ “ฉุกเฉิน” และ “ความจำเป็นรีบด่วนอันมิอาจหลีกเลี่ยงได้” เพื่อรักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ

ดังนั้น ประเด็นจึงไม่ใช่ว่า…ท่องเที่ยวสำคัญหรือไม่?  เพราะภาคท่องเที่ยวสำคัญต่อเศรษฐกิจไทยอย่างไม่ต้องสงสัย แต่คำถามคือ สำคัญและเร่งด่วนถึงระดับต้องใช้เงินกู้หรือไม่?

ใครเลือก “ความจำเป็น” :

นี่คือ…หัวใจของเศรษฐกิจการเมือง เมื่อ เงินมีจำกัด รัฐบาลต้องเลือกว่าเงินหนึ่งบาทจะลงตรงไหนก่อน ระหว่างช่วยค่าครองชีพ เกษตรกร SME การเปลี่ยนผ่านพลังงาน หรือกระตุ้นการบริโภคและท่องเที่ยว

น่าสนใจว่า…นายเอกนิติ เคยระบุถึงเงินกู้ส่วนหลัง 200,000 ล้านบาท ว่า…จะเน้นเรื่องการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน เช่น Solar Rooftop และการเปลี่ยนรถโดยสารเป็น EV ขณะที่เงินกู้ 200,000 ล้านบาทส่วนแรกเหลืออยู่ประมาณ 40,000 ล้านบาท ซึ่งมี “ไทยเที่ยวไทยพลัส” เป็นหนึ่งในโครงการที่เสนอใช้เงินก้อนดังกล่าว

จึงเกิดคำถามเรื่อง “ลำดับความสำคัญ”

เพราะเงิน 3,500 ล้านบาทที่เลือกใช้กับการท่องเที่ยว ย่อมหมายถึงเงินก้อนเดียวกันที่ไม่สามารถนำไปใช้กับมาตรการอื่นในเวลาเดียวกัน

นี่ไม่ใช่เพียงการตัดสินใจทางเศรษฐกิจ แต่คือ…“การตัดสินใจทางการเมืองในการจัดสรรทรัพยากร”

รัฐเองก็มีเหตุผล :

ในอีกด้าน… เหตุผลของ นายสุรศักดิ์ และกระทรวงการท่องเที่ยวฯ ก็มีน้ำหนักที่ต้องรับฟัง…

รัฐบาลต้องการกระตุ้นการเดินทางภายในประเทศ ช่วยผู้ประกอบการท่องเที่ยว และกระจายรายได้เข้าสู่พื้นที่ โดยปรับรูปแบบช่วยค่าที่พักตามจริงสูงสุด 1,500 บาทต่อคืน คนละไม่เกิน 5 สิทธิ พร้อมคูปองแบบร่วมจ่าย 50% จำนวน 1,500 บาทในเมืองหลัก และเพิ่มเป็น 2,000 บาทในเมืองรอง

น.ส.ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ก็เข้าร่วมในการหารือออกแบบมาตรการครั้งล่าสุด ขณะที่ รัฐบาลคาดหวังว่า…เงินรัฐไม่เกิน 3,500 ล้านบาทจะนำไปสู่เงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจประมาณ 58,000 ล้านบาท

ยิ่งไปกว่านั้น การกำหนดให้เมืองรองได้รับคูปองสูงกว่าเมืองหลัก แสดงเจตนาที่ต้องการกระจายการใช้จ่ายออกจากศูนย์กลาง และรัฐบาลยังตัดช่วง 15 ธันวาคม 2569–15 มกราคม 2570 ออกจากโครงการ เพราะผลการศึกษาระบุว่า…ช่วงปีใหม่ประชาชนเดินทางอยู่แล้ว การอัดฉีดเพิ่มไม่ได้ทำให้นักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

จุดนี้…ถือเป็นเหตุผลสนับสนุนนโยบายที่รัฐบาลต้องได้รับเครดิต!!!

แต่ขณะเดียวกัน ก็สร้างคำถามย้อนกลับว่า…หากรัฐสามารถแยกได้ว่า “ช่วงไหนไม่จำเป็นต้องอุดหนุน” รัฐก็ควรอธิบายได้เช่นกันว่า ช่วงที่อุดหนุนนั้นสร้างการเดินทางใหม่จริงเท่าใด?

1 ล้านสิทธิ 1 ล้านคน :

อีกมิติหนึ่งคือ…การเมืองของผู้ได้รับประโยชน์

รัฐบาลประกาศ “1 ล้านสิทธิ” แต่ข้อเท็จจริงคือ…ประชาชนหนึ่งคนสามารถใช้ได้สูงสุด 5 สิทธิ และเปิดให้รับสิทธิแบบ First Come, First Served!!??

ดังนั้น 1 ล้านสิทธิ” ไม่ได้หมายความว่า…“ประชาชน 1 ล้านคน” จะได้รับประโยชน์!!!

ยิ่งโครงการใช้ระบบดิจิทัลและ Co-payment ผู้ที่จะใช้ประโยชน์ได้เต็มที่ย่อมต้องมีทั้งเงินสำหรับร่วมจ่าย สมาร์ตโฟน ความพร้อมด้านข้อมูล เวลา และความสามารถเดินทาง

คนรายได้ประจำที่มีวันหยุดและเงินสำรอง กับ แรงงานรายวันที่การหยุดงานหมายถึงการเสียรายได้ แม้…รัฐบาลให้ “สิทธิ” เหมือนกัน แต่ความสามารถเปลี่ยนสิทธิเป็นประโยชน์ย่อมไม่เท่ากัน???

นี่จึงไม่ใช่คำถามว่า…“ใครมีสิทธิ?” แต่เป็นคำถามว่า…“ใครมีโอกาสใช้สิทธิ?”

58,000 ล้าน ต้องพิสูจน์ :

ตัวเลขที่รัฐบาลคาดว่า…จะเกิดเงินหมุนเวียนประมาณ 58,000 ล้านบาท เป็นอีกจุดที่ต้องติดตามอย่างจริงจัง นั่นเพราะ…“เงินหมุนเวียนระหว่างโครงการ” ไม่จำเป็นต้องเท่ากับ “เงินใหม่ที่เกิดขึ้นเพราะโครงการ”

คนจำนวนหนึ่งอาจเดินทางอยู่แล้ว แม้ไม่มีเงินอุดหนุน ขณะที่อีกส่วนอาจตัดสินใจเที่ยวเพราะมาตรการของรัฐจริง ดังนั้น หลังโครงการสิ้นสุด! สิ่งที่รัฐบาลควรเปิดเผยไม่ใช่เพียง สิทธิหมดกี่สิทธิ โรงแรมกี่คืน หรือเงินสะพัดกี่หมื่นล้าน

แต่ควรตอบว่า…เงินกู้ 3,500 ล้านบาท สร้างการใช้จ่ายใหม่จริงเท่าใด กระจายถึงเมืองรองเท่าใด SME และผู้ประกอบการรายเล็กได้รับเท่าใด และประชาชนกลุ่มรายได้ใดเป็นผู้ใช้สิทธิ

เพราะนั่นต่างหากที่จะตอบว่า…เงินกู้ก้อนนี้ “คุ้มค่าจริงๆ” หรือไม่???

ฝ่ายค้าน-วิชาการ” เคยทัก :

ข้อถกเถียงเรื่องการใช้ พ.ร.ก.กู้เงินไม่ได้เพิ่งเกิดจาก “ไทยเที่ยวไทยพลัส” ตั้งแต่ช่วง พิจารณา พ.ร.ก.เงินกู้ ครั้งนั้น…มีทั้ง นักเศรษฐศาสตร์และพรรคฝ่ายค้านตั้งข้อสังเกตต่อการใช้เงินบางส่วน ว่า… มาตรการบางประเภทอาจไม่ได้มุ่งเยียวยากลุ่มเปราะบางโดยตรง และบางโครงการอาจต้องตอบให้ชัดว่าเหตุใดจึงมีความจำเป็นเร่งด่วนถึงขั้นต้องดำเนินการผ่าน พ.ร.ก.เงินกู้?

ดังนั้น เมื่อรัฐบาลเลือก “ไทยเที่ยวไทยพลัส” เข้ามาอยู่ในกรอบเงินกู้ คำถามเดิมจึงกลับมาอีกครั้ง!

ไม่ใช่คำถามที่ว่า…ประชาชนควรเที่ยวหรือไม่? แต่คือ…รัฐบาลควรกู้เงินเพื่อสนับสนุนให้เที่ยวหรือไม่ และในสถานการณ์นี้มีทางเลือกอื่นที่จำเป็นกว่าหรือไม่?

หนี้ร่วม – โอกาสต่าง :

สุดท้าย “ไทยเที่ยวไทยพลัส” อาจประสบความสำเร็จ สามารถดึงคนออกเดินทาง ช่วยโรงแรม ร้านอาหาร รถรับจ้าง และ SME ในเมืองรองได้จริง

หากเป็นเช่นนั้น รัฐบาลย่อมมีคำตอบให้กับการตัดสินใจครั้งนี้

แต่ในทางกลับกัน! หากผู้ใช้สิทธิกระจุกอยู่กับกลุ่มที่มีกำลังซื้ออยู่แล้ว เงินไหลเข้าสู่ธุรกิจบางกลุ่ม หรือยอด “เงินสะพัด” ส่วนใหญ่เป็นการใช้จ่ายที่เดิมก็จะเกิดขึ้น นั่นย่อมทำให้คำถามเรื่องความคุ้มค่าของเงินกู้หนักขึ้น

เพราะ ผลประโยชน์จากโครงการอาจตกแก่คนบางกลุ่ม แต่ภาระเงินกู้เป็นภาระของส่วนรวม

รัฐบาลจึงไม่ได้มีหน้าที่ตอบเพียงว่า…“ไทยเที่ยวไทยพลัส กระตุ้นเงินได้กี่หมื่นล้าน?” แต่ต้องตอบคำถามทางการเมืองที่ใหญ่กว่านั้น ด้วยว่า…ในวันที่เงินมีจำกัด! แล้วทำไม “เที่ยว” จึงต้องมาก่อน?.