(กว่า 9.3 ล้านคนไม่ผ่านเกณฑ์ – จับตา OSS 878 อำเภอ ช่วยคนจนหรือปล่อยหลุดระบบ!)
โค้งสุดท้ายก่อนปิดรับคำขอทบทวนสิทธิวันที่ 31 สิงหาคม 2569 โครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐกำลังเผชิญโจทย์สำคัญที่ใหญ่กว่าการประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนกดปุ่มในแอปพลิเคชัน เพราะตัวเลขล่าสุดสะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างของระบบคัดกรองสวัสดิการไทย ตั้งแต่ความแม่นยำของฐานข้อมูล ความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัล ไปจนถึงภาระที่ประชาชนต้องพิสูจน์ความยากจนของตนเองต่อรัฐ
นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง กำชับ ศูนย์ประสานงานเพื่อสนับสนุนการขับเคลื่อนโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 หรือ One Stop Service (OSS) ทั้ง 878 อำเภอ เร่งอำนวยความสะดวกแก่ผู้ผ่านเกณฑ์ที่ยังไม่ได้ยืนยันตัวตน และผู้ไม่ผ่านเกณฑ์ที่ต้องการขอทบทวนสิทธิ
ข้อมูลประมวลผล ณ วันที่ 20 สิงหาคม 2569 ระบุว่า…ผู้ผ่านเกณฑ์คุณสมบัติมีทั้งหมด 9,506,531 คน แบ่งเป็นผู้ยืนยันตัวตนสำเร็จแล้ว 8,812,679 คน และยังไม่ได้ยืนยันตัวตน 693,852 คน เท่ากับว่ากลุ่มผู้ผ่านเกณฑ์ดำเนินการสำเร็จแล้วประมาณร้อยละ 92.7
ด้าน ผู้ไม่ผ่านเกณฑ์มีทั้งหมด 9,309,253 คน ในจำนวนนี้กดขอทบทวนสิทธิแล้ว 4,564,683 คน แต่ยังไม่ได้ขอทบทวนอีก 4,744,570 คน หรือประมาณร้อยละ 51 ของผู้ไม่ผ่านเกณฑ์ทั้งหมด???
เมื่อนำ 2 กลุ่มมารวมกัน เท่ากับมีประชาชนเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบคุณสมบัติประมาณ 18.82 ล้านคน แต่ผ่านเกณฑ์ประมาณ 9.51 ล้านคน หรือเพียงครึ่งหนึ่งเท่านั้น!!!
นี่จึงไม่ใช่แค่…ตัวเลขผู้ตกค้าง แต่เป็นประเด็นสำคัญที่นำไปสู่คำถามที่ว่า…
ระบบคัดกรองของรัฐกำลังแยก “คนไม่จน” ออกจากโครงการได้อย่างแม่นยำ หรือกำลังทำให้ “คนจนบางส่วน” หลุดออกจากระบบเพราะข้อมูลไม่ตรงกับสภาพชีวิตจริง กันแน่!!??
9.3 ล้านคนไม่ผ่าน :
ก่อนหน้านี้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ได้ติดตามเสียงวิพากษ์วิจารณ์หลังปรากฏว่า…มีผู้ไม่ผ่านเกณฑ์กว่า 9.3 ล้านคน พร้อมกับกำชับให้กระทรวงการคลังทบทวนหลักเกณฑ์ ตลอดจนปรับกระบวนการให้สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจและข้อเท็จจริงของประชาชนมากขึ้น
ต่อมา คณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2569 เห็นชอบให้ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเดิมได้รับสิทธิต่อเนื่องถึงวันที่ 30 กันยายน 2569 และให้ผู้ผ่านเกณฑ์ในโครงการปี 2569 รวมทั้ง…ผู้ผ่านการทบทวนสิทธิ เริ่มใช้สิทธิพร้อมกันตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 เพื่อไม่ให้ประชาชนเกิดช่องว่างในการรับความช่วยเหลือ
และเป็น “โฆษกกระทรวงการคลัง” นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ออกมาระบุว่า…รัฐบาลยังให้หน่วยงานเจ้าของฐานข้อมูลปรับปรุงข้อมูลเชิงรุก เพื่อลดภาระการพิสูจน์ข้อมูลของประชาชน โดยเฉพาะกรณี นักเรียนนอกระบบ ผู้ถือหุ้นในวิสาหกิจชุมชน บัญชีหลักทรัพย์ที่ไม่มีทรัพย์สินหรือมีมูลค่าต่ำ ตลอดจน รถจักรยานยนต์อายุเกิน 15 ปี และรถยนต์หรือรถเพื่อการเกษตรอายุเกิน 20 ปี
การปรับเงื่อนไขดังกล่าวมีนัยสำคัญ เพราะเท่ากับรัฐบาลยอมรับโดยทางปฏิบัติ ว่า…การเชื่อมฐานข้อมูลในระยะแรกอาจยังไม่สามารถแยกแยะ ระหว่าง “การมีชื่ออยู่ในระบบ” กับ “การมีฐานะทางเศรษฐกิจจริง” ได้อย่างสมบูรณ์
คนมีรถเก่า ไม่ได้แปลว่า…มีกำลังซื้อสูง ขณะที่ การเคยมีบัญชีหลักทรัพย์ แต่ไม่มีทรัพย์สินหรือไม่มีการเคลื่อนไหว ก็ไม่ได้สะท้อนว่า…บุคคลนั้นมีความมั่งคั่งในปัจจุบัน เช่นเดียวกับการเป็นผู้ถือหุ้นในวิสาหกิจชุมชน ซึ่งอาจเป็นเพียงรูปแบบการรวมตัวประกอบอาชีพของชาวบ้าน ไม่ใช่การถือหุ้นในบริษัทที่มีมูลค่าทางธุรกิจสูง
ข้อมูลไม่ตรง ชีวิตสะดุด :
ปัญหาสำคัญของระบบสวัสดิการแบบเจาะจงกลุ่มเป้าหมาย ก็คือ…ข้อมูลของประชาชนถูกเก็บไว้ในหลายหน่วยงาน ทั้งข้อมูลรายได้ ภาษี เงินฝาก สินเชื่อ ที่ดิน ยานพาหนะ การศึกษา การถือหุ้น และสถานะครอบครัว
หากข้อมูลหนึ่งล้าสมัย หรือขาดรายละเอียด ระบบอาจตัดสิน ว่า…บุคคลไม่ผ่านเกณฑ์ทันที และผลักภาระให้ประชาชนเป็นฝ่ายเดินทางไปพิสูจน์หรือแก้ไขข้อมูลกับหน่วยงานเจ้าของฐานข้อมูล
ดังนั้น การเปิดศูนย์ OSS ในระดับอำเภอ จึงเป็นมาตรการที่จำเป็น แต่ยังไม่ใช่คำตอบสุดท้าย เพราะ OSS จะทำหน้าที่ได้จริงต่อเมื่อมีอำนาจประสานและติดตามการแก้ข้อมูลระหว่างหน่วยงาน ไม่ใช่เป็นเพียง “จุดรับเอกสาร” แล้วส่งประชาชนกลับไปติดต่อส่วนราชการหลายแห่งด้วยตนเอง
รัฐบาลควรกำหนดตัวชี้วัดที่ชัดเจน เช่น…
แต่ละอำเภอสามารถติดตามผู้ตกค้างได้กี่ราย?
มีคำขอใดได้รับการแก้ไขโดยไม่ต้องใช้เอกสารเพิ่มเติมกี่ราย?
และ มีประชาชนกี่รายที่ไม่สามารถดำเนินการได้เนื่องจากไม่มีสมาร์ตโฟน ไม่มีบัญชีธนาคาร เดินทางไม่ได้ หรือขาดผู้ดูแล?
ดิจิทัลต้องไม่ทิ้งใคร :
รัฐบาลเปิดช่องทางให้ประชาชน “กด” ขอทบทวนสิทธิผ่านแอปพลิเคชันเป๋าตัง แอปพลิเคชันทางรัฐ เว็บไซต์โครงการ และธนาคารที่กำหนด
แต่สำหรับผู้สูงอายุ ผู้พิการ ผู้ป่วยติดบ้านติดเตียง และประชาชนในพื้นที่ห่างไกล การมีหลายช่องทางไม่ได้หมายความ ว่า…จะสามารถเข้าถึงทุกคนได้จริง!!??
เรื่องนี้ นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เคยชี้แจงว่า…ประชาชนกลุ่มตกหล่นสามารถลงทะเบียนผ่านระบบของกรมการปกครองโดยใช้ ThaiD ส่วนผู้ที่ไม่พร้อมดำเนินการด้วยตนเองจะได้รับการนัดหมายจากเจ้าหน้าที่ในพื้นที่หรือเข้ารับความช่วยเหลือจากหน่วยรับลงทะเบียน
มาตรการนี้ ต้องถูกติดตามว่าลงไปถึงระดับครัวเรือนจริงหรือไม่? เพราะในช่วงโค้งสุดท้าย การรอให้ประชาชนเดินเข้าหา “ศูนย์บริการ” เพียงฝ่ายเดียวอาจไม่เพียงพอ โดยเฉพาะ เมื่อยังมีผู้ไม่ผ่านเกณฑ์กว่า 4.74 ล้านคนที่ไม่ได้กดขอทบทวนสิทธิ
กลไกกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน อาสาสมัครสาธารณสุข องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และหน่วยงานพัฒนาสังคม จึงควรถูกนำมาใช้ร่วมกันในการตรวจสอบรายชื่อและเข้าถึงกลุ่มเปราะบางเป็นรายบุคคล โดยต้องระมัดระวังการเปิดเผยข้อมูลส่วนตัวและไม่สร้างตราบาปแก่ผู้ขอรับสวัสดิการ
300 บาทพอหรือไม่? :
ผู้ผ่านเกณฑ์จะได้รับวงเงินซื้อสินค้าอุปโภคบริโภค 300 บาทต่อคนต่อเดือน ส่วนลดค่าก๊าซหุงต้ม 80 บาทต่อ 3 เดือน วงเงินเดินทางด้วยระบบขนส่งสาธารณะ 750 บาทต่อเดือน รวมถึง ความช่วยเหลือค่าไฟฟ้าและค่าน้ำประปาตามเงื่อนไข
แม้สวัสดิการเหล่านี้ ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายบางส่วน แต่เมื่อเทียบกับราคาสินค้า อาหาร พลังงาน และค่าเดินทางในปัจจุบัน คำถามเชิงนโยบายคือ วงเงินที่กำหนดยังสอดคล้องกับค่าครองชีพจริงหรือไม่? และประชาชนในชนบทสามารถใช้สิทธิด้านขนส่งมวลชนได้มากน้อยเพียงใด?
ผู้ที่อาศัยในพื้นที่ไม่มีรถโดยสารสาธารณะอาจไม่สามารถใช้วงเงินเดินทางได้เต็มที่ ขณะที่ ค่าอาหารและสินค้าอุปโภคบริโภค 300 บาทต่อเดือน เฉลี่ยเพียงวันละ 10 บาท จึงมีลักษณะเป็นเงินบรรเทาภาระมากกว่าจะเป็นหลักประกันรายได้ขั้นพื้นฐาน
คัดกรองต้องไม่คัดทิ้ง :
โครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ใช้ระบบตรวจสอบคุณสมบัติจากหลายฐานข้อมูล เพื่อให้เงินงบประมาณไปถึงผู้มีรายได้น้อยอย่างตรงเป้าหมาย แต่ความแม่นยำของโครงการไม่ควรวัดจากจำนวนผู้ถูกตัดสิทธิหรือจำนวนการทุจริตที่ป้องกันได้เพียงด้านเดียว!!!
รัฐต้องวัดอีกด้านด้วยว่า…มีผู้มีรายได้น้อยตัวจริงหลุดจากระบบกี่คน และประชาชนต้องเสียเวลา ค่าเดินทาง และรายได้จากการทำงานเพื่อพิสูจน์สิทธิของตนเองมากเพียงใด?
บททดสอบสำคัญก่อนวันที่ 31 สิงหาคม 2569 จึงอยู่ที่ว่า…ศูนย์ OSS ทั้ง 878 อำเภอจะสามารถลดจำนวนผู้ตกค้างกว่า 4.74 ล้านคนได้มากน้อยเพียงใด? และหลังประกาศผลทบทวนสิทธิวันที่ 30 กันยายนนี้ แล้ว รัฐบาลจะเปิดเผยข้อมูลหรือไม่ว่า…ผู้ยื่นทบทวนได้รับสิทธิกลับคืนกี่ราย และถูกตัดสิทธิด้วยเหตุผลประเภทใด?
หากมี ผู้ผ่านการทบทวนจำนวนมาก นั่นอาจสะท้อนว่า…เกณฑ์หรือฐานข้อมูลเดิมมีความคลาดเคลื่อน แต่หากผู้ไม่ขอทบทวนยังคงมีจำนวนสูง ดังนั้น รัฐบาลก็ต้องตอบให้ได้ว่า…คนเหล่านั้นไม่ประสงค์รับสิทธิจริง หรือเข้าไม่ถึงกระบวนการของรัฐ???
เพราะ…เป้าหมายของสวัสดิการแห่งรั ฐไม่ควรจบเพียงการสร้างฐานข้อมูลที่ใหญ่ขึ้น แต่ต้องทำให้แน่ใจว่า คนที่ควรได้รับความช่วยเหลือจะไม่ถูกทิ้งไว้หลังหน้าจอและเส้นตายของระบบราชการ!!!.

