• พฤหัสบดี 27 สิงหาคม 2569 เวลา 12:24 น.

Reignite Thailand พลิกทุนโลกสู่ขีดความสามารถไทย

BREAKING NEWS STRATEGIES

(เดิมพันลงมุน! เอกนิติชู FastPass – พลังงานสะอาด ตลาดทุนจุดเครื่องยนต์ใหม่ ท่ามกลางเศรษฐกิจโตต่ำและไม่ทั่วถึง)

รองนายกฯเอกนิติ แจงยอดขอส่งเสริมลงทุนครึ่งปีแรกพุ่ง 1.47 ล้านล้านบาท เผย! รัฐบาลพร้อมเปลี่ยนไทยเป็น “Trusted Connector” เชื่อมทุนโลกกับห่วงโซ่อุปทานใหม่ จับตา! โจทย์ใหญ่อาจไม่ใช่เพียงดึงเงินเข้าประเทศ แต่ต้องสร้างงาน ทักษะ เทคโนโลยี เชื่อมผู้ประกอบการไทยให้ได้รับประโยชน์จริง!!!

จุดเครื่องยนต์ลงทุน :

ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง ประกาศวิสัยทัศน์ Reignite Thailand” บนเวที Thailand Focus 2026 เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2569 วางการลงทุนเป็นเครื่องยนต์หลักในการสร้างขีดความสามารถใหม่ และยกระดับเศรษฐกิจไทยให้เติบโตได้ในระยะยาว

ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลก ทั้งความขัดแย้งทางภูมิเศรษฐศาสตร์ การแข่งขันด้านปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI การปรับห่วงโซ่อุปทาน และการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน รัฐบาลมองว่าประเทศไทยมีโอกาสก้าวขึ้นเป็น “Trusted Connector” หรือฐานการผลิตและการลงทุนที่เชื่อถือได้ สำหรับบริษัทข้ามชาติที่ต้องการเชื่อมโยงตลาดและฐานการผลิตในหลายภูมิภาค

จุดแข็งของไทยอยู่ที่ทำเลทางยุทธศาสตร์ ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับประเทศมหาอำนาจหลายขั้ว ตลอดจนโครงสร้างพื้นฐานและฐานอุตสาหกรรมเดิม ซึ่งช่วยให้ไทยสามารถวางตัวเป็นพื้นที่เชื่อมต่อการลงทุน โดยไม่จำเป็นต้องเลือกอยู่กับตลาดใดตลาดหนึ่งเพียงฝ่ายเดียว

เม็ดเงินมาแรง :

สัญญาณสำคัญ นั่นคือ…ยอดคำขอรับการส่งเสริมการลงทุน ผ่าน สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือ BOI โดยในช่วง ครึ่งแรกของปี 2569 ซึ่งมีมูลค่าประมาณ 1.47 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 37% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน

ขณะที่ เงินลงทุนจริงของโครงการที่ได้รับการส่งเสริมในช่วง 6 เดือนแรกอยู่ที่ 535,800 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 27% และคาดว่าจะก่อให้เกิดการจ้างงานคนไทยมากกว่า 630,000 ตำแหน่ง โดยกว่า 60% อยู่ในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง เช่น อิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์ ดิจิทัล ระบบอัตโนมัติ และหุ่นยนต์  

การลงทุนภาคเอกชนในไตรมาสแรกขยายตัวมากกว่า 10% และเร่งขึ้นเป็นประมาณ 14% ในไตรมาส 2 สูงสุดในรอบกว่าทศวรรษ สะท้อนว่า…แรงส่งจากอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล และวัฏจักรการลงทุนด้าน AI กำลังทำให้ภาคลงทุนกลับมามีบทบาทต่อเศรษฐกิจไทยอีกครั้ง!

3 จังหวะขับเคลื่อน :

รัฐบาลวางกรอบดำเนินนโยบายไว้ 3 ระยะ ภายใต้แนวคิด “Stabilise Today. Transition Now. Invest for Tomorrow.”

ระยะแรก คือ…การประคองเศรษฐกิจและช่วยเหลือประชาชนจากผลกระทบของราคาพลังงานอย่างตรงเป้าหมาย โดยยังรักษาวินัยการเงินการคลัง

ระยะที่สอง คือ…เร่งการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน เพื่อลดการพึ่งพาพลังงานนำเข้า และสร้างความมั่นคงให้กับระบบเศรษฐกิจในระยะยาว

ระยะที่สาม คือ..Invest for Tomorrow” การลงทุนเพื่ออนาคต โดยใช้การลงทุนภาครัฐดึงเงินทุนภาคเอกชน เร่งการลงทุนจากต่างประเทศผ่าน Thailand FastPass และใช้กลไก กรอ. ปลดล็อกอุปสรรคให้กับนักลงทุนและผู้ประกอบการไทย

รัฐบาลเตรียมใช้กลไกจากพระราชกำหนดกู้เงินผลักดันการลงทุนในพลังงานหมุนเวียน โครงข่ายไฟฟ้า การขนส่งสะอาด และอุตสาหกรรมสีเขียว พร้อมเดินหน้า Direct Power Purchase Agreement หรือการเปิดให้ผู้ผลิตและผู้ใช้ไฟฟ้าทำสัญญาซื้อขายไฟฟ้าสะอาดโดยตรง รวมถึง Third-Party Access ซึ่งเปิดให้ภาคเอกชนใช้โครงข่ายไฟฟ้าได้อย่างเป็นธรรมมากขึ้น

มาตรการเหล่านี้ไม่ได้มีมิติด้านสิ่งแวดล้อมเท่านั้น แต่กำลังกลายเป็นเงื่อนไขแข่งขันสำคัญ เนื่องจากอุตสาหกรรมข้อมูล เซมิคอนดักเตอร์ อิเล็กทรอนิกส์ และบริษัทข้ามชาติ ต่างต้องการไฟฟ้าสะอาดที่มีเสถียรภาพและสามารถตรวจสอบแหล่งที่มาได้

FastPass ปลดล็อกทุน :

ภายใต้ยุทธศาสตร์ “Invest for Tomorrow” รัฐบาลจะใช้การลงทุนภาครัฐเป็นตัวนำ เพื่อดึงเงินทุนภาคเอกชนและการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศผ่านกลไก Thailand FastPass พร้อมใช้คณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน หรือ กรอ. ช่วยแก้ปัญหาอุปสรรคของนักลงทุนไทย

FastPass ทำหน้าที่ประสานการอนุมัติจากหน่วยงานรัฐหลายแห่ง ลดระยะเวลาการออกใบอนุญาตและการเริ่มดำเนินโครงการลงประมาณ 20–50% ปัจจุบันครอบคลุมโครงการยุทธศาสตร์ 25 โครงการ และเมื่อรวมกับโครงการที่รัฐบาลเข้าไปช่วยปลดล็อก คาดว่าจะเร่งการลงทุนได้มากกว่า 700,000 ล้านบาท HKTDC Research

ดร.เอกนิติ ยังได้เปรียบระบบเศรษฐกิจเสมือนทีมฟุตบอล โดย อุตสาหกรรมแห่งอนาคต เป็น “กองหน้า” ภาครัฐและ กรอ. เป็น “กองกลาง” ทำหน้าที่ส่งต่อโอกาสและแก้ปัญหา ส่วน เสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาคกับวินัยการคลัง คือ “กองหลัง” ที่ต้องรักษาความเชื่อมั่นของประเทศ

ตัวเลขดี–เศรษฐกิจยังเปราะ :

อย่างไรก็ตาม จากที่ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ได้ฉายภาพ การลงทุนที่ขยายตัวสูงยังสวนทางกับการเติบโตของเศรษฐกิจในภาพรวมบางส่วน โดย GDP ไตรมาส 2 ปี 2569 ขยายตัวเพียง 1.9% ชะลอลงจาก 2.8% ในไตรมาสแรก และเมื่อปรับฤดูกาลแล้ว เศรษฐกิจหดตัว 0.2% จากไตรมาสก่อน

อีกทั้ง ธนาคารแห่งประเทศไทย ยังประเมินว่า…เศรษฐกิจไทยจะขยายตัว 2.3% ในปี 2569 และชะลอเหลือ 1.8% ในปี 2570 แม้ได้แรงหนุนจากการส่งออกและการลงทุนที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีและ AI แต่การเติบโตยังอยู่ในระดับต่ำและกระจายตัวไม่ทั่วถึง

ธุรกิจขนาดใหญ่สามารถปรับตัวได้ดีกว่า ขณะที่ SMEs ยังเผชิญการแข่งขันรุนแรงและเข้าถึงสินเชื่อได้จำกัด ส่วนครัวเรือนถูกกดดันจากรายได้ที่ชะลอตัว ค่าครองชีพ และภาระหนี้ ซึ่งอาจฉุดการบริโภคเมื่อมาตรการช่วยเหลือของรัฐบาลสิ้นสุดลง ธนาคารแห่งประเทศไทย

ภาพดังกล่าวสะท้อนว่า “การลงทุนโต” อาจยังไม่เท่ากับ “เศรษฐกิจฐานรากฟื้น” หากเม็ดเงินกระจุกตัวอยู่ในโครงการขนาดใหญ่ ใช้เครื่องจักรหรือชิ้นส่วนนำเข้าสูง และไม่สามารถเชื่อมโยงคำสั่งซื้อ เทคโนโลยี และรายได้ลงไปถึงผู้ประกอบการไทย

เปลี่ยนทุนเป็นความสามารถ :

รัฐบาลจึงกำหนดให้ความสำเร็จของ Reignite Thailand ต้องวัดมากกว่ามูลค่าเงินลงทุน โดยต้องพิจารณาว่าโครงการเหล่านั้นนำการวิจัย เทคโนโลยี และองค์ความรู้เข้ามาในประเทศมากน้อยเพียงใด เชื่อมธุรกิจไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลกได้หรือไม่ และสร้างงานที่มีคุณภาพให้คนไทยจริงเพียงใด?

กลไก Skill Bridge จะถูกนำมาใช้พัฒนากำลังคนแบบ demand-driven หรือฝึกทักษะตามความต้องการจริงของภาคอุตสาหกรรม เพื่อลดช่องว่างระหว่างตำแหน่งงานเทคโนโลยีขั้นสูงกับทักษะของแรงงานไทย

ขณะเดียวกัน ตลาดทุนจะเข้ามารองรับการเปลี่ยนผ่านผ่าน TISA เพื่อสร้างฐานการลงทุนระยะยาว BOI-to-IPO เพื่อผลักดันบริษัทในอุตสาหกรรมใหม่เข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ และ JUMP+ เพื่อช่วยให้บริษัทจดทะเบียนเดิมเร่งปรับโครงสร้างและยกระดับความสามารถในการแข่งขัน

บทพิสูจน์อยู่ที่คนไทย :

แนวทางทั้งหมดเชื่อมโยงกับแนวคิด “Thailand’s New Horizons: Empowering People, Building Resilience” ที่ประเทศไทยเตรียมนำเสนอในการประชุมประจำปี IMF–World Bank ช่วงปลายปี 2569

แต่บทพิสูจน์สำคัญของ Reignite Thailand จะไม่ได้อยู่ที่ยอดคำขอ BOI หรือจำนวนโครงการ FastPass เพียงอย่างเดียว หากอยู่ที่สัดส่วนการลงทุนที่เกิดขึ้นจริง ปริมาณการใช้วัตถุดิบและผู้ผลิตภายในประเทศ การถ่ายทอดเทคโนโลยี ตำแหน่งงานทักษะสูง ตลอดจนรายได้ที่กระจายไปถึง SMEs และครัวเรือน

เพราะในวันที่ เศรษฐกิจไทยยังโตต่ำและไม่ทั่วถึง เป้าหมายที่แท้จริงจึงไม่ใช่แค่การเปิดประตูรับเงินทุนโลก แต่คือ…การทำให้เงินทุนนั้นหยั่งราก สร้างขีดความสามารถใหม่ !!??.