• เสาร์ 29 สิงหาคม 2569 เวลา 18:06 น.

‘ฮั้ว สว.’ วัดใจ กกต.

BREAKING NEWS POLITICAL

(ฝ่ายค้านชี้! ต้นทาง ‘กินรวบประเทศ’ – รัฐบาลโต้หลักฐานด้านเดียว – 14 ก.ย.ชี้! มาตรฐานองค์กรอิสระ)

ครบ 100 วัน “ระบอบสีน้ำเงิน” – “ณัฐพงษ์” ยกระดับคดี “ฮั้ว สว.” จากข้อกล่าวหาทุจริตเลือกบุคคล สู่ปัญหาการครอบงำโครงสร้างอำนาจ ขณะที่ฝ่ายรัฐบาลและผู้ถูกกล่าวหา โต้สำนวนถูกเปิดเพียงด้านเดียว ก่อน กกต.ลงมติวันที่ 14 ก.ย.นี้ เผย! วัดทั้ง “น้ำหนักหลักฐาน – ความน่าเชื่อถือ” ขององค์กรอิสระแห่งนี้

จาก “โกงเลือกคน” ถึง “ยึดกลไกรัฐ” :

เวทีผู้นำฝ่ายค้าน หัวข้อ “การเมืองไทยในวิกฤตความเชื่อมั่น: ความจริงที่สังคมต้องการคำตอบ” เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2569 ไม่ได้มีความหมายเพียงการ…ทวงถามความคืบหน้าคดีทุจริตการเลือกสมาชิกวุฒิสภาปี 2567

แต่เป็น…ความพยายามของฝ่ายค้านในการขยายภาพคดีนี้ให้กลายเป็นคำถามใหญ่ต่อโครงสร้างอำนาจการเมืองไทย

นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะ “ผู้นำฝ่ายค้าน” เชื่อมโยง…ข้อกล่าวหา “ฮั้วเลือก สว.” เข้ากับสิ่งที่เรียกว่า “ระบอบสีน้ำเงิน” โดยอธิบายว่า…หากวุฒิสภาซึ่งเป็นต้นทางในการให้ความเห็นชอบบุคคลเข้าสู่องค์กรอิสระมีปัญหาเรื่องความสุจริต กระบวนการตรวจสอบถ่วงดุลที่ต่อยอดจากวุฒิสภาชุดนั้นก็ย่อมถูกตั้งคำถามตามไปด้วย

นี่ทำให้ ประเด็นสำคัญ! ไม่หยุดอยู่ที่ว่า…ผู้สมัคร สว.รายใดได้รับโพย? ใครลงคะแนนให้ใคร? หรือ มีเงินไหลผ่านบัญชีใด?

แต่ขยายไปถึงคำถามว่า…มีเครือข่ายการเมืองกลุ่มหนึ่งสามารถจัดตั้งวุฒิสภา แล้วใช้เสียงในวุฒิสภาสร้างอิทธิพลเหนือองค์กรตรวจสอบและกลไกอำนาจรัฐหรือไม่???

“กินรวบ” หรือวาทกรรมการเมือง :

ถ้อยคำที่ว่า…“การโกง สว.คือจุดเริ่มต้นของการกินรวบประเทศ!!!” มีรากมาจากข้อสังเกตของ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง ซึ่งเคยเสนอในเวทีฝ่ายค้านก่อนหน้านี้ และถูก นายณัฐพงษ์ นำมาขยายความอีกครั้ง…

พ.ต.อ.ทวี มองว่า…หากการได้มาซึ่ง สว.ถูกจัดตั้งอย่างเป็นระบบ ผลที่ตามมาย่อมไม่จำกัดเฉพาะองค์ประกอบของวุฒิสภา เพราะ สว.มีอำนาจให้ความเห็นชอบบุคคลดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ การควบคุมต้นทางจึงอาจนำไปสู่การครอบงำปลายทาง ตั้งแต่กระบวนการตรวจสอบนักการเมืองไปจนถึงการบังคับใช้กฎหมายเลือกตั้ง

ต่อมา คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ เสริมว่า…การหยุดยั้งการกินรวบประเทศต้องจัดการทั้งการทุจริตเลือก สว.และการซื้อเสียงเลือกตั้ง สส.

ขณะที่ นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ตัวแทนจากพรรคประชาธิปัตย์ เตือนว่า…หากการสอบสวนลงเอยด้วยการเอาผิดเฉพาะผู้ปฏิบัติระดับล่าง แต่ไปไม่ถึงผู้วางระบบ ประเทศอาจเหลือเพียงรูปแบบของประชาธิปไตยที่กลไกตรวจสอบไม่สามารถทำงานได้จริง

อย่างไรก็ตาม วลีการเมืองที่ว่า…“ระบอบสีน้ำเงิน”และ “กินรวบประเทศ” ยังเป็น…กรอบวิเคราะห์และข้อกล่าวหาทางการเมือง ไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่มีคำพิพากษารับรอง!!??

การจะเปลี่ยนวาทกรรมดังกล่าวให้เป็นข้อกล่าวหาที่มีน้ำหนัก จึงต้องตอบให้ได้ ว่า…หลักฐานเชื่อมโยงจากผู้สมัคร สว.ไปถึงผู้จัดตั้ง ผู้สนับสนุนทางการเงิน และผู้มีอำนาจทางการเมืองได้ชัดเจนเพียงใด???

หลักฐานหลายชิ้น – แต่ต้องพิสูจน์เป็นรายคน :

ฝ่ายค้านและเครือข่ายภาคประชาชน โดยเฉพาะ iLaw นำเสนอข้อมูลอย่างต่อเนื่อง ทั้ง…คำให้การของอดีตผู้สมัคร การจัดกลุ่มผู้สมัคร การใช้โพยลงคะแนน การจัดที่พักและการเดินทาง ตลอดจน เส้นทางการเงินที่ถูกตั้งข้อสังเกตว่าอาจเชื่อมโยงถึงนักการเมืองและบุคคลใกล้ชิดพรรคภูมิใจไทย

ข้อมูลที่เผยแพร่ระบุว่า…ในสำนวนมีผู้ถูกกล่าวหา 229 ราย ในจำนวนนี้ มีทั้ง สว.ชุดปัจจุบัน รัฐมนตรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และ บุคคลในเครือข่ายการเมือง

แต่การ ปรากฏชื่อในสำนวน ก็ไม่ได้หมายความว่า…บุคคลทั้งหมดมีพฤติการณ์หรือหลักฐานในระดับเดียวกัน และยิ่งไม่เท่ากับได้รับการพิสูจน์ว่ากระทำผิดแล้ว!!!

จุดอ่อน! ที่…ฝ่ายค้านต้องระวัง? นั่นก็คือ…การนำหลักฐานแวดล้อมจำนวนมากมารวมกันจนเกิดภาพของ “ขบวนการ” อาจมีพลังทางการเมือง

แต่ในทางกฎหมาย ยังต้องแยกพิสูจน์การกระทำและการรู้เห็น ของ…ผู้ถูกกล่าวหาแต่ละราย ภาพถ่าย การพบปะ การเดินทางร่วมกัน หรือ ความสัมพันธ์ทางการเมือง ที่แม้อาจจะช่วย…แสดงความเชื่อมโยง แต่สิ่งเดียวนี้ อาจยังไม่เพียงพอที่จะพิสูจน์การสั่งการหรือการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์

ฝ่ายถูกกล่าวหาโต้ “ข้อมูลด้านเดียว” :

นายนภินทร ศรีสรรพางค์ จาก พรรคภูมิใจไทย เป็นหนึ่งใน “ผู้ถูกพาดพิง” ที่ออกมาชี้แจงอย่างเป็นรูปธรรม โดยยอมรับว่า…มีผู้สมัครเข้าพบจริง แต่ยืนยันว่า…ได้ปฏิเสธคำขอให้ช่วยเหลือเรื่องการเลือก สว. พร้อมอธิบายว่า…การพบปะอีกส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องการส่งเสริมการเลี้ยงไก่งวง

นายนภินทร ยังได้นำหลักฐานการเดินทางไปต่างประเทศมาโต้ข้อมูลตำแหน่งโทรศัพท์ในบางช่วง และตั้งคำถามต่อคณะไต่สวนชุดที่ 26 ว่า…เลือกให้น้ำหนักคำให้การของพยานฝ่ายกล่าวหา

แต่ไม่ได้นำพยานแก้ข้อกล่าวหามาพิจารณาอย่างเพียงพอ และยืนยันว่า…ตัวเขาพร้อมดำเนินคดีกับผู้ที่นำข้อมูลออกเผยแพร่

นายวิทยา คำพวง นายกเทศมนตรีตำบลโพนสา อำเภอท่าบ่อ จังหวัดหนองคาย ซึ่งถูกนำภาพและคลิปไปเชื่อมโยงกับเครือข่ายผู้สมัคร ก็โต้ว่า…การปรากฏตัวร่วมกับบุคคลอื่น ไม่ใช่หลักฐานว่ามีส่วนร่วมจัดตั้งหรือฮั้วลงคะแนน

ส่วน น.ส.สุขสมรวย วันทนียกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี จากพรรคภูมิใจไทย ได้ออกมาปฏิเสธเช่นกันว่า…ไม่มีเส้นทางการเงินเกี่ยวข้อง และระบุว่า…ไม่เคยถูกเรียกสอบในประเด็นเส้นเงินตามที่ถูกพาดพิง

กระนั้น คำชี้แจงเหล่านี้ ก็ไม่ได้ทำให้ข้อกล่าวหาของฝ่ายค้านหมดน้ำหนักโดยอัตโนมัติ แต่จะทำให้เห็นว่า…ทุกหลักฐานต้องถูกตรวจสอบทั้งที่มา บริบท และคำอธิบายของผู้ถูกกล่าวหา ไม่ใช่นำเสนอเฉพาะส่วนที่สนับสนุนข้อสรุปทางการเมืองด้านใดด้านหนึ่ง

“สำนวนรั่ว” ไม่ใช่ “สำนวนลวง” :

นายศุภชัย ใจสมุทร ประธานคณะทำงานด้านกฎหมายพรรคภูมิใจไทย ออกมาตั้งคำถามว่า…เอกสารซึ่งอ้างว่าเป็นส่วนหนึ่งของสำนวนไต่สวนไปอยู่ในมือฝ่ายค้านและ iLaw ได้อย่างไร?

พร้อมแสดงความเห็นว่า…การเปิดเผยคำให้การและความเห็นบางส่วนก่อน กกต.ลงมติ อาจละเมิดสิทธิผู้ถูกกล่าวหาและสร้างแรงกดดันต่อผู้พิจารณาคดี!!??

ข้อทักท้วงนี้ มีน้ำหนักในแง่กระบวนการ เพราะเอกสารในสำนวนย่อมต้องได้รับการดูแล และผู้ถูกกล่าวหามีสิทธิได้รับความเป็นธรรม!!!

แต่ต้อง แยก 2 ประเด็นออกจากกันให้ชัด! การสืบหาผู้ทำให้เอกสารรั่วเป็นเรื่องหนึ่ง ส่วน ข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานในเอกสารน่าเชื่อถือหรือไม่เป็นอีกเรื่องหนึ่ง

การพบว่า…สำนวนถูกเปิดเผยโดยมิชอบ ไม่ได้แปลว่า…เนื้อหาในสำนวนเป็นเท็จ! ขณะเดียวกัน การที่เอกสารมาจากสำนวนราชการก็ไม่ได้ทำให้ทุกข้อความในเอกสารกลายเป็นข้อเท็จจริงที่ได้รับการพิสูจน์แล้ว

กกต.ไม่ใช่ตรายางส่งศาล :

ขณะที่ ฝ่ายค้าน ยืนยันว่า…ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 226 ประกอบ พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา มาตรา 62 เมื่อมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าการเลือกไม่ได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม หน้าที่ของ กกต.คือส่งคำร้องให้ศาลฎีกาพิจารณา ไม่ใช่วินิจฉัยแทนศาลว่าผู้ถูกกล่าวหาผิดหรือบริสุทธิ์

แต่อีกด้านหนึ่ง นายวัส ติงสมิตร อดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา ชี้ว่า…เกณฑ์ในขั้นนี้ คือ “มีหลักฐานอันควรเชื่อได้” ไม่ใช่เพียง “มีเหตุอันควรสงสัย” กกต.จึงต้องตรวจสอบก่อนว่า หลักฐานเชื่อมโยงถึงการทุจริตและการรู้เห็นของผู้ถูกกล่าวหาแต่ละรายจริงหรือไม่ ไม่ใช่ส่งผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 229 รายไปศาลเพียงเพราะมีชื่ออยู่ในสำนวน

กกต.เองยืนยัน ว่า…ไม่ได้ยื้อหรือเตรียม “เป่าคดี” โดยจะใช้สำนวนของคณะไต่สวนชุดที่ 26 เป็นหลัก ส่วน ความเห็นของคณะอนุกรรมการชุดอื่นเป็นข้อมูลประกอบ และ ไม่ว่ามติสุดท้ายจะส่งศาลฎีกาหรือยกคำร้อง กรรมการแต่ละคนต้องมีเหตุผลรองรับและรับผิดชอบต่อสังคม

14 กันยายน – วันวัดมาตรฐาน :

การที่ กกต.เลื่อนการลงมติไปวันที่ 14 กันยายน 2569 โดยให้เหตุผลว่า…ต้องขอพยานหลักฐานเพิ่มเติม

ย่อมถูกตีความได้ 2 ทาง ฝ่ายหนึ่งมองว่า…เป็นความรอบคอบในคดีใหญ่ที่กระทบบุคคลจำนวนมาก อีกฝ่ายระแวงว่า…เป็นการซื้อเวลาเพื่อลดจำนวนผู้ถูกส่งศาล หรือตัดความเชื่อมโยงไม่ให้ไปถึงแกนนำทางการเมือง

ทางออกของ กกต. จึงไม่ใช่เพียงประกาศรายชื่อว่า…ใครถูกส่งหรือไม่ถูกส่งศาล? แต่ต้องอธิบายมาตรฐานการประเมินหลักฐานให้สังคมเข้าใจ โดยเฉพาะเหตุผลที่ผู้ถูกกล่าวหาซึ่งมีพฤติการณ์ใกล้เคียงกันอาจได้รับผลการพิจารณาแตกต่างกัน

หากส่งทั้งหมดโดยไม่จำแนก อาจถูกกล่าวหาว่ายอมจำนนต่อแรงกดดันทางการเมือง แต่หากยกทั้งหมดหรือเลือกดำเนินการเฉพาะบุคคลระดับล่างโดยไม่มีคำอธิบายที่หนักแน่น ข้อกล่าวหาเรื่องการตัดตอนและปกป้องเครือข่ายอำนาจจะยิ่งรุนแรงขึ้น!!!

ไม่ใช่แค่ชะตา 229 คน :

คดีนี้…จึงไม่ใช่เพียงการ ชี้ชะตาผู้ถูกกล่าวหา 229 ราย แต่เป็น การชี้วัด ว่า…ระบบตรวจสอบของประเทศยังสามารถทำงานอย่างเป็นอิสระท่ามกลางความขัดแย้งทางการเมืองได้หรือไม่?

ฝ่ายค้านมีสิทธิและหน้าที่เปิดเผยข้อสงสัยต่อสาธารณะ แต่ต้องไม่ใช้ข้อกล่าวหาแทนคำพิพากษา

ขณะที่ ฝ่ายรัฐบาลและผู้ถูกกล่าวหา มีสิทธิโต้แย้งและปกป้องชื่อเสียง แต่การดำเนินคดีกับผู้เปิดข้อมูลต้องไม่กลายเป็นเครื่องมือปิดกั้นการตรวจสอบ

ส่วน กกต.มีหน้าที่มากกว่าการรักษาความลับของสำนวน นั่นคือ…การทำให้สังคมเชื่อมั่น ว่า…ทุกชื่อถูกพิจารณาด้วยมาตรฐานเดียวกัน ไม่ว่าจะอยู่ฝ่าย “สีน้ำเงิน” “สีส้ม” หรือไม่มีสีทางการเมืองใด

วันที่ 14 กันยายนนี้ จึงอาจไม่ได้ให้คำตอบสุดท้าย ว่า…เกิดขบวนการ “ฮั้ว สว.” จริงหรือไม่?

นั่นเพราะ…ผู้วินิจฉัยชี้! ขาดยังเป็นศาลฎีกา แต่จะให้คำตอบเบื้องต้นที่สำคัญกว่า…เมื่ออำนาจทางการเมืองถูกกล่าวหาว่าเชื่อมโยงถึงองค์กรตรวจสอบ

จึงต้องจับตามองแบบไม่กระพริบว่า…ที่สุด! กกต.จะเลือกยืนอยู่กับน้ำหนักพยานหลักฐาน หรือปล่อยให้ความไม่ไว้วางใจกลืนกินความน่าเชื่อถือของตนเองไปพร้อมกับระบบการเมืองไทย!!??.