• ศุกร์ 28 สิงหาคม 2569 เวลา 17:01 น.

ดาบเนรเทศ

BREAKING NEWS POLITICAL

(รัฐไทยเลือกจะปราบ!…ต่างชาติสีเทา หรือ ‘เปิดช่องอำนาจ’ แบบเลือกเป้า?)

รัฐไทยประกาศใช้ 28 ส.ค.นี้ “ระเบียบเนรเทศฉบับใหม่” สร้างกระบวนการ “ผลักคนต่างด้าว” ที่กระทำผิดออกจากประเทศไทย เผย! ขั้นตอนชัดเจนและรวดเร็วขึ้น ท่ามกลางปัญหาทุนสีเทา นอมินี และอาชญากรรมข้ามชาติ ย้ำ! คำสั่งอาจกระทบเสรีภาพและสร้างผลที่ย้อนกลับไม่ได้ ถามตรง! อย่าคิดแค่จะเนรเทศใคร แต่ควรเปิดช่อง “ผู้ถูกกล่าวหา” มีสิทธิโต้แย้งแค่ไหน? ใครจะตรวจสอบการใช้ดุลพินิจนี้?

วันที่ 28 สิงหาคม 2569 ประเทศไทยเริ่มใช้ “ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการเนรเทศ พ.ศ. 2569” ซึ่งประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 27 สิงหาคม และกำหนดให้มีผลตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศ

ระเบียบฉบับนี้ เกิดขึ้นในช่วงที่สังคมไทยเผชิญปัญหาคนต่างด้าวและเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติหลายรูปแบบ ตั้งแต่…ทุนจีนสีเทา แก๊งคอลเซ็นเตอร์ เว็บพนันออนไลน์ การฟอกเงิน ธุรกิจนอมินี การปลอมเอกสาร ไปจนถึง การลักลอบเข้าเมืองและทำงานโดยไม่มีใบอนุญาต

“รัฐบาลอนุทิน” ให้เหตุผลว่า…ก่อนหน้านี้ประเทศไทยยังไม่มีระเบียบปฏิบัติราชการว่าด้วยการเนรเทศโดยเฉพาะ ทั้งที่การดำเนินงานต้องอาศัยความร่วมมือของหลายหน่วยงาน จึงจำเป็นต้องกำหนดขั้นตอนกลางเพื่อให้การส่งคนต่างด้าวที่กระทำผิดออกนอกราชอาณาจักรเป็นไปอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

อย่างไรก็ตาม เมื่ออำนาจดังกล่าวกระทบสิทธิในการพำนัก การทำงาน เสรีภาพ และอนาคตของบุคคล คำถามตัวโตๆ จึงไม่ได้มีเพียงว่า…“รัฐจะเนรเทศใคร?” แต่ต้องถามด้วยว่า…

รัฐใช้หลักฐานอะไร? ผู้ถูกกล่าวหาได้ชี้แจงหรือไม่? และใครตรวจสอบผู้ใช้อำนาจเนรเทศ?”

วัดพฤติการณ์ ไม่ใช่สัญชาติ :

ระเบียบฉบับนี้ ไม่ได้ระบุชนชาติใดเป็นเป้าหมาย ไม่ว่าจะเป็น…ชาวจีน กัมพูชา เมียนมา อิสราเอล รัสเซีย หรือชาติอื่น

“หลักสำคัญ” คือ…บุคคลนั้นต้องเป็น “คนต่างด้าว” และมีพฤติการณ์เข้าเงื่อนไขตามที่ระเบียบกำหนด!!!

กรณีที่อาจถูกนำเข้าสู่กระบวนการเนรเทศ ประกอบด้วย…การเข้ามาหรืออยู่ในราชอาณาจักรโดยผิดกฎหมาย การทำงานโดยผิดกฎหมาย การประกอบธุรกิจฝ่าฝืนกฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว การปลอมแปลงหรือใช้เอกสารราชการปลอม การกระทำความผิดตามกฎหมายที่มีโทษจำคุกตั้งแต่ 5 ปีขึ้นไป ตลอดจน การเป็นตัวการ ผู้ใช้ หรือผู้สนับสนุนการกระทำดังกล่าว

ตัวเลข “5 ปี” เป็นเกณฑ์ตามระเบียบฉบับประกาศใช้จริง! แม้คำชี้แจงของรัฐบาลภายหลังมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2569 จะระบุว่า…ร่างในขณะนั้นกำหนดเกณฑ์ความผิดที่มีโทษจำคุกตั้งแต่ 3 ปีขึ้นไป

นั่นแสดงว่า…ได้มีการปรับแก้สาระส่วนนี้ก่อนประกาศใช้ จึงต้องยึดข้อความในราชกิจจานุเบกษาเป็นหลัก

เมื่อพิจารณาจากฐานพฤติการณ์ กลุ่มที่สังคมเรียกว่า…“จีนเทา” ย่อมอาจเข้าสู่กระบวนการนี้ หากมีหลักฐานว่าเกี่ยวข้องกับธุรกิจผิดกฎหมาย นอมินี การพนันออนไลน์ การฟอกเงิน แก๊งหลอกลวง หรือเอกสารราชการปลอม

เช่นเดียวกับ “คนต่างด้าวชาติอื่น” ที่ลักลอบเข้าเมือง ทำงานโดยไม่มีใบอนุญาต หรือมีส่วนร่วมกับเครือข่ายอาชญากรรม

ในทางกลับกัน การตกเป็นข่าวหรือถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่า…มีพฤติกรรมไม่เหมาะสมยังไม่ควรถูกถือเป็นเหตุเนรเทศโดยอัตโนมัติ เจ้าหน้าที่ต้องแสดงให้ได้ว่าบุคคลนั้นเข้าเงื่อนไขตามกฎหมายและมีข้อเท็จจริงหรือพยานหลักฐานรองรับ

แรงงานต่างด้าวที่มีเอกสารถูกต้อง นักลงทุนที่ดำเนินธุรกิจตามกฎหมาย หรือชาวต่างชาติที่พำนักโดยชอบจึงไม่ควรถูกเหมารวมเพียงเพราะสัญชาติ การบังคับใช้โดยตั้งต้นจากเชื้อชาติแทนพฤติการณ์จะกลายเป็นการเลือกปฏิบัติ และทำลายความน่าเชื่อถือของมาตรการเสียเอง

ดาบปลายทาง ไม่ใช่ยาวิเศษ :

แม้ถูกเรียกว่า…“ดาบเนรเทศ” แต่ระเบียบนี้ ก็ไม่ใช่กฎหมายวิเศษที่แก้ปัญหาทุนสีเทา นอมินี หรืออาชญากรรมข้ามชาติได้ด้วยตัวเอง???

การตรวจจับ สอบสวน และพิสูจน์ความผิด ยังต้องอาศัย…ตำรวจ อัยการ ศาล และกฎหมายเฉพาะด้าน เช่น กฎหมายคนเข้าเมือง กฎหมายการทำงานของคนต่างด้าว กฎหมายการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว และกฎหมายป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน

ในกรณีที่ คนต่างด้าวกำลังรับโทษในเรือนจำ หน่วยงานราชทัณฑ์สามารถแจ้งข้อมูลแก่กระทรวงมหาดไทยล่วงหน้าเพื่อเตรียมกระบวนการก่อนปล่อยตัว ไม่ได้หมายความว่า…การเนรเทศจะใช้แทนการดำเนินคดีหรือการรับโทษตามคำพิพากษา

ระเบียบนี้ จึงเป็น “เครื่องมือปลายทาง” สำหรับจัดระบบการส่งต่อข้อมูล การพิจารณาคำสั่ง และการส่งตัวออกนอกราชอาณาจักร

ประสิทธิผลที่แท้จริง! ไม่ควรวัดจากจำนวนคนที่ถูกส่งออก เท่านั้น แต่ต้องดูว่า…รัฐสามารถดำเนินการถึงผู้บงการและทุนสีเทารายใหญ่ได้หรือไม่ หรือสุดท้ายกลับเข้มงวดเฉพาะแรงงานรายย่อยและผู้ไม่มีอำนาจต่อรอง

เร็วขึ้น แต่อาจสวนทางสิทธิการต่อสู้ :

ข้อดีของระเบียบใหม่ ก็คือ…การกำหนดหน่วยงานผู้รับผิดชอบ ขั้นตอนการแจ้งข้อมูล การเสนอเรื่อง และแนวทางส่งตัวกลับประเทศต้นทางหรือประเทศที่ 3 ให้ชัดเจนขึ้น ช่วยลดปัญหาความล่าช้าและความสับสนในการประสานงานระหว่างหน่วยงาน

แต่ความรวดเร็วอาจกลายเป็นความเสี่ยง? หาก ผู้ได้รับคำสั่งไม่มีเวลาเพียงพอในการเข้าถึงทนายและล่าม รับทราบเหตุผลและพยานหลักฐาน ชี้แจงข้อเท็จจริง หรือขอความคุ้มครองจากศาลก่อนถูกส่งออกนอกประเทศ

การยื่นอุทธรณ์ หรือฟ้องโต้แย้งคำสั่ง! ไม่ควรถูกเข้าใจว่า…ทำให้การเนรเทศหยุดลงโดยอัตโนมัติในทุกกรณี

ผู้ได้รับผลกระทบอาจต้องยื่นคำขอทุเลาการบังคับหรือขอคุ้มครองชั่วคราวเป็นการเฉพาะ ปัญหาสำคัญจึงอยู่ที่กระบวนการยุติธรรมจะทำงานได้ทันก่อนการส่งตัวหรือไม่???

ยิ่งไปกว่านั้น พระราชบัญญัติการเนรเทศให้อำนาจรัฐมนตรีออกคำสั่งเมื่อเห็นว่ามีความจำเป็นเพื่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน

ถ้อยคำดังกล่าว…มีขอบเขตกว้างและต้องอาศัยการตีความ หากไม่มีหลักเกณฑ์ที่โปร่งใสและการตรวจสอบอย่างจริงจัง ก็อาจเปิดพื้นที่ให้ใช้ดุลพินิจแตกต่างกันในกรณีที่มีข้อเท็จจริงใกล้เคียงกัน

เนรเทศได้ แต่ห้ามส่งกลับไปเสี่ยง :

อำนาจเนรเทศไม่ใช่อำนาจที่ปราศจากข้อจำกัด แม้ประเทศไทยไม่ได้เป็นภาคีอนุสัญญาว่าด้วยสถานภาพผู้ลี้ภัย ค.ศ. 1951 แต่ไทยมีพันธกรณีตามอนุสัญญาต่อต้านการทรมานและอนุสัญญาว่าด้วยการคุ้มครองบุคคลจากการถูกบังคับให้สูญหาย

ที่สำคัญ มาตรา 13 แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 ห้ามเจ้าหน้าที่ของรัฐขับไล่ ส่งกลับ หรือส่งบุคคลเป็นผู้ร้ายข้ามแดนไปยังอีกรัฐหนึ่ง หากมีเหตุอันควรเชื่อว่าบุคคลนั้นจะตกอยู่ในอันตรายจากการทรมาน การกระทำที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือการถูกบังคับให้สูญหาย

ดังนั้น ไม่ว่า…ระเบียบเนรเทศจะกำหนดรายละเอียดไว้มากน้อยเพียงใด? เจ้าหน้าที่ก็ยังต้องปฏิบัติตามกฎหมายระดับพระราชบัญญัติและประเมินความเสี่ยงของบุคคลแต่ละราย

การมีช่องทางส่งไปประเทศที่ 3 หรือประสานองค์การระหว่างประเทศ จึงควรเป็นส่วนหนึ่งของการคุ้มครอง มิใช่กระบวนการทางธุรการที่พิจารณาเพียงว่าจะมีประเทศใดยอมรับตัวหรือไม่???

มูลนิธิ Asylum Access Thailand (AAT) เคยเรียกร้องให้รัฐบาลทบทวนร่างระเบียบและหารือผู้เชี่ยวชาญกฎหมายระหว่างประเทศกับภาคประชาสังคม โดยกังวลว่า…ผู้ลี้ภัย ผู้แสวงหาที่พักพิง และบุคคลไร้สัญชาติอาจเข้าเงื่อนไขเรื่องการเข้าเมืองผิดกฎหมายหรือใช้เอกสารไม่ถูกต้อง แม้เหตุแห่งการเดินทางของบุคคลเหล่านั้นจะแตกต่างจากผู้ที่เข้ามาก่ออาชญากรรม

ข้อกังวลของ AAT ไม่ใช่การปฏิเสธอำนาจรัฐในการจัดการคนต่างด้าวที่กระทำผิด แต่เป็นคำถามที่ว่า…มีหลักประกันเพียงพอที่จะป้องกันการส่งบุคคลกลับไปเผชิญการทรมาน การอุ้มหาย หรืออันตรายร้ายแรงหรือไม่???

อย่างไรก็ดี แถลงการณ์ของ AAT ออกในช่วงที่ระเบียบยังเป็นร่าง ก่อนมีการประกาศฉบับสุดท้าย การนำข้อสังเกตดังกล่าวมาใช้จึงควรระบุช่วงเวลาให้ชัด และตรวจเทียบว่าข้อกังวลใดได้รับการแก้ไขแล้วหรือยังคงอยู่ในตัวบทฉบับประกาศใช้

ไม่เนรเทศไทย แต่รับผลทางอ้อม? :

ระเบียบนี้ใช้กับคนต่างด้าว ไม่ใช่บุคคลสัญชาติไทย และรัฐธรรมนูญมาตรา 39 วางหลักห้ามเนรเทศบุคคลสัญชาติไทยออกนอกราชอาณาจักร รวมทั้ง ห้ามมิให้ผู้มีสัญชาติไทยเดินทางเข้าประเทศ

ดังนั้น คนไทยที่เห็นต่างทางการเมืองไม่อาจถูกเนรเทศ โดยอาศัยระเบียบนี้โดยชอบด้วยกฎหมาย แต่ใน เชิงโครงสร้าง คนไทยก็อาจจะได้รับผลกระทบทางอ้อม หากมี…คู่สมรส หุ้นส่วน ลูกจ้าง ผู้ร่วมงาน หรือแหล่งทุนเป็นคนต่างชาติ

และ บุคคลเหล่านั้นถูกตรวจสอบสถานะการพำนัก ใบอนุญาตทำงาน หรือโครงสร้างธุรกิจ!!??

สำหรับ คนต่างชาติ ความเปราะบางมีมากกว่า??? เพราะสิทธิในการอยู่และทำงานในประเทศไทย ผูกอยู่กับวีซ่า ใบอนุญาต และการตัดสินใจทางปกครอง

หากนักลงทุน นักข่าว นักกิจกรรม หรือผู้ประกอบการต่างชาติขัดแย้งกับเจ้าหน้าที่หรือผู้มีอิทธิพล อาจเกิดข้อกังวลว่าจะถูกตรวจสอบเข้มงวดกว่าบุคคลอื่น

อย่างไรก็ตาม ณ วันที่ระเบียบเริ่มใช้ “ทีมข่าวยุทธศาสตร์” จึงยังไม่ฟันธงว่า…มาตรการนี้ถูกนำไปใช้กลั่นแกล้งผู้เปิดโปงการทุจริต คู่แข่งทางธุรกิจ หรือผู้ปฏิเสธจ่ายผลประโยชน์ เพราะต้องอาศัยหลักฐานจากกรณีจริง ข้อที่ควรจับตาคือโครงสร้างอำนาจและถ้อยคำที่เปิดกว้างจะเอื้อให้เกิดการเลือกบังคับใช้ในอนาคตหรือไม่???

การไม่ยอมจ่ายผลประโยชน์ หรือ การร้องเรียนการทุจริตไม่ใช่เหตุเนรเทศตามกฎหมาย หากมีการสร้างข้อกล่าวหา บิดเบือนข้อเท็จจริง หรือเลือกใช้กฎหมายกับบุคคลหนึ่ง ขณะที่ ปล่อยผ่านอีกบุคคลหนึ่ง เจ้าหน้าที่ผู้กระทำอาจต้องรับผิดทางวินัย อาญา และตามกฎหมายต่อต้านการทุจริต!!!

การตรวจสอบต้องเร็วทันคำสั่ง :

หลักประกันทางกฎหมายจะไม่มีความหมาย หาก…กระบวนการเนรเทศเดินหน้าเร็วกว่าการเข้าถึงความยุติธรรม

ดังนั้น รัฐไทยจึงควรกำหนดแนวปฏิบัติให้ผู้ได้รับผลกระทบรับทราบเหตุผลและข้อมูลที่ใช้พิจารณาอย่างเพียงพอ มีสิทธิพบทนายและล่าม มีโอกาสชี้แจงก่อนออกคำสั่ง และสามารถขอให้ศาลคุ้มครองชั่วคราวได้อย่างมีประสิทธิผล

ในเชิงนโยบาย รัฐไทยควรเปิดเผยข้อมูลสถิติเป็นระยะ ว่า…มีผู้ถูกเสนอชื่อและถูกเนรเทศจำนวนเท่าใด? อาศัยฐานพฤติการณ์ใด?  มีสัญชาติใด?  และมีคำสั่งใดถูกเพิกถอนหรือทุเลาการบังคับ?  

ข้อมูลเหล่านี้ จะช่วยตอบได้ว่าระเบียบถูกใช้จัดการอาชญากรรมรายใหญ่จริง หรือกำลังลงหนักกับกลุ่มที่อ่อนแอและต่อสู้คดีได้ยาก

การเปิดเผยสถิติ ก็ไม่ควรหมายถึง….การเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ถูกกล่าวหา แต่ควรเป็นข้อมูลรวมที่ทำให้สาธารณชน รัฐสภา สื่อมวลชน และองค์กรสิทธิมนุษยชนตรวจสอบรูปแบบการใช้อำนาจได้

ดาบต้องอยู่ใต้หลักนิติธรรม :

ประเทศไทยมีเหตุผลอันชอบธรรมที่จะปกป้องสังคมจากอาชญากรรมข้ามชาติ ทุนสีเทา การฟอกเงิน และผู้ที่อาศัยช่องโหว่ของระบบคนเข้าเมืองเข้ามากระทำผิด

ระเบียบที่กำหนดขั้นตอนชัดเจนอาจช่วยลดความสับสนระหว่างหน่วยงาน และป้องกันปัญหาคนต่างด้าวพ้นโทษแล้วแต่ยังไม่สามารถดำเนินการส่งตัวได้ทันเวลา

แต่กระนั้น ความมั่นคงก็ไม่ควรเป็นเหตุให้อำนาจรัฐพ้นจากการตรวจสอบ

นั่นเพราะ…เครื่องมือที่สร้างขึ้นเพื่อใช้กับอาชญากร อาจถูกนำไปใช้กับผู้เปิดโปงการทุจริต คู่แข่งทางธุรกิจ หรือบุคคลที่ไม่มีอำนาจต่อรองได้ หากขาดหลักเกณฑ์และกลไกคุ้มครองที่เข้มแข็ง

บททดสอบของระเบียบฉบับนี้ จึงไม่ใช่เพียง…ความรวดเร็วในการส่งคนออกจากประเทศ

แต่คือ…ความสามารถของรัฐในการพิสูจน์ ว่า…ทุกคำสั่งตั้งอยู่บนข้อเท็จจริง ใช้มาตรฐานเดียวกัน เปิดโอกาสให้ผู้ได้รับผลกระทบโต้แย้ง และอยู่ภายใต้การตรวจสอบที่มีประสิทธิผล

เมื่อ “ดาบเนรเทศ” เริ่มทำงานตั้งแต่วันที่ 28 สิงหาคม 2569 เป็นต้นไป “ทีมข่าวยุทธศาสตร์” ก็ต้องชวนสังคมไทย ให้ช่วยกันจับตา และตั้งคำถามถึงรัฐไทยอย่างน้อย 4 ประเด็น นั่นคือ…

ใครเป็นผู้เสนอเรื่อง?

ใช้พยานหลักฐานอะไร?

ผู้ถูกกล่าวหาได้รับโอกาสชี้แจงหรือไม่?

และ มีกลไกใดตรวจสอบคำสั่งก่อนการส่งตัวจะกลายเป็นข้อเท็จจริงที่ย้อนกลับไม่ได้?

เพราะ…การปราบต่างชาติสีเทาจะได้รับการยอมรับ ก็ต่อเมื่อ “ดาบของรัฐ” ไม่เลือกสี ไม่เลือกสัญชาติ และไม่เลือกลงเฉพาะคนที่ไม่มีอำนาจต่อรอง อย่างแท้จริงเท่านั้น!!!.