(แผนพื้นฐานปี’69 ยังแกร่ง! รื้อข้อมูลวัดความพร้อมเกษียณ พ่วงเปิดทาง ขรก.บำนาญออมต่อ มุ่งขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยยั่งยืน)
“ศรพล” สั่งตรวจสอบใหม่ ตัวเลขสมาชิก กบข. 73% มีเงินเกษียณต่ำกว่าเกณฑ์ P75 หลังพบข้อมูลเดิมอาจไม่ครอบคลุมทรัพย์สินและภาระหนี้ ย้ำ! ไม่ฟันธงจะลดเหลือสัดส่วนเท่าใดในเทอมบริหาร 4 ปี เตรียมเสนอร่างแก้กฎหมายต่อบอร์ด กบข. เปิดทางอดีตสมาชิกและขรก.บำนาญเติมเงินออมต่อ ประเมินผลตอบแทนแผนพื้นฐานทั่วไปตลอดปีนี้ ใกล้ระดับ 8.08% ณ 16 ส.ค.ที่ผ่านมา
เปิดตัววิสัยทัศน์ :
การแถลงข่าวครั้งนี้ ถือเป็นการเปิดตัว “ดร.แดง” ศรพล ตุลยะเสถียร เลขาธิการกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) ลำดับที่ 8 อย่างเป็นทางการต่อสาธารณชนเป็นครั้งแรก ภายหลังเข้ารับตำแหน่งเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2569 ก่อนจะ…โชว์วิสัยทัศน์และแนวทางการดำเนินงานของ กบข. ยุคนี้

ดร.ศรพล ประกาศวิสัยทัศน์ “สร้างอนาคตที่มั่นคงให้กับข้าราชการไทยและประเทศชาติ” โดยวาง ภารกิจหลัก 3 ด้าน ได้แก่ “ลงทุนมั่นคง เกษียณมั่นใจ เศรษฐกิจไทยยั่งยืน” ครอบคลุม…การยกระดับกระบวนการลงทุน การดูแลสมาชิกตามสถานะทางการเงินของแต่ละคน และ การใช้บทบาทนักลงทุนสถาบันสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน
แนวทางส่วนใหญ่จะเริ่มขับเคลื่อนในช่วงที่เหลือของปี 2569 ขณะที่บางโครงการจะต่อเนื่องไปถึงปี 2570 และระยะถัดไป โดยเฉพาะ การสร้างระบบนิเวศข้อมูลการเงิน การศึกษาแนวทางลงทุนแบบ Hybrid Total Portfolio Approach การยกระดับงานด้าน ESG และการผลักดันแก้ไขกฎหมายเพื่อขยายทางเลือกในการออมหลังเกษียณ
โจทย์ของ “เลขาธิการคนใหม่” จึงไม่ได้อยู่เพียงการทำให้เงินกองทุนเติบโต แต่ต้องทำให้ผลตอบแทนที่เกิดขึ้นเปลี่ยนเป็นความมั่นคงในการดำรงชีวิตหลังเกษียณของสมาชิก และสร้างประโยชน์ต่อเศรษฐกิจประเทศโดยไม่ลดทอนผลประโยชน์ของเจ้าของเงิน
เงินก้อนยังไม่พอ :
ข้อมูลที่ เลขาธิการ กบข.นำเสนอ ระบุว่า…สมาชิกที่เกษียณอายุราชการได้รับเงินก้อนจากกองทุนเฉลี่ยประมาณ 1–1.5 ล้านบาท ซึ่งยังถือว่าไม่เพียงพอต่อการสร้างความมั่นคงทางการเงิน หากต้องใช้เงินดังกล่าวรองรับการดำรงชีวิตหลังเกษียณเป็นเวลาหลายสิบปี
เส้นทางสู่ความมั่นคง! จึงต้องเริ่มจากการ…ออมเร็ว ออมให้เพียงพอ เลือกแผนลงทุนให้เหมาะกับอายุและระดับความเสี่ยง รวมถึง การบริหารภาระหนี้ก่อนถึงวัยเกษียณ
อีกตัวเลขที่ได้รับความสนใจ คือ…สมาชิกประมาณ 73% ยังมีแนวโน้มอยู่ต่ำกว่าเกณฑ์ P75 ซึ่งตามคำอธิบายในงานครั้งนี้หมายถึง การมีเงินใช้หลังเกษียณประมาณ 37,000 บาทต่อคนต่อเดือน

ยังไม่ฟันธง 50% :
เมื่อถูกถามว่า…ภายในวาระที่เหลืออีก 46 เดือน กบข.จะสามารถลดสัดส่วนสมาชิกที่ต่ำกว่า P75 จาก 73% เหลือ 60% หรือ 50% ได้หรือไม่? ดร.ศรพล ยังไม่กำหนดเป้าหมายเป็นตัวเลข แต่ระบุว่า…ต้องตรวจสอบก่อนว่า ตัวเลข 73% สะท้อนสถานะทางการเงินที่แท้จริงของสมาชิกมากน้อยเพียงใด
ข้อจำกัด คือ…ข้อมูลที่ กบข.มีอยู่ในปัจจุบัน อาจสะท้อนเฉพาะเงินที่สมาชิกออมและลงทุนอยู่ในกองทุน แต่ยังไม่ครอบคลุมทรัพย์สิน การลงทุนภายนอก รายได้อื่น และภาระหนี้ของสมาชิกแต่ละรายอย่างครบถ้วน
สมาชิกบางคนอาจมีเงินใน กบข.ไม่มาก แต่มีพอร์ตลงทุนภายนอกมูลค่า 10–20 ล้านบาท ขณะที่ สมาชิกอีกส่วนหนึ่งอาจมีเงินสะสมจำนวนมาก แต่เมื่อเกษียณแล้วต้องนำเงินก้อนไปชำระหนี้จนเหลือไม่เพียงพอต่อการดำรงชีวิต
การประเมินความพร้อมเกษียณจากยอดเงินใน กบข.เพียงด้านเดียว จึงอาจทำให้ภาพรวมคลาดเคลื่อนทั้งในทางสูงและทางต่ำ
เชื่อมข้อมูลก่อนตั้งเป้า :
ดร.ศรพล ระบุด้วยว่า…เป้าหมายแรกภายในปี 2569 คือ…การเชื่อมโยงข้อมูลกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อประเมินสถานะทางการเงินของสมาชิกให้แม่นยำขึ้น ก่อนนำตัวเลขที่ปรับปรุงแล้วกลับมาเปิดเผยและกำหนดมาตรการให้เหมาะกับสมาชิกแต่ละกลุ่ม
แนวทางดังกล่าวจะพัฒนาเป็น ระบบนิเวศข้อมูลการเงิน (Financial Data Ecosystem) ผ่านความร่วมมือกับหน่วยงานพันธมิตร เช่น กระทรวงการคลัง บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ หรือเครดิตบูโร กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และสถาบันการเงินที่เกี่ยวข้อง
หากดำเนินการได้สำเร็จ กบข.จะสามารถแยกสมาชิกออกเป็นกลุ่มที่ต้องเร่งจัดการหนี้ กลุ่มที่ควรเพิ่มเงินออม กลุ่มที่ต้องปรับแผนลงทุน และกลุ่มที่มีทรัพย์สินภายนอกเพียงพออยู่แล้ว เพื่อนำไปสู่บริการและคำแนะนำทางการเงินรายบุคคล
อย่างไรก็ตาม ภายหลังตรวจสอบค่าฐานใหม่แล้ว กบข.จำเป็นต้องกำหนดเป้าหมายที่วัดผลได้ ว่า…จะลดจำนวนสมาชิกที่มีเงินต่ำกว่า P75 ลงเหลือเท่าใด? และภายในปีใด? มิฉะนั้น ระบบข้อมูลที่พัฒนาขึ้นอาจยังไม่สามารถตอบคำถามเรื่องผลลัพธ์ปลายทางของสมาชิกได้

แผนพื้นฐาน 8.08% :
ด้าน การลงทุน ข้อมูล ณ วันที่ 16 สิงหาคม 2569 ระบุว่า…แผนลงทุนพื้นฐานทั่วไปให้ผลตอบแทนสะสมตั้งแต่ต้นปี 8.08% ขณะที่แผนสมดุลตามอายุสำหรับสมาชิกอายุต่ำกว่า 50 ปีให้ผลตอบแทน 17.23% แผนกองทุนรวมวายุภักษ์ 12.26% และแผนลงทุนตามหลักชะรีอะฮ์ 20.41%
ส่วน แผนที่เน้นสินทรัพย์เฉพาะ แผนหุ้นไทยให้ผลตอบแทน 34.69% แผนหุ้นต่างประเทศ 24.19% แผนกองทุนอสังหาริมทรัพย์ 15.79% และแผนทองคำ 5.58%
จากการสอบถามเพิ่มเติม ผู้บริหารระดับสูงของ กบข. ประเมินว่า…ผลตอบแทนแผนพื้นฐานทั่วไปตลอดปี 2569 มีแนวโน้มไม่เปลี่ยนแปลงจากระดับ 8.08% มากนัก แม้ยังต้องติดตามความผันผวนของตลาดในช่วงที่เหลือของปี
ทั้งนี้ การประเมินดังกล่าวเป็นมุมมองต่อแนวโน้ม ไม่ใช่การรับประกันผลตอบแทน และตัวเลข 8.08% เป็นผลตอบแทนของแผนพื้นฐานทั่วไป ไม่ใช่ผลตอบแทนเฉลี่ยของสมาชิกทุกแผน
เทียบฐานเดียวกัน :
โดยใน ปี 2568 กบข.สร้างผลตอบแทนเฉลี่ยรวมให้สมาชิกประมาณ 5.18% เพิ่มขึ้นจากประมาณ 3.91% ในปีก่อนหน้า แต่หากพิจารณาเฉพาะแผนพื้นฐานทั่วไป ผลตอบแทนปี 2568 อยู่ที่ 4.31%
ดังนั้น การเปรียบเทียบผลตอบแทนแผนพื้นฐานทั่วไป 8.08% ในปี 2569 ต้องเปรียบเทียบกับผลตอบแทน 4.31% ของแผนเดียวกันในปี 2568 ไม่ควรนำไปเปรียบเทียบโดยตรงกับผลตอบแทนเฉลี่ยรวม 5.18% ซึ่งเป็นผลจากสมาชิกและเงินลงทุนในหลายแผน
แม้แผนหุ้นไทยและหุ้นต่างประเทศจะสร้างผลตอบแทนสูงในช่วงต้นปี แต่สมาชิกแต่ละรายได้รับผลตอบแทนแตกต่างกันตามแผนและสัดส่วนที่เลือกลงทุน โดยใน เดือนกรกฎาคม เงินที่สมาชิกสับเปลี่ยนแผนเกือบ 40% ไหลเข้าสู่แผนหุ้นไทย สะท้อนความเชื่อมั่นต่อตลาดในประเทศที่เพิ่มขึ้น
เลขาธิการกบข. ย้ำว่า…สมาชิกควรมองการลงทุนระยะยาวและกระจายความเสี่ยง ไม่ควรเคลื่อนย้ายเงินทั้งหมดตามสินทรัพย์ที่เพิ่งให้ผลตอบแทนสูง เพราะการเข้าลงทุนหลังราคาปรับขึ้นมากแล้วอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อเงินเกษียณในช่วงที่ตลาดกลับทิศ

รับมือโลกผันผวน :
สำหรับ ช่วงครึ่งหลังของปี 2569 กบข.จับตาความเสี่ยงสำคัญ 6 ด้าน ได้แก่…ภาวะฟองสบู่ในหุ้นกลุ่ม AI และเซมิคอนดักเตอร์ ความขัดแย้งกับอิหร่านและผลกระทบต่อราคาน้ำมัน เงินเฟ้อและทิศทางดอกเบี้ย หนี้ภาครัฐและอัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาว มาตรการภาษีและความขัดแย้งทางการค้าของสหรัฐ รวมถึง ความผันผวนจากการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐ
ความเสี่ยงเหล่านี้สามารถกระทบสินทรัพย์หลายประเภทพร้อมกัน ทำให้การกระจายเงินตามประเภทสินทรัพย์แบบเดิมอาจลดประสิทธิภาพลง กบข.จึงเริ่มนำแนวคิด Hybrid Total Portfolio Approach หรือ Hybrid TPA มาประยุกต์ใช้
แนวทางดังกล่าวมองความเสี่ยงที่เชื่อมโยงกันทั้งพอร์ต แทนการพิจารณาหุ้น ตราสารหนี้ ทองคำ และสินทรัพย์ทางเลือกแยกออกจากกัน เพื่อให้สามารถปรับพอร์ตได้ยืดหยุ่นและทันต่อความเปลี่ยนแปลงมากขึ้น
ปัจจุบัน กบข.ยังไม่ได้แบ่งสัดส่วนอย่างชัดเจน ว่า…กระบวนการลงทุนเป็น TPA หรือการจัดสรรสินทรัพย์เชิงกลยุทธ์แบบเดิมเท่าใด? โดยจะศึกษาประสบการณ์จากกองทุนต่างประเทศเพิ่มเติม ก่อนนำมาปรับใช้ให้เหมาะกับโครงสร้างของ กบข.
เงินสมาชิก–เศรษฐกิจไทย :
อีกภารกิจที่ประกาศในงานดังกล่าว ก็คือ…การยกระดับ กบข.สู่ “ผู้นำด้านการลงทุนอย่างยั่งยืน” (ESG Leadership) ผ่านการบูรณาการหลักสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาลเข้ากับกระบวนการลงทุน รวมถึง การทำหน้าที่ Active Ownership เพื่อผลักดันบริษัทที่ กบข.ลงทุนให้ดำเนินธุรกิจอย่างรับผิดชอบมากขึ้น
แนวทางดังกล่าวครอบคลุมการประเมิน และเปิดเผยข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการลงทุน ตลอดจนการให้ความสำคัญกับ Net Zero, Human Rights Due Diligence และธรรมาภิบาล
อย่างไรก็ตาม การใช้เงินเกษียณของสมาชิกสนับสนุนเศรษฐกิจไทยต้องตั้งอยู่บนหลักผลตอบแทนและความเสี่ยงที่เหมาะสม โดยประโยชน์ของสมาชิกควรเป็นเงื่อนไขสำคัญที่สุดในการตัดสินใจ
หากโครงการหรือกิจการใดมีประโยชน์ต่อเศรษฐกิจ แต่ให้ผลตอบแทนต่ำกว่าทางเลือกอื่น กบข.ควรเปิดเผยหลักเกณฑ์ เหตุผล และผลลัพธ์ให้สมาชิกตรวจสอบได้ เพื่อสร้างความมั่นใจว่าเงินเกษียณจะไม่ถูกนำไปใช้ตอบโจทย์เชิงนโยบายโดยลดทอนประโยชน์ของเจ้าของเงิน

เกษียณปีละสองหมื่น :
อีกโจทย์สำคัญ ก็คือ…การดูแลสมาชิกหลังเกษียณ โดยแต่ละปีมีข้าราชการเกษียณออกจาก กบข.ประมาณเกือบ 20,000 คน โดย เลขาธิการ กบข. ยืนยันว่า…ได้เตรียมสภาพคล่องรองรับตามกระบวนการปกติ และจำนวนสมาชิกที่ทยอยเกษียณยังไม่เป็นปัญหาต่อความสามารถในการบริหารกองทุน
ภายใต้กฎหมายปัจจุบัน สมาชิกที่เกษียณหรือเกษียณก่อนกำหนดสามารถคงเงินก้อนเดิมไว้ให้ กบข.บริหารต่อ และเลือกรับเงินเป็นรายเดือนหรือรายงวดได้ โดยไม่จำเป็นต้องถอนเงินทั้งหมดออกจากกองทุนทันที
ปัญหา คือ…สมาชิกจำนวนหนึ่งอาจไม่ทราบว่ามีทางเลือกดังกล่าว ขณะที่บางส่วนจำเป็นต้องถอนเงินก้อนไปชำระหนี้ กบข.จึงเตรียมเพิ่มการให้ความรู้และประชาสัมพันธ์ประโยชน์ของการออมต่อให้ทั่วถึงมากขึ้น
ดันกฎหมายออมต่อ :
ส่วน แนวทางที่ต้องแก้กฎหมาย นั่นก็คือ…การเปิดให้อดีตสมาชิกและข้าราชการบำนาญสามารถนำเงินบำนาญบางส่วนหรือเงินใหม่เข้ามาออมและลงทุนกับ กบข.ได้ภายหลังพ้นสถานะสมาชิก
ข้อเสนอใหม่แตกต่างจากสิทธิในปัจจุบัน? ซึ่ง…เปิดให้สมาชิกคงเงินก้อนเดิมไว้ในกองทุน โดยการแก้กฎหมายจะขยายสิทธิให้ผู้เกษียณเติมเงินเข้ามาบริหารต่อได้ เพื่อเพิ่มโอกาสสร้างผลตอบแทน ลดความเสี่ยงจากการลงทุนที่ไม่เหมาะสม และลดโอกาสตกเป็นเหยื่อมิจฉาชีพทางการเงิน

ดร.ศรพล ระบุว่า…ร่างแก้ไขกฎหมายได้จัดทำขึ้นแล้ว และเตรียมนำประเด็นที่เกี่ยวข้องเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการ กบข. ซึ่งมีปลัดกระทรวงการคลังเป็นประธาน ในช่วงต้นเดือนกันยายน 2569
หลังจากนั้น จะต้อง…ผ่านกระบวนการของกระทรวงการคลัง คณะรัฐมนตรี สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา และรัฐสภาตามลำดับ โดยกระบวนการทั้งหมดอาจใช้เวลาประมาณ 2 ปี ขึ้นอยู่กับรายละเอียดและขั้นตอนทางกฎหมาย ซึ่งเลขาธิการ กบข.ยืนยันว่าจะเร่งดำเนินการให้เร็วที่สุด
3 คำมั่นต้องวัดผล :
วิสัยทัศน์ “ลงทุนมั่นคง เกษียณมั่นใจ เศรษฐกิจไทยยั่งยืน” ของ เลขาธิการ กบข.คนใหม่ มีทั้ง…เครื่องมือด้านข้อมูล การปรับกระบวนการลงทุน การขับเคลื่อน ESG การให้ความรู้ และการผลักดันแก้กฎหมายเพื่อดูแลสมาชิกหลังเกษียณ
แต่ความสำเร็จ! ไม่ควรวัดเพียงผลตอบแทนสูงในช่วงใดช่วงหนึ่ง จำนวนผู้เข้าใช้ระบบดิจิทัล จำนวนกิจกรรมให้ความรู้ หรือมูลค่าเงินที่ลงทุนสนับสนุนเศรษฐกิจประเทศ
“ลงทุนมั่นคง” จะต้องวัดจาก…ผลตอบแทนสุทธิระยะยาวเทียบกับเงินเฟ้อและความเสี่ยง
“เกษียณมั่นใจ” ต้องวัดจาก…จำนวนสมาชิกที่มีเงินเพียงพอต่อการดำรงชีวิต
และ “เศรษฐกิจไทยยั่งยืน” ต้องเกิดขึ้นโดยไม่ลดทอนผลประโยชน์ของสมาชิก
โดย ภายหลัง กบข.ตรวจสอบฐานข้อมูล 73% แล้วเสร็จ คำถามที่ต้องติดตาม ก็คือ…เลขาธิการ กบข. จะกำหนดเป้าหมายลดสมาชิกที่ต่ำกว่า P75 เหลือเท่าใด? ภายในวาระที่เหลือ และ มาตรการทั้งหมดจะช่วยให้ข้าราชการมีความมั่นคงหลังเกษียณเพิ่มขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมกี่คน?
เพราะท้ายที่สุด! ความสำเร็จของ กบข.ไม่ได้วัดจากขนาดกองทุน หรือผลตอบแทนเพียงอย่างเดียว แต่ต้องวัดจากความสามารถของสมาชิกในการรักษาคุณภาพชีวิตหลังวันเกษียณควบคู่กันไปด้วย!!!.


