• ศุกร์ 21 สิงหาคม 2569 เวลา 13:37 น.

ล้านสิทธิ์…แต่ยังไร้คำตอบ?

BREAKING NEWS POLITICAL

(TH-AI Passport สมัครพุ่งแรง! ห่วงปม ‘แก้สัญญา – การแข่งขัน – ข้อมูลคนไทยรั่ว’ กับบททดสอบใหญ่รัฐบาล!)

 
กระแสตอบรับสมัครร่วมโครงการ TH-AI Passport ทะลุเกินหลักล้าน อาจยืนยันความสนใจของคนไทย แต่อย่าใช้เป็น “ใบรับรอง” ความโปร่งใสโครงการ ท่ามกลางสารพัด “ข้อกังขา” ทั้งปมแก้เงื่อนไขหลังประกวดราคา การส่งข้อมูลไปประมวลผลต่างประเทศ และความคุ้มค่างบประมาณกว่า 1,600 ล้านบาท ที่ถึงตอนนี้ ยังไม่ได้รับคำตอบครบถ้วนจากภาครัฐ แนะรัฐบาล – ดีอี เร่งดำเนินการ 5 ข้อ

ล้านบัญชี ไม่เท่ากับล้านความสำเร็จ :

การเปิดลงทะเบียนโครงการ TH-AI Passport ตั้งแต่วันที่ 19 สิงหาคม 2569 ได้รับความสนใจอย่างรวดเร็ว ภายใน 2 วันมียอดลงทะเบียนผ่านหนึ่งล้านรายไปแล้ว จากเป้าหมายสูงสุด 5 ล้านสิทธิ์ ก่อนเปิดใช้งานแพลตฟอร์ม AiPASS อย่างเป็นทางการวันที่ 31 สิงหาคมนี้

ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนอย่างชัดเจนว่า…คนไทยสนใจเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ และต้องการโอกาสทดลองใช้โมเดล AI ระดับโลกโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายด้วยตนเอง นับเป็น สัญญาณเชิงบวกต่อการพัฒนาทักษะดิจิทัลของประเทศ ซึ่งรัฐบาลย่อมมีสิทธินำเสนอในฐานะความคืบหน้าของโครงการ

แต่ยอดลงทะเบียนยังไม่ใช่คำตอบสุดท้าย และไม่ควรถูกใช้เป็น “ใบรับรองความสำเร็จ” หรือเป็นเกราะป้องกันการตรวจสอบ เพราะผู้ลงทะเบียนยังไม่ได้เริ่มใช้บริการจริง อีกทั้งยังไม่มีข้อมูลว่า…ในจำนวนนี้จะมีผู้ใช้งานต่อเนื่องเท่าใด มีผู้ผ่านการเรียนรู้กี่คน และเกิดการเพิ่มทักษะ ผลิตภาพ รายได้ หรือโอกาสทางธุรกิจอย่างเป็นรูปธรรมเพียงใด?

การวัดผลนโยบายสาธารณะ จึงต้องไปไกลกว่าจำนวนผู้กดสมัคร ต้องแยกให้ออกระหว่าง “ผู้ลงทะเบียน” “ผู้ใช้งานจริง” และ “ผู้ที่ได้รับประโยชน์จริง”

หากรัฐบาลรายงานเฉพาะตัวเลขแรก แต่ไม่เปิดเผยสองตัวเลขหลัง สังคมก็อาจได้เห็นเพียงความสำเร็จทางการประชาสัมพันธ์ โดยยังไม่สามารถประเมินความสำเร็จทางนโยบายได้

ยอดสมัคร ไม่ลบข้อสงสัย :

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ระหว่างปฏิบัติภารกิจที่กรุงแคนเบอร์รา ประเทศออสเตรเลีย สนับสนุนการเดินหน้า TH-AI Passport โดยมองว่า…โครงการจะช่วยยกระดับและปรับทักษะคนไทย รองรับผลกระทบจาก AI ที่กำลังเข้ามาทดแทนทั้งแรงงานทั่วไปและแรงงานสมอง พร้อมยกจำนวนผู้ลงทะเบียนเป็นเครื่องสะท้อนความต้องการของประชาชน

แนวคิดเรื่องการ Upskill และ Reskill เป็นสิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้ ประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งสร้างความสามารถด้าน AI ให้กับนักเรียน คนทำงาน ผู้ประกอบการ และหน่วยงานภาครัฐ

อย่างไรก็ตาม “ความจำเป็นของนโยบาย” กับ “ความถูกต้องของกระบวนการ” เป็นคนละเรื่องกัน!!!

โครงการที่มีวัตถุประสงค์ดี ไม่ได้หมายความว่า…กระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง การแก้ไขสัญญา การคุ้มครองข้อมูล และการเบิกจ่ายงบประมาณ จะไม่ต้องถูกตรวจสอบ ตรงกันข้าม! โครงการที่เกี่ยวข้องกับประชาชนถึง 5 ล้านคนและใช้งบประมาณกว่า 1,600 ล้านบาท ยิ่งต้องมีมาตรฐานความโปร่งใสสูงกว่าปกติ

รัฐบาลจึงไม่ควรใช้ยอดลงทะเบียนตอบแทนคำถามเรื่อง TOR และไม่ควรใช้ความนิยมของโครงการตอบแทนข้อสงสัยเรื่องข้อมูลส่วนบุคคล เพราะตัวเลขความสนใจของประชาชนไม่สามารถทำให้ข้อบกพร่องทางกฎหมายหรือสัญญา – หากมีอยู่จริง – หายไปได้

เปลี่ยนกติกา ใครได้เปรียบ? :

ข้อสังเกตสำคัญของฝ่ายค้าน ทั้ง พรรคประชาธิปัตย์ และ พรรคประชาชน อยู่ที่…การปรับเงื่อนไขหลังการประกวดราคาและลงนามสัญญาแล้ว โดยรัฐบาลเคยชี้แจงว่า…TOR ไม่สามารถย้อนกลับไปแก้ไขได้ สิ่งที่ดำเนินการภายหลังเป็นการบริหารสัญญา การเจรจากับคู่สัญญา หรือการจัดทำเอกสารแนบท้ายเพื่อให้รัฐและประชาชนได้รับประโยชน์เพิ่มขึ้น

ในหลักการ กฎหมายจัดซื้อจัดจ้างเปิดช่องให้หน่วยงานรัฐแก้ไขสัญญาได้ หากมีความจำเป็น เพื่อไม่ให้รัฐเสียประโยชน์ หรือเพื่อประโยชน์สาธารณะ แต่การแก้ไขต้องอยู่ภายในวัตถุประสงค์เดิม มีเหตุผล มีอำนาจอนุมัติถูกต้อง และต้องไม่กลายเป็นการเปลี่ยนสาระสำคัญของการแข่งขัน

คำถามจึงไม่ใช่เพียงว่า…“แก้สัญญาได้หรือไม่?” แต่ต้องถามว่า “แก้อะไร? ใครได้ประโยชน์? และหากคู่แข่งรู้เงื่อนไขใหม่นี้ตั้งแต่ต้น ผลการแข่งขันจะเปลี่ยนไปหรือไม่?”

หากเงื่อนไขเดิมกำหนดภาระสูง ระยะเวลาส่งมอบสั้น รูปแบบการใช้งานไม่จำกัด หรือวิธีจ่ายเงินแบบหนึ่ง จนผู้ประกอบการบางรายไม่สามารถเสนอราคาได้ แต่ภายหลังรัฐกลับผ่อนคลายภาระ ขยายเวลา ลดระดับบริการ หรือเปลี่ยนวิธีจ่ายให้แก่ผู้ชนะเพียงรายเดียว

ผู้เสนอราคารายอื่นย่อมมีสิทธิตั้งคำถาม ว่า…หากได้รับโอกาสแข่งขันภายใต้เงื่อนไขใหม่ ตนอาจเสนอราคาต่ำกว่า หรือให้บริการที่ดีกว่าได้หรือไม่?

ในทางกลับกัน! หากการแก้ไขทำให้ผู้ชนะต้องรับภาระเพิ่ม ให้สิทธิประชาชนมากขึ้น โดยไม่เพิ่มวงเงินและไม่ลดมาตรฐาน การแก้ไขนั้นอาจอธิบายได้ว่าเป็นประโยชน์แก่รัฐ

ข้อเท็จจริงทั้งหมดจึงต้องพิสูจน์ด้วยเอกสาร ไม่ใช่คำรับรองทางการเมือง!!??

รัฐบาลควรเปิดเผย TOR ฉบับประกวดราคา ข้อเสนอของผู้ชนะ สัญญาฉบับลงนาม และเอกสารแก้ไขหรือแนบท้ายสัญญาทุกฉบับ เพื่อให้สังคมเปรียบเทียบได้ว่าเงื่อนไขใดถูกเพิ่ม ลด หรือเปลี่ยนแปลง และการเปลี่ยนนั้นมีผลต่อราคา ต้นทุน ความเสี่ยง และการแข่งขันอย่างไร?

ก่อนมีผลตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ยังไม่ควรฟันธงว่าการแก้ไขดังกล่าวเป็นความผิดสำเร็จแล้ว แต่ก็ไม่อาจลดทอนข้อสงสัยนี้ให้เหลือเพียงความเห็นต่างทางการเมืองได้เช่นกัน

ประมวลผล ไม่เท่ากับต่อยอด :

อีกประเด็นหนึ่งที่ รัฐบาลต้องชี้แจงให้แม่นยำ นั่นคือ ความหมายของคำว่า “ประมวลผล” และ “นำไปต่อยอด”

นายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ระบุว่า…สัญญาห้ามผู้ให้บริการนำข้อมูลไปประมวลผลต่อยอด หรือเก็บข้อมูลไว้ใช้เรียนรู้และพัฒนาโมเดล พร้อมยืนยันว่าข้อมูลส่วนบุคคลได้รับการคุ้มครองและจัดเก็บอยู่ในประเทศไทย

แต่ในทางเทคนิค การใช้ AI จำเป็นต้องมีการประมวลผลอยู่แล้ว เมื่อผู้ใช้ป้อน Prompt อัปโหลดเอกสาร ภาพ เสียง หรือข้อมูลอื่น ระบบต้องส่งข้อมูลเหล่านั้นให้โมเดลอ่าน วิเคราะห์ และสร้างคำตอบกลับมา กระบวนการทั้งหมดถือเป็น “การประมวลผล” แม้ผู้ให้บริการจะไม่เก็บข้อมูลไว้หลังเสร็จงานก็ตาม

ส่วนการ “ต่อยอด” หมายถึง การนำข้อมูลไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์อื่นภายหลัง เช่น ฝึกหรือปรับปรุงโมเดล วิเคราะห์พฤติกรรมผู้ใช้ สร้างฐานข้อมูลภาษาไทย พัฒนาผลิตภัณฑ์ ทำการตลาด หรือแสวงหาประโยชน์เชิงพาณิชย์

ดังนั้น การห้ามนำข้อมูลไปต่อยอด ไม่ได้แปลว่า…ไม่มีการส่งข้อมูลไปประมวลผลต่างประเทศ และ การห้ามใช้ข้อมูลฝึกโมเดล ก็ไม่ได้แปลว่า…ไม่มีการเก็บข้อมูลชั่วคราว การจัดทำบันทึกการใช้งาน หรือการส่งต่อให้ผู้ประมวลผลช่วงรายอื่น

คำยืนยันว่า…“ข้อมูลอยู่ในประเทศไทย” จึงต้องแจกแจงให้ชัดว่า…หมายถึงข้อมูลสมัครและยืนยันตัวตนเท่านั้น หรือรวมถึง Prompt ไฟล์ที่อัปโหลด คำตอบ ประวัติการใช้งาน และข้อมูลพฤติกรรมทั้งหมดด้วย

หาก Prompt ต้องเดินทางไปยังระบบของ ChatGPT, Claude, Gemini หรือโมเดลต่างประเทศเพื่อสร้างคำตอบ ข้อมูลส่วนนั้นย่อมถูกส่งไปประมวลผลนอกประเทศไทย เว้นแต่ผู้ให้บริการติดตั้งโมเดลและโครงสร้างประมวลผลไว้ในประเทศไทยสำหรับโครงการนี้โดยเฉพาะ

นี่ไม่ใช่ข้อกล่าวหา? แต่เป็นคำถามทางเทคนิคที่รัฐบาลสามารถยุติข้อสงสัยได้ด้วยการเปิดเผยแผนผังการไหลของข้อมูล หรือ Data Flow ของแต่ละโมเดล

ยินยอม หรือจำต้องยอม? :

เงื่อนไขการใช้งานของแพลตฟอร์มยังนำไปสู่คำถามเรื่องความยินยอม หากระบบไม่สามารถสร้างคำตอบได้เมื่อผู้ใช้ไม่ยินยอมให้ส่งข้อมูลไปยังโมเดลที่เลือก ความยินยอมนั้นอาจไม่ใช่ทางเลือกอย่างแท้จริง แต่เป็นเงื่อนไขบังคับสำหรับผู้ที่ต้องการใช้บริการ

รัฐบาลจึงควร แยกความยินยอมอย่างน้อย 2 ส่วนออกจากกัน นั่นคือ…การยินยอมให้ตรวจสอบตัวตนและคุณสมบัติของผู้สมัคร กับ การยินยอมให้ส่งเนื้อหาไปประมวลผลโดยบริษัท AI แต่ละราย

ประชาชนควรรู้ก่อนใช้งานว่า…โมเดลใดประมวลผลข้อมูลในประเทศใด? เก็บข้อมูลนานเพียงใด? มีบุคลากรเข้าถึงข้อมูลได้หรือไม่? ส่งต่อบริษัทในเครือหรือผู้รับจ้างช่วงหรือไม่? และมีกระบวนการลบข้อมูลอย่างไร?

การเขียนเพียงว่า…“ยินยอมตาม PDPA” ไม่เพียงพอ หากประชาชนไม่สามารถเข้าใจเส้นทางและวัตถุประสงค์ของข้อมูลที่ตนกำลังส่งออกไป

Active User เงินเดินตามคนใช้ :

การเปลี่ยนรูปแบบการจ่ายเงินมาเป็น Pay per Active User อาจช่วยลดความเสี่ยงจากการเหมาจ่ายเต็มจำนวน หากประชาชนสมัครแล้วไม่ใช้งาน แต่ในอีกด้านหนึ่ง Active User กำลังจะกลายเป็นตัวเลขสำคัญในการเบิกจ่ายงบประมาณ

รัฐจึงต้องเปิดเผยว่า…ผู้ใช้งานแบบใดจึงถูกนับเป็น Active User การล็อกอินครั้งเดียว การส่ง Prompt หนึ่งครั้ง การเข้าเรียนหลักสูตร หรือการรับสิทธิ์ Creator ฟรี ถือว่าเป็นการใช้งานที่รัฐต้องจ่ายเงินแล้วหรือไม่?

หากผู้สมัครหนึ่งคนใช้หลายโมเดล จะถูกนับหนึ่งคนหรือหลายรายการ และใครเป็นผู้ตรวจสอบข้อมูล Log ที่นำมาใช้ประกอบการเบิกจ่าย

หากไม่มีหลักเกณฑ์ที่ชัดเจน ยอดลงทะเบียนซึ่งวันนี้ถูกใช้เป็นตัวเลขประชาสัมพันธ์ อาจกลายเป็นฐานของภาระงบประมาณในวันหน้า โดยประชาชนไม่สามารถตรวจสอบได้ว่าเงินแต่ละบาทสัมพันธ์กับการใช้งานและผลลัพธ์จริงอย่างไร?

เปิดสัญญา ก่อนเปิดระบบ :

ก่อนเปิดใช้ AiPASS อย่างเป็นทางการ รัฐบาลและกระทรวงดิจิทัลฯ ควรดำเนินการอย่างน้อย 5 ประการ

ประการแรก เปิดเผยสัญญาและเอกสารแนบท้าย โดยปกปิดเฉพาะความลับทางการค้าที่จำเป็น ไม่ควรใช้ PDPA หรือข้ออ้างทางธุรกิจปิดกั้นสาระสำคัญเกี่ยวกับงบประมาณและการคุ้มครองข้อมูล

ประการที่สอง เปิดเผย Data Flow ว่า…ข้อมูลแต่ละประเภทถูกส่งไปที่ใด? ใครเป็นผู้ควบคุมและประมวลผล รวมถึงระยะเวลาเก็บรักษา?

ประการที่สาม เปิดเผยสัญญาหรือหลักประกันกับผู้ให้บริการ AI ทุกค่าย โดยเฉพาะข้อห้ามใช้ข้อมูลฝึกโมเดล วิเคราะห์พฤติกรรม หรือแสวงหาประโยชน์เชิงพาณิชย์ พร้อมบทลงโทษเมื่อฝ่าฝืน

ประการที่สี่ เปิดเผยหลักเกณฑ์ Active User สูตรคำนวณราคา และระบบตรวจสอบการเบิกจ่ายโดยหน่วยงานอิสระ

ประการที่ห้า กำหนดตัวชี้วัดผลลัพธ์ ไม่ใช่เพียงยอดสมัครหรือยอดล็อกอิน แต่ต้องวัดทักษะที่เพิ่มขึ้น ผลิตภาพ รายได้ ธุรกิจใหม่ และการลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึง AI

สำหรับประชาชน ควรใช้แพลตฟอร์มด้วยความระมัดระวัง! ไม่ป้อนเลขบัตรประชาชน ข้อมูลสุขภาพ การเงิน ความลับทางธุรกิจ เอกสารราชการ ต้นฉบับงานวิจัย หรือข้อมูลของบุคคลอื่น จนกว่ารัฐจะเปิดเผยระบบคุ้มครองข้อมูลอย่างครบถ้วน

AI ต้องฉลาด รัฐต้องโปร่งใส :

TH-AI Passport อาจเป็นโอกาสสำคัญในการเปิดประตูให้คนไทยเข้าถึงเทคโนโลยีระดับโลก แต่การเข้าถึง AI ไม่จำเป็นต้องแลกกับมาตรฐานการจัดซื้อจัดจ้างที่ลดลง หรือความคลุมเครือเรื่องข้อมูลส่วนบุคคล

ความสำเร็จของโครงการ จึงไม่ควรวัดจากจำนวนคนที่กดลงทะเบียนเพียงอย่างเดียว แต่ต้องวัดจากจำนวนคนที่ใช้งานจริง ทักษะที่เพิ่มขึ้น เงินที่รัฐจ่ายจริง ความเป็นธรรมต่อผู้ประกอบการทุกราย และหลักประกันว่าข้อมูลของคนไทยจะไม่ถูกใช้เกินวัตถุประสงค์

ในโลกที่ AI เรียนรู้จากข้อมูล รัฐบาลต้องไม่ปล่อยให้ประชาชนเป็นเพียงผู้มอบข้อมูล โดยไม่มีสิทธิรู้ว่าข้อมูลของตนเดินทางไปที่ใด?

เพราะยิ่งเทคโนโลยีฉลาดขึ้นเท่าใด การบริหารประเทศยิ่งต้องโปร่งใสมากขึ้นเท่านั้น!!!.