นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่าได้สั่งยกระดับการปราบปรามการลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรม โดยเฉพาะพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี)และจังหวัดปราจีนบุรี หลังพบลักษณะการกระทำผิดเป็นเครือข่าย กระทบสุขอนามัยประชาชนและสิ่งแวดล้อม ซึ่งกระทรวงอุตสาหกรรมจะดำเนินมาตรการขั้นเด็ดขาดและใช้อำนาจตามกฎหมายกับผู้กระทำผิดโดยไม่มีข้อยกเว้น
ได้มอบหมายกรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) และสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัด (สอจ.) เปลี่ยนจากการแก้ปัญหาเชิงรับ เป็นการบังคับใช้กฎหมายเชิงรุก สนธิกำลังร่วมกับ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (บก.ปทส.) กรมควบคุมมลพิษ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ลงพื้นที่ตรวจโรงงานกลุ่มเสี่ยง โกดังเช่า และพื้นที่ร้าง โดยเฉพาะในอีอีซีและพื้นที่ข้างเคียง หากพบการกระทำผิดให้ใช้กฎหมายขั้นสูงสุด
“กระทรวงจะดำเนินการเด็ดขาด ทั้งสั่งหยุดประกอบกิจการ ปรับปรุงแก้ไข หรือปิดโรงงาน พร้อมดำเนินคดีอาญาและฟ้องแพ่งเรียกค่าเสียหาย เพื่อให้ผู้กระทำผิดรับผิดชอบค่าจัดการและฟื้นฟูกากอุตสาหกรรมเต็มจำนวนตามกฎหมาย โดยให้ กรอ.เร่งปรับปรุงกฎหมายโรงงาน เพิ่มบทลงโทษทางอาญาและอัตราโทษปรับให้สูงขึ้น ไม่ให้ผู้ประกอบการมองว่าการทำผิดเป็นเรื่องคุ้มค่าที่จะเสี่ยง พร้อมบังคับใช้หลักผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย (Polluter Pays Principle) รับผิดชอบตามกฎหมายจนกว่ากากจะได้รับการบำบัดหรือกำจัดอย่างถูกต้อง“
กระทรวงยังร่วมกับกรมควบคุมมลพิษและสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ผลักดันความผิดเกี่ยวกับการลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรม การฝ่าฝืนกฎหมายโรงงานและกฎหมายวัตถุอันตราย เป็นความผิดมูลฐานตามกฎหมายฟอกเงิน เพื่อเพิ่มช่องทางในการตรวจสอบเส้นทางการเงิน ยึดทรัพย์ และตัดวงจรเครือข่ายผู้กระทำผิด
ด้านการควบคุมด้วยเทคโนโลยี กรอ.บังคับใช้ระบบ E-Manifest ควบคู่ GPS เพื่อติดตามรถขนส่งกากอุตสาหกรรมทุกคันแบบเรียลไทม์ และเร่งพัฒนาระบบแจ้งเตือนทันที หากรถเบี่ยงเบนออกนอกเส้นทางหรือเข้าสู่พื้นที่เสี่ยง ช่วยสกัดการลักลอบทิ้งระหว่างทางและติดตามกากตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง
สำหรับการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน กระทรวงอุตสาหกรรม ได้ส่งเสริมเศรษฐกิจหมุนเวียนโดยเปลี่ยนมุมมองจากขยะ เป็นทรัพยากรผ่านกรอบหลักเกณฑ์การสิ้นสุดความเป็นของเสีย (End-of-Waste) เพื่อผลักดันกากอุตสาหกรรมที่สามารถนำกลับมาใช้ประโยชน์ให้กลายเป็นวัตถุดิบหรือผลิตภัณฑ์ใหม่ โดยอาศัยความร่วมมือจากภาครัฐ เอกชน และสถาบันการศึกษา
กระทรวงเปิดศูนย์รับแจ้งเหตุและเบาะแสการลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรมตลอด 24 ชั่วโมง ผ่านสายด่วน 1564 และสร้างเครือข่ายประชาชนและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นร่วมเฝ้าระวังและแจ้งเบาะแส เพื่อให้เจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบได้รวดเร็วขึ้น พร้อมสนับสนุนผู้ประกอบการดำเนินธุรกิจอย่างมีธรรมาภิบาลและรับผิดชอบต่อสังคม เพื่อให้ภาคอุตสาหกรรมไทยเติบโตควบคู่กับการปกป้องสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างยั่งยืน.

