• พุธ 26 สิงหาคม 2569 เวลา 13:26 น.

ล่าคนปล่อย! หรือปล่อยความจริง?

BREAKING NEWS POLITICAL

(สำนวนหลุด! ‘ฮั้ว ส.ว.’ – รัฐเร่งหาต้นตอ? แต่คำถามใหญ่กว่าคือ…กกต.จะส่งคดีให้ศาลพิสูจน์หรือไม่?)

เอกสารหลุดอาจต้องสอบ คนเปิดเผยอาจต้องรับผิด หากพิสูจน์ได้ว่าฝ่าฝืนกฎหมาย แต่ความผิดของคนปล่อยเอกสาร ไม่อาจลบล้างข้อสงสัยที่ปรากฏอยู่ในเอกสาร ถึงเวลาวัดใจ กกต. ที่สุด! จะยอมเปิดทางให้ศาลค้นหาความจริง หรือปล่อยคดีค้างอยู่หน้าประตูศาล???

จาก “พลีชีพ” ถึงสิทธิเปิดโปง :

การออกมาขอร้องให้ สังคมไทย เลิกเรียกตนเองว่า “พลีชีพ” ของ นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการบริหาร iLaw อาจดูเหมือนเป็นเพียงสีสันเล็ก ๆ ท่ามกลางกระแสข่าว “คดีฮั้ว” เลือกสมาชิกวุฒิสภา แต่…เบื้องหลังถ้อยคำดังกล่าวกลับสะท้อนปัญหาใหญ่ของสังคมไทยได้อย่างแหลมคม

เพราะคำว่า “พลีชีพ” แม้เริ่มต้นจากการล้อชื่อและยกย่องความกล้าหาญ แต่อีกด้านหนึ่ง กลับทำให้การเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับการทุจริตหรือการใช้อำนาจโดยมิชอบ กลายเป็นภารกิจ “เสี่ยงตาย” ของคนพิเศษ!

แทนที่จะเป็นสิทธิปกติของประชาชนในระบอบประชาธิปไตย

นายยิ่งชีพ ยืนยันว่า…การนำข้อมูลเกี่ยวกับการโกงหรือการทุจริตมาเสนอต่อสาธารณะ ไม่ควรถูกทำให้เป็นเรื่องน่ากลัว และ ผู้ที่มีความเสี่ยงมากกว่าตัวเขา คือ…พยาน ตลอดจน บุคคลภายในขบวนการ ซึ่ง…นำข้อมูลออกมาให้หน่วยงานรัฐ หรือสังคมไทยได้รับรู้!!!

เมื่อ “บก.ลายจุด” นายสมบัติ บุญงามอนงค์ ออกมายอมรับเองว่า…ตัวเขาเป็นผู้เปิดคำเรียกดังกล่าว  พร้อมกับ ออกมาขอโทษ นั่นจึงทำให้เรื่องนี้…ไม่ควรจบเพียงมุกการเมือง??? แต่ควรนำไปสู่คำถามที่ใหญ่กว่านั้น ว่า…เหตุใดคนที่เปิดเผยเบาะแสเกี่ยวกับผู้มีอำนาจ จึงต้องถูกมองว่า…กำลังเอาชีวิต หน้าที่การงาน และความปลอดภัยของตนเข้าแลก???

สอบคนปล่อย – ต้องสอบเรื่องที่ปล่อย :

หลังข้อมูลใน สำนวน คดีฮั้ว ส.ว.บางส่วน ถูกนำมาเปิดเผย กระทรวงยุติธรรมและกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) แสดงท่าทีอย่างรวดเร็วในการตรวจสอบ ว่า…

เอกสารดังกล่าวหลุดออกมาได้อย่างไร?

เป็นเอกสารจริงหรือไม่?

และ มีเจ้าหน้าที่รัฐเข้าไปเกี่ยวข้องกับการนำข้อมูลออกมาเผยแพร่หรือไม่?

DSI ยังเข้าแจ้งความต่อ กองบังคับการปราบปราม โดยให้เหตุผลว่า…การเผยแพร่ข้อมูลในสำนวนก่อนเข้าสู่การพิสูจน์ในศาลอาจสร้างความเสียหายต่อการดำเนินคดี รวมถึง อาจกระทบพยาน หลักฐาน และสิทธิของผู้ถูกกล่าวหา

เหตุผลดังกล่าว มิใช่เรื่องที่ควรถูกละเลย เพราะสำนวนสอบสวนย่อมมีทั้งข้อมูลส่วนบุคคล คำให้การของพยาน ตลอดจนหลักฐานที่ยังไม่ได้ผ่านการโต้แย้งและพิสูจน์ต่อหน้าคู่ความ การนำข้อมูลทั้งหมดออกมาเปิดเผยโดยไม่มีการกลั่นกรองอาจสร้างความเสียหายแก่บุคคลที่ยังต้องได้รับการสันนิษฐานว่าเป็นผู้บริสุทธิ์

อย่างไรก็ตาม การตรวจสอบต้นทางของเอกสารกับการตรวจสอบเนื้อหาภายในเอกสารเป็นคนละเรื่อง และต้องดำเนินการควบคู่กัน!!??

หากผู้ใดนำเอกสารออกมาโดยฝ่าฝืนกฎหมาย ก็ต้องพิจารณาความรับผิดตามพฤติการณ์และเจตนา แต่ความผิดของ…ผู้ปล่อยเอกสาร  หากมี…ก็ไม่อาจทำให้ข้อมูลในเอกสาร กลายเป็นเท็จโดยอัตโนมัติ!!!

เช่นเดียวกับประโยชน์สาธารณะของข้อมูล ก็ไม่อาจ “ลบ” ความรับผิดจากวิธีการได้มาโดยอัตโนมัติเช่นกัน ประเทศจึงต้องมี พื้นที่สำหรับคำถาม 2 ชุดพร้อมกัน นั่นก็คือ…

เอกสารหลุดออกมาได้อย่างไร?

และ เนื้อหาในเอกสารสะท้อนการฮั้วเลือก ส.ว.จริงหรือไม่?

สิ่งที่น่ากังวลกว่าการมีคำถาม 2 ชุด คือ…การที่รัฐอาจทุ่มเทกำลังทั้งหมดไปกับการค้นหา “คนทำหลุด” จนสังคมลืมค้นหาว่า “ใครทำผิด?”

หลักฐานไม่ใช่คำพิพากษา :

ข้อมูลประวัติการติดต่อทางโทรศัพท์ที่ถูกเปิดเผย ทั้งกรณี…ความเชื่อมโยงระหว่างนักการเมือง บุคคลใกล้ชิด และ ส.ว.หลายราย ย่อมสร้างข้อสงสัย? ที่ผู้ถูกพาดพิงควรออกมาชี้แจงต่อสาธารณะ

กรณีที่มีการเปิดเผยว่า บุคคลหนึ่งติดต่อกับ ส.ว.19 คน รวม 62 ครั้ง ภายในระยะเวลาประมาณ 80 วัน ซึ่ง คาบเกี่ยวกับช่วงการเลือกและการเริ่มปฏิบัติหน้าที่ของ ส.ว. ย่อมเป็นพฤติการณ์ที่สมควรได้รับการตรวจสอบ

โดยเฉพาะเมื่อ บุคคลดังกล่าว ถูกระบุว่า…มีความเชื่อมโยงกับนักการเมืองและปรากฏชื่ออยู่ในกลุ่มผู้ถูกกล่าวหาที่คณะไต่สวนเห็นว่าคดีมีมูล

แต่จำนวนครั้งของการโทรศัพท์เพียงอย่างเดียว ยังไม่ใช่คำพิพากษาว่า…บุคคลใดร่วมฮั้วเลือก ส.ว. เพราะยังต้องตรวจสอบช่วงเวลา เนื้อหาการติดต่อ ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล ตลอดจนพยานหลักฐานอื่นประกอบกัน

ผู้ถูกพาดพิงทุกคน จึงมีสิทธิ…ชี้แจงและต่อสู้คดีอย่างเต็มที่ ขณะเดียวกัน สังคมไทยก็มีสิทธิเรียกร้องคำอธิบายที่ตรงประเด็น ตรวจสอบได้ และไม่หยุดอยู่เพียงการปฏิเสธข้อกล่าวหาโดยปราศจากข้อเท็จจริงรองรับ

การเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะควรทำหน้าที่ “เปิดประตูให้ตรวจสอบ” ไม่ใช่ทำหน้าที่แทนศาล และการตั้งคำถามของสื่อหรือประชาชนต้องไม่กลายเป็นการตัดสินความผิดล่วงหน้า

229 ราย – ยังไม่ใช่ผู้กระทำผิด :

รายชื่อผู้ถูกกล่าวหา 229 คน ซึ่ง คณะไต่สวนชุดที่ 26 มีความเห็นว่า…คดีมีมูล ยังเป็นเพียงผลการพิจารณาในขั้นหนึ่ง มิใช่คำวินิจฉัยสุดท้ายของ กกต. และยิ่งมิใช่คำพิพากษาของศาล

หลักการนี้ ต้องถูกย้ำให้ชัด! เพื่อคุ้มครองสิทธิของทุกฝ่าย ไม่ว่าผู้ถูกพาดพิงจะเป็น ส.ว. นักการเมือง ผู้ช่วยนักการเมือง บุคคลในครอบครัว หรือผู้ประสานงานทางการเมือง ก็ตาม

แต่การที่บุคคลเหล่านั้น ยังไม่ใช่ผู้กระทำผิด ก็ไม่ควรถูกนำมาใช้เป็นเหตุผลให้กระบวนการตรวจสอบหยุดชะงัก!!!

นั่นเพราะหนทางพิสูจน์ว่า…ข้อกล่าวหามีน้ำหนักหรือไม่? มิใช่การเก็บสำนวนไว้ภายในสำนักงาน กกต. หากคือการนำพยานหลักฐานเข้าสู่กระบวนการที่ผู้ถูกกล่าวหาสามารถโต้แย้ง และศาลสามารถวินิจฉัยได้อย่างเปิดเผยตามกฎหมาย

การส่งเรื่องให้ศาลจึงไม่เท่ากับประกาศว่าทั้ง 229 คนมีความผิด แต่เป็นการเปิดพื้นที่ให้ข้อกล่าวหาและคำแก้ต่างได้รับการพิสูจน์โดยองค์กรที่มีอำนาจวินิจฉัย

กกต.ด่านชี้ชะตา :

สำนักงาน กกต. ออกมาปฏิเสธข่าวว่า…จะมีการประชุมลงมติคดีฮั้ว ส.ว.ในวันที่ 28 สิงหาคม 2569 พร้อมระบุเพียงแค่ว่า…กกต.ยังอยู่ระหว่างพิจารณาสำนวนและจะลงมติต่อไป โดยยืนยันว่าจะดำเนินการอย่างรอบคอบ โปร่งใส และยึดหลักกฎหมาย

คำชี้แจงดังกล่าว ช่วยแก้ข่าวเรื่องวันประชุม แต่ยังไม่ได้ตอบคำถามสำคัญว่า กกต.จะมีมติเมื่อใด จะพิจารณาพยานหลักฐานด้วยหลักเกณฑ์ใด และท้ายที่สุดจะส่งเรื่องให้ศาลพิจารณาหรือไม่?

ความรอบคอบเป็นคุณสมบัติที่จำเป็น แต่ความรอบคอบต้องไม่กลายเป็นถ้อยคำที่ใช้รองรับความล่าช้า โดยเฉพาะ คดีที่กระทบต่อความชอบธรรมของวุฒิสภาทั้งชุด และเชื่อมโยงกับการใช้อำนาจขององค์กรซึ่งมีบทบาทเลือกหรือให้ความเห็นชอบบุคคลเข้าสู่ตำแหน่งสำคัญของประเทศ

ยิ่งสำนวนมีขนาดใหญ่ มีผู้ถูกกล่าวหาจำนวนมาก และมีข้อมูลเชื่อมโยงซับซ้อน กกต.ยิ่งต้องชี้แจงขั้นตอนและกรอบเวลาให้สังคมเข้าใจ มิใช่ปล่อยให้ประชาชนต้องรอคอยโดยไม่รู้ว่าคดีเดินมาถึงจุดใด?

อย่าให้ “เอกสารหลุด” กลบคดีหลัก :

จากนี้รัฐอาจสอบพบว่า…เอกสารเป็นของจริงหรือไม่? ใครเป็นผู้นำออกมา? และผู้เผยแพร่รายใดต้องรับผิดตามกฎหมาย?

แต่ไม่ว่า…ผลการตรวจสอบจะออกมาอย่างไร? เรื่องดังกล่าวต้องไม่กลายเป็น “ม่านควัน” บดบังคดีฮั้ว ส.ว.

คำถามใหญ่ของประเท ศไม่ใช่เพียงว่า…ใครทำสำนวนหลุด? แต่คือ…กระบวนการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภาถูกจัดตั้ง บิดเบือน หรือควบคุมโดยเครือข่ายการเมืองหรือไม่?

หากไม่มีการฮั้ว ผู้ถูกกล่าวหาก็ควรได้รับโอกาสพิสูจน์ความบริสุทธิ์และล้างข้อครหาต่อหน้าศาล แต่หากมี การกระทำผิดจริง! ประเทศก็ต้องนำ…ผู้เกี่ยวข้องมารับผิด! ไม่ว่า…บุคคลเหล่านั้นจะมีตำแหน่ง มีอำนาจ หรือมีความสัมพันธ์กับฝ่ายการเมืองใด?

การค้นหาต้นตอเอกสารหลุดอาจใช้เวลาไม่นาน แต่การฟื้นความเชื่อมั่นต่อวุฒิสภา กกต. และกระบวนการยุติธรรม อาจต้องใช้เวลาอีกยาวนาน หากสังคมยังไม่ได้รับคำตอบว่าข้อกล่าวหาการฮั้วครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งของประเทศจะถูกนำเข้าสู่ศาลหรือไม่?

ถึงเวลาวัดใจ กกต. :

ประเทศไทย ไม่ควรต้องรอวีรบุรุษ “พลีชีพ” เพื่อให้ความจริงปรากฏ แต่ควรมี ระบบที่คุ้มครองผู้แจ้งเบาะแส กลั่นกรองข้อมูลที่เป็นประโยชน์สาธารณะ และรักษาสิทธิของผู้ถูกกล่าวหาไปพร้อมกัน

ผู้เปิดเผยข้อมูล…ไม่ควรถูก “ยกให้สูง” เกินจริง! และผู้ถูกพาดพิ งก็ไม่ควรถูก “ตัดสินล่วงหน้า” ผ่านกระแสสังคม

แต่หน่วยงานของรัฐ จะต้องไม่ทำให้…ผู้เปิดโปง กลายเป็นเป้าหมายสำคัญกว่า…ผู้ที่อาจอยู่เบื้องหลังการกระทำผิด!!!

วันนี้…ลูกบอลไม่ได้อยู่ที่ นายยิ่งชีพ ไม่ได้อยู่ที่ผู้ปล่อยเอกสาร และไม่ได้อยู่ที่ผู้ถูกพาดพิงฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเท่านั้น หากอยู่ในมือของ…คณะกรรมการการเลือกตั้ง!!??

กกต.ต้องตัดสินใจ ว่า…จะเก็บพยานหลักฐานจำนวนมหาศาลไว้พิจารณาภายในต่อไป หรือจะเปิดประตูให้ศาลได้ทำหน้าที่ค้นหาความจริงอย่างที่ควรเป็น???

เพราะ การส่งคดีให้ศาลไม่ใช่การตัดสิน ว่า…ใครผิด?

แต่การไม่ส่งคดีทั้งที่มีพยานหลักฐานเพียงพอ อาจทำให้ สังคมไทย ตั้งคำถามไปอีกยาวนานว่า…สิ่งที่รัฐต้องการปกป้องแท้จริงแล้วคือความลับของสำนวน หรือความลับของกระบวนการได้มาซึ่งอำนาจ

รัฐตรวจสอบคนทำเอกสารหลุดได้ แต่ต้องไม่ปล่อยให้ความจริงหลุดออกจากกระบวนการยุติธรรม

และนี่คือ…เวลาวัดใจ กกต.!!??.