• ศุกร์ 4 กันยายน 2569 เวลา 12:16 น.

เปิดยุทธศาสตร์ Build with Thailand

BREAKING NEWS STRATEGIES

(‘อนุทิน – เอกนิติ’ นำรัฐผนึก ‘ธปท.– เอกชน’ ปั้นไทยศูนย์กลางเศรษฐกิจอนาคต ดึงลงทุนคุณภาพสู่อาเซียน)

นายกฯ อนุทินประกาศ “Thailand’s Offer to the World” เชิญนักลงทุนไม่เพียงเข้ามาลงทุน แต่ร่วมสร้างอุตสาหกรรมอนาคตไปกับประเทศไทย เตรียมรื้อกฎระเบียบกว่า 7,000 ฉบับ เดินหน้าสู่ OECD ด้านรองนายกฯ เอกนิติชูไทยเป็น Trusted Connector เชื่อมจุดแข็งอาเซียน ขณะที่ผู้ว่าการ ธปท. เตรียมเสนอ “Bangkok Blueprint” สกัดภัยการเงินดิจิทัล และภาคธนาคารเรียกร้องเปลี่ยนข้อเสนอเชิงนโยบายให้เป็นการลงทุนจริง

เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เป็นประธานเปิดงาน The Bangkok Business Summit 2026: Reinvent Thailand, Resilient ASEAN พร้อมกล่าวปาฐกถาพิเศษหัวข้อ Thailand’s Offer to the World” ประกาศความพร้อมของไทยในการเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจและฐานการลงทุนสำหรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต

งานครั้งนี้ สะท้อนการประสานทิศทางระหว่างฝ่ายรัฐบาล ผู้กำหนดนโยบายเศรษฐกิจ ธนาคารแห่งประเทศไทย ภาคการเงิน ภาคธุรกิจ และธนาคารโลก โดยมี ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และ นายผยง ศรีวณิช ประธานสมาคมธนาคารไทย และประธานกรรมการบริหารคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ร่วมแสดงวิสัยทัศน์

เวทีดังกล่าวจึงไม่ใช่เพียงการประชุมภาคธุรกิจ แต่เป็นการส่งสัญญาณว่า…ไทยกำลังเตรียมข้อเสนอทางเศรษฐกิจต่อประชาคมโลก ก่อนเป็นเจ้าภาพการประชุมประจำปี IMF–World Bank Group ระหว่างวันที่ 12–18 ตุลาคม 2569 และเตรียมรับบทประธานอาเซียนในปี 2571

ชวนโลกร่วมสร้างกับไทย :

นายอนุทิน กล่าวว่า…เศรษฐกิจโลกกำลังเปลี่ยนแปลงพร้อมกัน 4 ด้าน ได้แก่ ภูมิรัฐศาสตร์ เทคโนโลยี การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และโครงสร้างประชากร ประเทศไทยจึงไม่สามารถหยุดนิ่ง แต่ต้องเปลี่ยนแรงกดดันเหล่านี้ให้เป็นโอกาสในการสร้างประเทศที่มีขีดความสามารถในการแข่งขันและมีภูมิคุ้มกันมากขึ้น

แนวทางแรก คือ การรักษาความเปิดกว้างและกระชับความร่วมมือกับเศรษฐกิจโลก โดยไทยต้องเสริมสร้างความเข้มแข็งของอาเซียน เชื่อมโยงธุรกิจ ห่วงโซ่การผลิต และตลาดระหว่างภูมิภาค เพื่อรองรับการจัดวางฐานการผลิตโลกในรูปแบบใหม่

ด้านเทคโนโลยี นายกรัฐมนตรี เห็นว่า…ไทยต้องก้าวไปไกลกว่าการเป็นเพียงผู้ใช้ AI และเทคโนโลยีจากต่างประเทศ แต่ต้องดึงดูดการลงทุนที่นำมาซึ่งองค์ความรู้ การพัฒนาทักษะ และขีดความสามารถภายในประเทศ เทคโนโลยีจะต้องช่วยเพิ่มผลิตภาพแรงงาน ยกระดับ SMEs และสร้างโอกาสให้ธุรกิจไทยพัฒนานวัตกรรมของตนเอง

ด้านสิ่งแวดล้อม รัฐบาลมองว่า…การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียวไม่ควรถูกมองว่าเป็นเพียงต้นทุน แต่สามารถเป็นแหล่งลงทุนและเครื่องยนต์การเติบโตใหม่ โดยเฉพาะการระดม Climate Finance เข้าสู่พลังงานสะอาด โครงสร้างพื้นฐานที่ทนทานต่อภัยพิบัติ และการแก้ปัญหาที่อาศัยธรรมชาติเป็นพื้นฐาน

ส่วนการเข้าสู่ สังคมสูงวัย ไทยจะต้องพัฒนา Longevity Economy” เพื่อให้ประชาชนมีสุขภาพดี มีทักษะ สามารถทำงานและมีส่วนร่วมในระบบเศรษฐกิจได้นานขึ้น พร้อม “ต่อยอด” จุดแข็งด้านการแพทย์ สุขภาพ สุขภาวะ การท่องเที่ยว และเทคโนโลยีดูแลผู้สูงอายุ

นายกรัฐมนตรี ระบุว่า…จุดแข็งที่ไทยนำเสนอต่อนักลงทุนไม่ได้มีเพียงทำเลที่ตั้ง แต่รวมถึงคลัสเตอร์อุตสาหกรรม แรงงานที่มีประสบการณ์ ซัพพลายเออร์ภายในประเทศ ระบบโลจิสติกส์ เครือข่ายดิจิทัล และฐานการผลิตในอุตสาหกรรมยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ อาหาร สุขภาพ และการท่องเที่ยว

อีกทั้ง ไทยยังสามารถเชื่อมการผลิตขั้นสูงเข้ากับบริการดิจิทัล เชื่อมภาคเกษตรกับเทคโนโลยีชีวภาพและอาหารอนาคต เชื่อมเศรษฐกิจสุขภาพเข้ากับการท่องเที่ยวและ Longevity Economy รวมถึง เชื่อมพลังงานสะอาดกับอุตสาหกรรมยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ และโครงสร้างพื้นฐานข้อมูล

ดังนั้น รัฐบาลจะเดินหน้าปรับปรุงกฎระเบียบกว่า 7,000 ฉบับที่อาจเป็นภาระต่อประชาชนและภาคธุรกิจ พร้อมยกระดับมาตรฐานผ่านกระบวนการเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา หรือ OECD

สาระสำคัญที่ นายกรัฐมนตรีส่งถึงนักลงทุนทั่วโลก นั่นคือ…ประเทศไทยต้องการเป็นมากกว่าฐานการผลิตหรือตลาดปลายทาง แต่ต้องการเป็นหุ้นส่วนในการสร้างอุตสาหกรรมที่จะกำหนดอนาคต โดยเชิญชวนให้นักลงทุน “อย่าเพียงมาสร้างธุรกิจในประเทศไทย แต่จงร่วมสร้างไปกับประเทศไทย!!!”  

ปักหมุดไทย Trusted Connector :

ด้าน รองนายกฯเอกนิติ กล่าวว่า…แนวคิดทางเศรษฐกิจโลกกำลังเปลี่ยนจากการมุ่งเน้น “Efficiency” หรือประสิทธิภาพเพียงอย่างเดียว ไปสู่การให้ความสำคัญกับ “Security” หรือความมั่นคง ความปลอดภัย และความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทานควบคู่กัน

บริษัทข้ามชาติต้องพิจารณาทั้งต้นทุน ภาษี มาตรการควบคุมการส่งออก เงินอุดหนุน กฎว่าด้วยถิ่นกำเนิดสินค้า และความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ การแข่งขันเพื่อดึงดูดการลงทุนจึงขึ้นอยู่กับความน่าเชื่อถือของประเทศและความสามารถในการรับมือแรงกระแทกจากภายนอกมากขึ้น

รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง ยังเสนอให้ไทยทำหน้าที่เป็น Trusted Connector” หรือผู้เชื่อมโยงที่น่าเชื่อถือ เปิดกว้าง และเชื่อมต่อกับระบบเศรษฐกิจโลก โดยนำ “จุดแข็ง” ของแต่ละประเทศอาเซียนมาประสานกัน เพื่อขยายแนวคิดจาก Reinvent Thailand ไปสู่ Reinvent ASEAN

สำหรับ การรับมือ 4 เมกะเทรนด์ ทั้งภูมิรัฐศาสตร์ AI การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และโครงสร้างประชากร นั้น ดร.เอกนิติเสนอแนวทางร่วมกัน 3 ประการ ได้แก่ การสร้างเสถียรภาพในวันนี้ การเร่งเปลี่ยนผ่านด้วยโครงสร้างพื้นฐานที่มีอยู่ และการลงทุนพัฒนาคนกับทักษะสำหรับอนาคต

โครงการสำคัญที่ต้องเร่งเชื่อมโยงในระดับภูมิภาค ได้แก่ ASEAN Power Grid ระบบชำระเงินข้ามพรมแดน โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล และกรอบความตกลงเศรษฐกิจดิจิทัลอาเซียน หรือ DEFA

ทั้งนี้ ข้อมูลของอาเซียนประเมินว่า…DEFA อาจช่วยเพิ่มศักยภาพมูลค่าเศรษฐกิจดิจิทัลของภูมิภาคจาก 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็น 2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2573 ขณะที่ การพัฒนา ASEAN Power Grid ซึ่งรองรับพลังงานหมุนเวียนในสัดส่วนสูง อาจต้องใช้เงินลงทุนรวมประมาณ 764,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

วางพิมพ์เขียวสกัดภัยการเงิน :

นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย กล่าวปาฐกถาหัวข้อ Thailand’s New Horizons: Empowering People, Building Resilience” โดยระบุว่า…ไทยต้องสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันควบคู่กับการสร้างความยืดหยุ่น เพื่อรองรับความผันผวนและความไม่แน่นอนที่ซับซ้อนขึ้น

แนวคิด Thailand’s New Horizons ประกอบด้วย 4 เสาหลัก ได้แก่…

  1. การเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัลและ AI
  2. การสร้างความยืดหยุ่นในโลกที่มีความแตกแยก
  3. การพัฒนาระบบการเงินรองรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
  4. การเตรียมรับสังคมสูงวัยและการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเศรษฐกิจ

ทั้งนี้ ผู้ว่าการ ธปท. เน้นว่า…ภาคการเงินต้องสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจดิจิทัล พร้อมรักษาความปลอดภัย การเข้าถึงบริการ และความไว้วางใจของประชาชนไปพร้อมกัน เนื่องจากการขยายตัวของธุรกรรมออนไลน์มาพร้อมกับการฉ้อโกงและภัยไซเบอร์ที่เพิ่มขึ้น

โดย ธปท. IMF และ World Bank Group เตรียมนำเสนอ“Bangkok Blueprint” เพื่อเสริมความเข้มแข็งของระบบการเงินและยกระดับการรับมือภัยทุจริตในยุคดิจิทัล พร้อมจัดทำกรอบความร่วมมือป้องกันไม่ให้ระบบการเงินถูกใช้เป็นช่องทางของกิจกรรมผิดกฎหมาย โดยมีกำหนดประกาศความร่วมมือในวันที่ 10 กันยายน 2569  

รัฐเปิดทาง – เอกชนสร้างอนาคต :

ขณะที่ นายผยง ศรีวณิช ประธานสมาคมธนาคารไทย กล่าวว่า…โลกกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทั้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ AI การเปลี่ยนผ่านพลังงาน และการจัดระเบียบห่วงโซ่อุปทานใหม่ ซึ่งเป็นทั้งความเสี่ยงและโอกาสสำหรับไทยและอาเซียนในการดึงดูดเงินลงทุนระลอกใหม่

เป้าหมายสำคัญไม่ควรหยุดอยู่ที่การเพิ่มมูลค่าเงินลงทุน แต่ต้องทำให้ประเทศไทยเข้าไปอยู่ในกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่มีมูลค่าสูง และสร้างงานที่ให้รายได้ดีแก่ประชาชน

ภาคเอกชนต้องมีบทบาทในการชี้อุปสรรคที่ฉุดรั้งการลงทุนและผลิตภาพ ลงทุนในขีดความสามารถใหม่ และช่วยให้ธุรกิจไทยตั้งแต่บริษัทขนาดใหญ่จนถึง SMEs เข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานระดับภูมิภาคและระดับโลก

“ภาครัฐมีหน้าที่เปิดทาง ขณะที่ภาคธุรกิจเป็นผู้สร้างอนาคต” นายผยง กล่าวและย้ำว่า…ผลจากการเติบโตจะต้องส่งผ่านไปถึง SMEs ประชาชน และชุมชน ไม่กระจุกตัวอยู่เฉพาะในบริษัทขนาดใหญ่  

เร่งเครื่องสู่ประเทศรายได้สูง :

ในงานฯ ยังมีการ เปิดตัวรายงาน Building Thailand’s Future Today” ของธนาคารโลก ซึ่งเสนอว่า…หากไทยต้องการก้าวสู่ประเทศรายได้สูงภายในปี 2580 จะต้องยกระดับการเติบโตของ GDP ที่แท้จริงต่อหัวให้ได้เฉลี่ยประมาณ 5.4% ต่อปีในทศวรรษข้างหน้า

ปัจจัยสำคัญ คือ…การเพิ่มผลิตภาพ การรับเทคโนโลยีและนวัตกรรม การพัฒนาทักษะแรงงาน การสร้างมูลค่าเพิ่มภายในประเทศ การเปิดทางให้บริษัทใหม่เข้าสู่ตลาด และการช่วยให้ SMEs สามารถเติบโตและแข่งขันได้

ธนาคารโลกระบุ 5 อุตสาหกรรมที่ไทยมีศักยภาพ ได้แก่ การผลิตขั้นสูง การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนและเชิงสุขภาพ บริการดิจิทัล เกษตรและอาหาร และอุตสาหกรรมสร้างสรรค์  

การปรากฏตัวร่วมกันของ นายกรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง ผู้ว่าการ ธปท. ผู้นำภาคธนาคาร กกร. และองค์กรระหว่างประเทศ จึงเป็นการส่งสารว่า…“ขอบฟ้าใหม่ของประเทศไทย” จะต้องขับเคลื่อนพร้อมกันทั้งด้านนโยบาย กฎระเบียบ การเงิน การลงทุน และความร่วมมือระดับอาเซียน

อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จของยุทธศาสตร์ Reinvent Thailand จะไม่ได้วัดจากจำนวนเวทีหรือถ้อยแถลง

แต่วัดจากความสามารถในการเปลี่ยนข้อเสนอเหล่านี้ให้เป็นการปรับกฎระเบียบ การลงทุนใหม่ การถ่ายทอดเทคโนโลยี การยกระดับ SMEs และงานรายได้ดีที่เกิดขึ้นจริงกับประชาชน!!!.