• อังคาร 1 กันยายน 2569 เวลา 13:12 น.

‘สันติสุข’ บนโต๊ะอำนาจ!

BREAKING NEWS POLITICAL

(กระจายอำนาจสู่ประชาชน หรือต่อรองอำนาจรัฐ กับชนชั้นนำในพื้นที่?)

“อนุทิน” เปิดเวทีฟังเสียงชายแดนใต้ ก่อนถก ครม.สัญจรที่สงขลา ประกาศทุกปัญหาต้องมี “เจ้าภาพ” ทุกข้อเสนอต้องมี “คำตอบ” แต่ภายใต้วลี “คนในพื้นที่ต้องมีส่วนร่วม” ก่อเกิดเป็นคำถามสำคัญ…อำนาจจะลงถึงประชาชนจริง หรือหยุดอยู่กับ “กลุ่มผู้นำ” ที่มีอำนาจต่อรอง ขณะที่ “ฝ่ายความมั่นคง” ยังไม่เปิดไพ่ทั้งหมด ก่อนการพูดคุยสันติสุขรอบใหม่

ฟังเสียง หรือจัดสรรอำนาจ :

ก่อนการประชุม คณะรัฐมนตรีนอกสถานที่ (ครม.สัญจร) อย่างเป็นทางการที่จังหวัดสงขลา นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นเพื่อแก้ไขปัญหาและพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้

โดยมี นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย…รองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี ฝ่ายปกครอง ฝ่ายความมั่นคง ผู้นำท้องถิ่น ผู้นำศาสนา ภาคการศึกษา ภาคธุรกิจ และ ภาคประชาสังคม เข้าร่วม

เวทีดังกล่าว จึงมิใช่เพียง…การรับฟังความเดือดร้อนก่อนประชุม ครม.สัญจร แต่มีลักษณะเป็น “โต๊ะ” กำหนดทิศทางอำนาจและทรัพยากรของพื้นที่ชายแดนใต้ในระยะต่อไป

ข้อเสนอจาก…ภาคประชาชนและตัวแทนกลุ่มต่างๆ ครอบคลุมตั้งแต่…การรักษาความปลอดภัย เศรษฐกิจ ปากท้อง ยาเสพติด การศึกษา ศาสนา กีฬา เยาวชน ตลอดจน การดูแลหญิงม่ายและครอบครัวที่สูญเสียเสาหลัก

รวมถึง ข้อเสนอจัดตั้งศูนย์บำบัดยาเสพติดโดยชุมชนมีส่วนร่วม ระบบ “หนึ่งครอบครัว หนึ่งแผนการช่วยเหลือ” การพัฒนาครูตาดีกาและครูอิสลามศึกษา การเพิ่มบุคลากรด้านอิสลามศึกษา และการสนับสนุนงบประมาณพัฒนากีฬาเด็กและเยาวชน

นายกรัฐมนตรี ประกาศว่า “ทุกปัญหาต้องมีเจ้าภาพ ทุกข้อเสนอต้องมีคำตอบ” พร้อมเปรียบ ประชาชนและเครือข่ายชุมชน เป็น “ภูมิคุ้มกัน” ที่จะช่วยป้องกัน แก้ไข และคลี่คลายปัญหาอย่างยั่งยืน

ถ้อยคำดังกล่าว มีความหมายทางการเมืองมากกว่า…คำปลอบใจ เพราะเท่ากับรัฐบาลยอมรับว่า…การแก้ปัญหาชายแดนใต้ด้วยคำสั่งจากส่วนกลางหรือกำลังความมั่นคงเพียงด้านเดียวไม่เพียงพออีกแล้ว

แต่ทันทีที่รัฐบาล…เปิดพื้นที่ให้ “คนในพื้นที่” มีบทบาทมากขึ้น คำถามสำคัญก็ตามมาว่า…

ใครคือคนในพื้นที่ที่มีสิทธินั่งบนโต๊ะ

ใครเป็นผู้แต่งตั้งหรือรับรองให้พูดแทนประชาชน

และ เสียงของผู้หญิง เยาวชน ชาวพุทธ ชาวมลายูมุสลิมที่คิดต่าง รวมถึงประชาชนซึ่งไม่สังกัดเครือข่ายการเมือง ศาสนา หรือองค์กรใด จะได้รับน้ำหนักเท่าเทียมกันหรือไม่?

เมื่อความไม่สงบเป็นทุนต่อรอง :

คนไทยในภูมิภาคอื่นย่อม ซึ่งเป็น “เจ้าของร่วม” เงินภาษีแผ่นดิน ก็มีสิทธิ “ตั้งข้อสังเกต” ที่ว่า…ภายใต้สถานการณ์ความรุนแรงที่ยืดเยื้อ กลุ่มแกนนำ ผู้นำศาสนา ผู้นำชุมชน และเครือข่ายทางการเมืองบางส่วนอาจกำลังใช้อำนาจการเป็น “ตัวแทนพื้นที่” ต่อรองกับรัฐบาล เพื่อให้ได้งบประมาณ บทบาท และอำนาจกำหนดนโยบายเพิ่มขึ้นหรือไม่???

โดยเฉพาะ เมื่อข้อเรียกร้องบางเรื่องไม่ได้จำกัดอยู่แค่การเยียวยาหรือพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน แต่เกี่ยวพันถึงการบริหารโครงการ การจัดการศึกษา ระบบข่าวภาคประชาชน และการออกแบบกลไกของรัฐในพื้นที่

การตั้งคำถามเช่นนี้ ไม่ควรถูกตีความว่า…เป็นการปฏิเสธสิทธิของประชาชนชายแดนใต้ เพราะประชาชนผู้รับผลกระทบโดยตรงย่อมต้องมีส่วนร่วมกำหนดอนาคตของตนเอง

แต่ปัญหาอยู่ที่คำว่า “การมีส่วนร่วม” จะหมายถึง…การกระจายอำนาจไปถึงประชาชนจริง หรือเป็นเพียงการถ่ายโอนอำนาจจากข้าราชการส่วนกลางไปสู่ชนชั้นนำท้องถิ่นอีกชุดหนึ่ง!!??

หาก…งบประมาณและอำนาจใหม่ ตกอยู่กับ “เครือข่ายเดิม?”

หาก…ผู้เข้าร่วมเวทีไม่มีที่มาโปร่งใส?

หรือ หาก…ผู้นำบางกลุ่มสามารถผูกขาดการอธิบายว่าอะไรคือความต้องการของพื้นที่?

การมีส่วนร่วม ก็อาจกลายเป็น…ระบบอุปถัมภ์รูปแบบใหม่!!!

และ ยิ่งสถานการณ์ไม่สงบยืดเยื้อ “อำนาจต่อรอง” ของ ผู้ที่อ้าง ว่า…สามารถควบคุมหรือประสานคนในพื้นที่ก็ยิ่งสูงขึ้น! ความรุนแรง จึงเสี่ยงถูกแปลงเป็น “ทุนทางการเมือง” แม้ไม่จำเป็นว่า…ผู้นำทุกคน จะมีเจตนาเช่นนั้น ก็ตามที

รัฐบาลจึงต้องแยกให้ได้ ระหว่าง…ตัวแทนที่ทำงานเพื่อประโยชน์สาธารณะ กับ ตัวแทนที่ใช้ความเปราะบางของพื้นที่เพิ่มอำนาจให้เครือข่ายตนเอง

การรับฟังต้องกว้างกว่าการเชิญบุคคลที่รัฐคุ้นเคยมานั่งประชุม และการให้งบประมาณต้องมาพร้อมการเปิดเผยเจ้าภาพ กรอบเวลา ผลสัมฤทธิ์ และระบบตรวจสอบจากประชาชน!!??

ไพ่ความมั่นคงที่ยังคว่ำอยู่ :

ท่าทีของ ฝ่ายความมั่นคง ยิ่งทำให้เห็นว่า…สมการนี้ยังไม่ลงตัว? เห็นได้ชัดจากท่าทีของ พล.ท.นรธิป โพยนอก แม่ทัพภาคที่ 4 ปฏิเสธให้สัมภาษณ์เรื่องการปรับยุทธวิธีให้สอดรับกับการพูดคุยสันติสุข

ขณะที่ พล.อ.ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ เสนาธิการทหารบกและเลขาธิการ กอ.รมน. ระบุว่า ยังต้องหารือกรอบของฝ่ายความมั่นคง

และยอมรับว่า…ยังมีบางพื้นที่น่ากังวล แม้ไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้

การไม่เปิดไพ่ทั้งหมด อาจเป็นความจำเป็นทางยุทธการ เพราะ…ข้อมูลข่าวกรอง การวางกำลัง พื้นที่เสี่ยง และขีดเส้นที่รัฐยอมรับได้ ไม่ควรถูกเปิดเผยจนกระทบการปฏิบัติหรือทำให้รัฐเสียอำนาจต่อรองก่อนการพูดคุย

แต่ความระมัดระวังดังกล่าว อาจสะท้อนอีกด้านว่า…ฝ่ายความมั่นคงยังไม่มั่นใจว่าการเปิดพื้นที่ทางการเมืองและเพิ่มบทบาทแก่เครือข่ายท้องถิ่นจะถูกใช้เพื่อสร้างสันติสุข หรือถูกบางกลุ่มนำไปขยายอิทธิพล!!!

อย่างไรก็ตาม ความเงียบของฝ่ายความมั่นคง ไม่ได้พิสูจน์โดยอัตโนมัติว่า…ผู้นำในพื้นที่กำลังต่อรองเกินขอบเขต

เพราะมันอาจสะท้อนว่า…หน่วยงานรัฐยังตกลงกันเองไม่ได้ หรือรัฐบาลยังไม่ได้กำหนดนโยบายและเส้นแบ่งอำนาจชัดเจน

ดังนั้น หากฝ่ายการเมืองพูดเรื่องสันติภาพ ฝ่ายพัฒนาพูดเรื่องงบประมาณ แต่ฝ่ายปฏิบัติยังยึดตรรกะควบคุมพื้นที่โดยไม่มีกติกากลาง

การบูรณาการ ระหว่าง…กระทรวงมหาดไทย ทหาร ตำรวจ ศอ.บต. และ กอ.รมน. ก็อาจเป็นเพียงการรวมหลายหน่วยงานไว้ในคณะกรรมการเดียว โดยไม่สามารถแก้ปัญหาคำสั่งซ้อนและความรับผิดชอบทับซ้อนได้

ความไว้วางใจที่รัฐต้องพิสูจน์ :

กรณี นายซอและ ดอเลาะ อายุ 21 ปี ซึ่งได้รับบาดเจ็บจากเหตุ ถูกยิงในอำเภอจะแนะ จังหวัดนราธิวาส เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม และเกิดข้อสงสัยว่า…อาจเกี่ยวข้องกับเฮลิคอปเตอร์ที่บินลาดตระเวน นั้น ถือเป็น “บททดสอบสำคัญ” ของความไว้วางใจ???

ฝ่ายหน่วยเฉพาะกิจนราธิวาส ยืนยันว่า…ไม่มีอาวุธประจำเครื่องและไม่มีการนำอาวุธประจำกายขึ้นไป ขณะที่ พ.อ.ภาสกร บูรณวณิช รองเลขาธิการ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า แสดงความมั่นใจว่า…ไม่ได้มีการยิงจากเฮลิคอปเตอร์ และ พร้อมให้ลงโทษทั้งทางวินัยและอาญาหากพิสูจน์ได้ว่าเจ้าหน้าที่กระทำผิด

แต่เมื่อ คณะกรรมาธิการการทหาร สภาผู้แทนราษฎร ขอระเบียบห้ามนำอาวุธขึ้นอากาศยาน บันทึกการบิน รายชื่อเจ้าหน้าที่ และข้อมูลการเบิกอาวุธ ได้รับคำตอบที่ว่า…เอกสารบางส่วนยังต้องรอผู้บังคับบัญชาพิจารณา

ประเด็นจึงมิได้อยู่เพียงว่า…ใครเป็นผู้ยิง? แต่อยู่ที่ประชาชนจะเชื่อถือกระบวนการพิสูจน์ข้อเท็จจริงของรัฐได้เพียงใด?

การประกาศความมั่นใจก่อนหลักฐานทุกด้านเปิดเผย อาจทำให้คำยืนยันของรัฐถูกมองว่าเป็นการปกป้ององค์กร มากกว่าการแสวงหาความจริง!!!

รัฐบาลไม่อาจขอให้ประชาชนเป็น “ภูมิคุ้มกัน” ของพื้นที่ ขณะที่ รัฐปิดข้อมูลซึ่งจำเป็นต่อการตรวจสอบ ความโปร่งใสจึงไม่ใช่อุปสรรคต่อความมั่นคง

แต่เป็น…ส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ความมั่นคง

นั่นเพราะ…ทุกครั้งที่รัฐตอบข้อสงสัยอย่างตรงไปตรงมา จะลดพื้นที่ของข่าวลือ ความหวาดระแวง และการชักจูงประชาชนเข้าสู่ความขัดแย้ง

สันติภาพสามโต๊ะ :

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ระบุว่า…ความสงบและความปลอดภัยเป็นหัวใจ หากไม่มีความปลอดภัย การพัฒนาด้านอื่นก็ทำได้ลำบาก พร้อมระบุว่า…มีการตั้งกลไกบูรณาการกระทรวงมหาดไทย ทหาร และตำรวจแล้ว

ขณะที่ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรมว.ต่างประเทศ ซึ่ง กำกับดูแล ศอ.บต. และดำรงตำแหน่งรองประธานสภาความมั่นคงแห่งชาติ มองว่า…การพูดคุยสันติสุขเป็นส่วนหนึ่งของการลดความรุนแรง แต่ไม่ใช่คำตอบทั้งหมด รัฐต้องยกระดับชีวิต สร้างโอกาสแก่ประชาชนและเยาวชน รวมทั้งพูดคุยประเด็นการเมืองควบคู่กัน

ภาพที่ปรากฏจึงดูเหมือน…กระบวนการสันติสุขกำลังเกิดขึ้นพร้อมกันบน 3 โต๊ะ???

โต๊ะแรก คือ…รัฐบาลกับประชาชนและตัวแทนพื้นที่

โต๊ะที่สอง คือ…รัฐบาลกับฝ่ายความมั่นคง

และ โต๊ะที่สาม คือ…คณะพูดคุยของรัฐกับกลุ่มผู้เห็นต่าง

หากทั้ง 3 โต๊ะไม่มีเป้าหมายและเส้นแบ่งอำนาจร่วมกัน ข้อตกลงจากโต๊ะหนึ่ง อาจถูกขัดขวางหรือไม่ยอมรับโดยอีกโต๊ะหนึ่ง!!??

โจทย์ของนายอนุทิน จึงไม่ใช่เพียงทำให้การพูดคุยเริ่มต้น หรืออนุมัติงบประมาณตามข้อเสนอ แต่ต้องทำให้ฝ่ายการเมือง ฝ่ายความมั่นคง และกลไกท้องถิ่นทำงานภายใต้กติกาเดียวกัน

รัฐบาลต้องกำหนดให้ชัดว่า…เรื่องใดกระจายอำนาจได้? เรื่องใดต้องตรวจสอบร่วมกัน? และเรื่องใดเกี่ยวข้องกับอธิปไตย กฎหมาย และสิทธิของประชาชนทั้งประเทศ? ซึ่งไม่อาจนำไปต่อรองเฉพาะกลุ่ม

อย่าให้สันติสุขผูกขาด :

การแก้ปัญหาชายแดนใต้ ไม่ควรกลับไปสู่…การผูกขาดอำนาจโดยส่วนกลาง  แต่ก็ไม่ควรเดินไปสู่การผูกขาดอำนาจ โดยชนชั้นนำท้องถิ่น

การมีส่วนร่วมต้องเปิดกว้างและมีตัวแทนหลากหลาย งบประมาณต้องตรวจสอบได้ ฝ่ายความมั่นคงควรเก็บความลับเฉพาะที่จำเป็นต่อการปฏิบัติ แต่การใช้อำนาจและข้อกล่าวหาต่อประชาชนต้องอยู่ภายใต้กระบวนการยุติธรรมที่น่าเชื่อถือ

ครม.สัญจรที่สงขลา ครั้งนี้ จึงเป็นมากกว่า…เวทีพัฒนาเศรษฐกิจห้าจังหวัดภาคใต้ แต่มันจะเป็น สนามสอบ ที่ว่า…รัฐบาลอนุทินจะเปลี่ยนเสียงประชาชนให้เป็นนโยบาย เปลี่ยนอำนาจความมั่นคงให้เป็นความไว้วางใจ และป้องกันไม่ให้กระบวนการสันติสุขกลายเป็นตลาดต่อรองผลประโยชน์ได้หรือไม่?

สันติสุข! ต้องไม่กลายเป็น…ราคาต่อรองเพื่อแบ่งอำนาจ และ ความมั่นคง! จะต้องไม่กลายเป็นข้ออ้างเพื่อปิดบังอำนาจ

เป้าหมายสุดท้าย! ต้องไม่ใช่เพียงทำให้…เสียงปืนเงียบ! แต่ต้องทำให้…ประชาชนทุกกลุ่มอยู่ภายใต้กติกาที่เป็นธรรม โดยไม่มีฝ่ายใดใช้ความรุนแรง ความหวาดกลัว ศาสนา หรือสถานะตัวแทนประชาชน

สร้างอาณาจักรอำนาจของตนขึ้นมาแทนที่รัฐและสังคมส่วนรวมอย่างเด็ดขาด!!!.