• เสาร์ 5 กันยายน 2569 เวลา 09:29 น.

สรรพสามิตสกัดบุหรี่เถื่อนกว่าแสนซอง ตัดวงจรกลางโคราช 

BREAKING NEWS JUSTICE & CRIME

กรมสรรพสามิตใช้ “Data Driven Enforcement” ผนึกตำรวจ–ขนส่งพัสดุ สกัดบุหรี่ไม่เสียภาษี 100,029 ซอง พร้อมบุหรี่ไฟฟ้า 1,553 ชิ้น ชี้นครราชสีมาเป็นจุดเสี่ยง “กลางน้ำ” ก่อนกระจายหลายพื้นที่ เสียหายภาษีกว่า 6.28 ล้านบาท จ่อขยายผลถึงผู้ส่ง–ผู้รับ–เครือข่าย

ดร. พรชัย ฐีระเวช อธิบดีกรมสรรพสามิต เปิดเผยว่า ได้มอบหมายให้ นายณัฐกร อุเทนสุต ที่ปรึกษาด้านพัฒนาระบบควบคุมทางสรรพสามิต กำกับและสั่งการให้ นายณธัชพงศ์ เผ่าผาง ผู้อำนวยการสำนักงานสรรพสามิตภาคที่ 3 พร้อมด้วยสำนักงานสรรพสามิตพื้นที่นครราชสีมา บูรณาการการปฏิบัติงานร่วมกับกองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนครราชสีมา และศูนย์กระจายสินค้าของผู้ให้บริการขนส่งพัสดุในการติดตามและตรวจสอบการลักลอบขนส่งสินค้ายาสูบผ่านช่องทางการขนส่งพัสดุ ตั้งแต่วันที่ 10–31 สิงหาคม 2569

การดำเนินการดังกล่าวเป็นผลจากการวิเคราะห์รูปแบบความเสี่ยงเชิงลึกในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งเป็นเมืองศูนย์กลางสำคัญของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ทั้งด้านการค้า การเดินทาง และการขนส่งสินค้าไปยังหลายพื้นที่ โดยพบว่าลักษณะพื้นที่มีความสอดคล้องกับรูปแบบการกระทำผิด เนื่องจากเป็นทั้งเส้นทางลำเลียง จุดพัก และจุดกระจายสินค้า หรือที่เรียกว่า “พื้นที่กลางน้ำ” ขณะที่ผู้กระทำผิดพยายามใช้ช่องทางการขนส่งสินค้าเป็นช่องทางในการกระจายสินค้าผิดกฎหมายไปยังพื้นที่ต่างๆ

ดังนั้น เจ้าหน้าที่จึงมุ่งติดตามเส้นทางและพฤติการณ์การลักลอบขนส่งสินค้า เพื่อสกัดกั้นสินค้าผิดกฎหมายในช่วงที่กำลังกระจาย ก่อนส่งต่อไปยังผู้รับในพื้นที่ต่างๆ ซึ่งเป็นการทำงานเชิงรุกที่ช่วยลดโอกาสที่สินค้าผิดกฎหมายจะเข้าสู่ตลาด โดยสามารถตรวจยึดบุหรี่ซิกาแรตที่มิได้เสียภาษีสรรพสามิต จำนวน100,029 ซอง และบุหรี่ไฟฟ้าจำนวน 1,553 ชิ้นคิดเป็นความเสียหายต่อรายได้ภาษีของรัฐประมาณ 6,281,821 บาท และประมาณการค่าปรับประมาณ 94,227,315 บาท  สำหรับบุหรี่ไฟฟ้าที่ตรวจพบกรมสรรพสามิตได้ประสานเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมตรวจสอบและดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องตามอำนาจหน้าที่ เนื่องจากบุหรี่ไฟฟ้าไม่ใช่สินค้าในพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิตตามพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2560

อธิบดีกรมสรรพสามิต กล่าวต่อว่า สิ่งสำคัญของการดำเนินการครั้งนี้ คือ การสกัดสินค้าผิดกฎหมายได้ในช่วงที่กำลังกระจายสินค้า ก่อนส่งออกไปถึงผู้รับในหลายพื้นที่ ซึ่งเปรียบเสมือน “สกัดหนึ่งจุด หยุดการกระจายได้อีกหลายพื้นที่” แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการวิเคราะห์เส้นทางและจุดเสี่ยง รวมถึงการกำหนดมาตรการให้เหมาะสมกับบริบทของแต่ละพื้นที่ ทั้งนี้ กรมสรรพสามิตให้ความสำคัญกับการทำงานร่วมกับผู้ให้บริการขนส่ง รวมถึงการดำเนินงานภายใต้บันทึกความเข้าใจ (MOU) เพื่อประสานข้อมูล เฝ้าระวังความเสี่ยง และสกัดกั้นสินค้าผิดกฎหมายให้ตรงจุด โดยมีแนวทางชัดเจนว่า “ระบบขนส่งต้องเดินได้เร็วสำหรับการค้าที่ถูกต้อง แต่ต้องไม่กลายเป็นทางด่วนให้สินค้าที่หลีกเลี่ยงภาษี”

อธิบดีกรมสรรพสามิต กล่าวทิ้งท้ายว่า กรมสรรพสามิตจะติดตามเส้นทางการกระจายสินค้าและเพิ่มความเข้มข้นในการตรวจสอบจุดที่มีความเสี่ยง พร้อมยกระดับการป้องกันและปราบปราม รวมถึงขยายผลไปยังผู้ส่ง ผู้รับ และผู้เกี่ยวข้อง เพื่อทำให้สินค้าผิดกฎหมายเข้าสู่ตลาดได้ยากขึ้น ควบคู่กับการสร้างความเป็นธรรมให้แก่ผู้ประกอบการที่ปฏิบัติถูกต้อง และรักษารายได้ของรัฐอย่างมีประสิทธิภาพ.