ธนาคารกรุงไทยจับมือ DCCE–อบก.–กลุ่ม ปตท. เชื่อมนโยบาย พลังงาน ตลาดคาร์บอน และแหล่งเงินทุน ปั้น Low Carbon Projects สู่การลงทุนจริง เสริมขีดแข่งขันอุตสาหกรรมไทย รับเป้า Net Zero 2050

ธนาคารกรุงไทย ร่วมกับพันธมิตรภาครัฐและเอกชน ได้แก่ กลุ่มบริษัท ปตท.จำกัด(มหาชน) องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) (อบก.) และ กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม (DCCE) ร่วมออกบูธในงาน The Bangkok Business Summit 2026: Reinvent Thailand, Resilient ASEAN ภายใต้แนวคิด “สร้างรากฐานสำหรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ผ่านความมั่นคงทางพลังงาน โครงสร้างพื้นฐานที่พร้อมรองรับอนาคต และเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำที่แข่งขันได้” เพื่อแสดงศักยภาพและความพร้อมของประเทศไทยในการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ โดยมี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง พร้อมผู้บริหารจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคธุรกิจ และองค์กรระหว่างประเทศ ให้เกียรติเยี่ยมชมบูธ ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์
ภายในบูธนำเสนอ รากฐานสำคัญของการเปลี่ยนผ่านประเทศ เริ่มจากนโยบายด้านสภาพภูมิอากาศและกรอบตลาดคาร์บอน โดย DCCE นำเสนอทิศทางการดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของไทย เป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก กฎหมายเพื่อขับเคลื่อนและกำกับดูแลการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ตลอดจน การเงินเพื่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และ เชื่อมต่อกับการพัฒนาตลาดคาร์บอน โดยไทยตั้งเป้าลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 30–40% จากกรณีดำเนินธุรกิจตามปกติ (BAU) ภายในปี 2030 และมุ่งสู่ Net Zero หรือการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ ภายในปี 2050
ขณะที่ อบก. นำเสนอการยกระดับให้กับ ตลาดคาร์บอน ผ่านมาตรฐาน T-VER ซึ่งเป็นกลไกการรับรองคาร์บอนเครดิตของประเทศไทย และ Premium T-VER หรือคาร์บอนเครดิตคุณภาพสูงที่มีมาตรฐานเทียบเท่าสากลและประโยชน์ด้านสิ่งแวดล้อมเพิ่มเติม รวมถึงการวัดและทวนสอบการลดก๊าซเรือนกระจก เพื่อสร้างคาร์บอนเครดิตที่มีคุณภาพ น่าเชื่อถือ โปร่งใส ตรวจสอบได้ และสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ซื้อในประเทศและต่างประเทศ
ด้านกลุ่ม ปตท. นำเสนอ Industrial Spark (I-SPARK) คือโครงการพัฒนาพื้นที่ต้นแบบ (Sandbox) โดยบูรณาการโครงการพลังงานสะอาดและโครงการลดก๊าซเรือนกระจกในพื้นที่จังหวัดระยองให้เกิดเป็นระบบนิเวศ (Ecosystem) ที่เอื้อต่อการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ ครอบคลุมตั้งแต่พลังงานสะอาด ท่าเรือ LNG โซลูชันด้านการดักจับและกักเก็บคาร์บอน (CCS) ไปจนถึงธุรกิจ Specialty, Bio และ Circularity เพื่อเป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เสริมศักยภาพการแข่งขัน และสร้างโอกาสการเติบโตของธุรกิจใหม่
สำหรับ ธนาคารกรุงไทย นำเสนออีกหนึ่งกลไกสำคัญของการเปลี่ยนผ่าน คือ “เงินทุน” โดยยกระดับบทบาทจากผู้ให้สินเชื่อโครงการสีเขียว สู่การเป็น Financial Enabler และผู้เชื่อมโยงระบบการลงทุน ภายใต้บทบาท Coordinating and Managing Entity (CME) ของโครงการ Low Carbon Cities and Carbon Market Development (LCC) ซึ่งได้รับการสนับสนุนจาก World Bank ในการทำหน้าที่เชื่อมโยงหน่วยงานภาครัฐ เจ้าของโครงการ สถาบันการเงิน นักลงทุน และตลาดคาร์บอน โดยรวบรวมและจัดโครงสร้างโครงการ Low Carbon ที่อยู่ในพื้นที่ต่าง ๆ ให้มีความพร้อมด้านการลงทุน พร้อมต่อยอดมูลค่าจากคาร์บอนเครดิต และเชื่อมโยงเข้าสู่แหล่งเงินทุน เพื่อเปลี่ยน Low Carbon Projects ให้เป็น Investment Pipeline ที่สามารถขยายผลได้ในวงกว้าง และนำไปสู่การลงทุนจริงในระดับประเทศ
นอกจากนี้ ยังนำเสนอ ESG Financial Solutions ผ่าน Green Finance และ Transition Finance อาทิ Green Loans, Green Deposits, Sustainability-Linked Loans และ ESG-Linked Hedging เพื่อสนับสนุนให้ภาคธุรกิจสามารถเปลี่ยนเป้าหมายด้านความยั่งยืนไปสู่การดำเนินงานที่เกิดขึ้นจริง
การผนึกกำลังของทั้ง 4 หน่วยงาน สะท้อนความพร้อมของประเทศไทยในการสร้างระบบนิเวศเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำที่เชื่อมโยงตั้งแต่ นโยบาย พลังงานและโครงสร้างพื้นฐาน ตลาดคาร์บอน ไปจนถึงแหล่งเงินทุน โดยมีภาคการเงินเป็นกลไกสำคัญในการเปลี่ยนเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศให้เกิดการลงทุนและผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม แนวทางดังกล่าว สอดรับกับทิศทางการพัฒนาประเทศและโจทย์สำคัญในเวทีโลก โดยเฉพาะการระดมเงินทุน เพื่อเร่งการลงทุนด้านสภาพภูมิอากาศ ซึ่งจะเป็นส่วนหนึ่งของการประชุม IMF–World Bank Annual Meetings 2026 ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ ในเดือนตุลาคมนี้ และเป็นอีกเวทีสำคัญในการนำเสนอศักยภาพและความพร้อมของประเทศไทยในการขับเคลื่อนการเติบโต ควบคู่กับการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ.

