• พุธ 19 สิงหาคม 2569 เวลา 19:06 น.

ศึกชิงความเชื่อมั่น!

BREAKING NEWS POLITICAL

(‘รัฐบาล’ เร่งดับวิกฤตน่าน ‘ฝ่ายค้าน’ รุกปมกากพิษปราจีนฯ วัดฝีมือการเมืองจาก “คำสั่ง” ถึง “ต้นเหตุ”)

ฝนถล่มน่าน! ทำฝ่ายรัฐบาลเปิดเกมบัญชาการภัยพิบัติ ขณะที่ “ณัฐพงษ์” ลงพื้นที่ปราจีนบุรี ตรวจโรงงาน–กากอุตสาหกรรมและรับฟังเสียงค้านการขยาย EEC จับตา “2 พื้นที่ต่างปัญหา” แต่สะท้อนโจทย์เดียวกันว่า การเมืองไทยจะหยุดอยู่ที่การเยียวยาหลังเกิดเหตุ หรือยกระดับไปสู่การป้องกันความเสี่ยงก่อนประชาชนต้องรับเคราะห์

ภัยมา การเมืองขยับ :

ความเคลื่อนไหวของนักการเมืองในช่วงนี้ อาจมองเผินๆ ว่าเป็นเพียง “ภาพคุ้นตา?”

“นายกรัฐมนตรี” สั่งการให้รัฐมนตรีลงพื้นที่ และ “ผู้นำฝ่ายค้าน” รับฟังปัญหาชาวบ้าน แต่หากพิจารณาในเชิงยุทธศาสตร์ ทั้งเหตุ…อุทกภัยที่จังหวัดน่าน และ ปัญหากากอุตสาหกรรมที่จังหวัดปราจีนบุรี กำลังกลายเป็น “สนามวัดความสามารถ” ของ ฝ่ายการเมือง…ในการบริหาร “ความเสี่ยง” ที่ประชาชนต้องเผชิญ

ด้านหนึ่งคือ ภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ต้องแข่งกับเวลาเพื่อรักษาชีวิตและทรัพย์สิน อีกด้านคือ ภัยสิ่งแวดล้อมที่ค่อยๆ สะสม จากโรงงาน การลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรม และช่องโหว่ในการบังคับใช้กฎหมาย

ภัยทั้ง 2 ประเภทต่างกัน แต่มีจุดร่วมสำคัญ นั่นคือ…ประชาชนไม่ได้สนใจเพียงว่านักการเมืองคนใดเดินทางมาถึงพื้นที่ก่อน แต่ต้องการรู้ว่ารัฐจะป้องกันความเสียหาย ช่วยเหลือผู้ประสบภัย และทำให้ผู้ก่อปัญหารับผิดชอบได้จริงหรือไม่???

นายกฯ บัญชาการไกล :

สถานการณ์น้ำท่วมอำเภอปัว จังหวัดน่าน ทำให้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ซึ่งอยู่ระหว่างปฏิบัติภารกิจในออสเตรเลีย ต้องแสดงบทบาทบัญชาการจากระยะไกล ผ่านปลัดกระทรวงมหาดไทย ผู้บริหารจังหวัด และรองนายกรัฐมนตรีที่กำกับดูแลภาคเหนือ

สารทางการเมืองที่นายกรัฐมนตรีต้องการส่งออกมาค่อนข้างชัด คือ แม้ตัวจะอยู่ต่างประเทศ แต่กลไกรัฐยังทำงาน โดยเฉพาะการประกาศพื้นที่ภัยพิบัติ การให้อำนาจจังหวัดดำเนินการช่วยเหลือโดยไม่ต้องรอส่วนกลาง การตั้งศูนย์พักพิง ตลอดจนการจัดหาอาหาร เครื่องนุ่งห่มและยารักษาโรค

การเน้นย้ำเรื่องคุณภาพอาหารและการดูแลประชาชนไม่ให้เกิดภาพซ้ำจากน้ำท่วมครั้งก่อน เป็นความพยายามแสดงให้เห็นว่ารัฐบาลรับฟังเสียงวิจารณ์และนำบทเรียนเดิมมาปรับปรุง

แต่ “จุดแข็ง!” ของการสั่งการจากส่วนกลาง ก็เป็น “จุดเสี่ยง” ทางการเมืองในเวลาเดียวกัน เพราะประชาชนไม่ได้ประเมินรัฐบาลจากจำนวนคำสั่งหรือจำนวนหน่วยงานที่ถูกระดม แต่จะวัดจากผลลัพธ์ว่า

ความช่วยเหลือไปถึงผู้ประสบภัยเร็วเพียงใด?

ถนนที่ถูกตัดขาดได้รับการแก้ไขหรือไม่?

และ กลุ่มเปราะบางได้รับการอพยพทันเวลาหรือเปล่า?

คำสั่งจึงเป็นเพียง “จุดเริ่มต้น!” ส่วนความเชื่อมั่นจะเกิดขึ้นต่อเมื่อ…คำสั่งนั้นแปรเปลี่ยนเป็นความช่วยเหลือที่ประชาชนสัมผัสได้จริง

“เจเศรษฐ์” ยึดพื้นที่ปฏิบัติการ :

ขณะที่ นายกรัฐมนตรีทำหน้าที่บัญชาการในระดับนโยบาย นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รมช.มหาดไทย วางบทบาทตัวเองในฐานะฝ่ายปฏิบัติ ด้วยการสั่งตั้งศูนย์บัญชาการของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ระดมเครื่องมือและเครื่องจักรจากจังหวัดใกล้เคียง พร้อมเตรียมลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์ด้วยตัวเอง

การใช้ Cell Broadcast แจ้งเตือนประชาชน รวมถึง การเฝ้าระวังพื้นที่ต่อเนื่องในน่าน แพร่และพะเยา สะท้อนว่า…รัฐบาลไม่ได้มองเฉพาะพื้นที่ซึ่งเกิดน้ำท่วมแล้ว แต่กำลังติดตามทิศทางมวลน้ำและฝนสะสมที่อาจขยายวงความเสียหาย

ในทางยุทธศาสตร์ นี่คือ…การแบ่งบทบาทภายในรัฐบาลอย่างเหมาะสม นายกรัฐมนตรีกำกับภาพรวม ขณะที่รัฐมนตรีซึ่งรับผิดชอบโดยตรงเข้าคุมปฏิบัติการในพื้นที่ ลดช่องว่างระหว่างศูนย์บัญชาการกับหน่วยช่วยเหลือประชาชน

อย่างไรก็ตาม ภาพรัฐมนตรีลงพื้นที่จะมีคุณค่าก็ต่อเมื่อช่วยปลดล็อกปัญหาที่เจ้าหน้าที่ระดับพื้นที่จัดการเองไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นการขาดเรือ เครื่องจักร เส้นทางลำเลียงอาหาร งบฉุกเฉิน หรือการประสานข้อมูลระหว่างจังหวัด หากการลงพื้นที่มีเพียงการรับฟังรายงานและให้สัมภาษณ์ ก็ยากจะสร้างความแตกต่างจากการเมืองแบบเดิม

“ไชยชนก” คุมข้อมูลเตือนภัย :

อีกกลไกหนึ่งที่ เสริมภาพการรับมือของรัฐบาล คือ บทบาทของ นายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ที่ออกมาระบุว่า กระทรวงดีอีได้ประสานกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กระทรวงมหาดไทย สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเตรียมรับมือฝนหนัก น้ำป่าไหลหลากและดินถล่มในภาคเหนือตอนบน โดยใช้ข้อมูลจากกรมอุตุนิยมวิทยาเป็นส่วนสำคัญในการแจ้งเตือนประชาชน

บทบาทของกระทรวงดีอีในวิกฤตครั้งนี้ จึงไม่ได้อยู่ที่การลงพื้นที่ช่วยเหลือโดยตรง แต่เป็น…การเชื่อมข้อมูลพยากรณ์อากาศ สถานการณ์น้ำ และคำเตือนประชาชนเข้ากับฝ่ายบัญชาการและฝ่ายปฏิบัติ โดยเฉพาะ คำเตือนให้ระมัดระวังการเดินทางระหว่างวันที่ 17–21 สิงหาคม ซึ่งภาคเหนือตอนบนมีความเสี่ยงจากลมกรรโชกแรง ฝนตกหนักและดินถล่ม!

ในเชิงยุทธศาสตร์ รัฐบาลกำลังวางระบบรับมือภัยพิบัติเป็น 3 ชั้น

นายกรัฐมนตรีกำกับนโยบาย

นายเจเศรษฐ์คุมกำลังและเครื่องจักรในพื้นที่

ขณะที่ นายไชยชนกเชื่อมข้อมูลและระบบเตือนภัย

หากทั้ง 3 ส่วนทำงานสอดประสานกัน ย่อมช่วยลดช่องว่างระหว่าง “รู้ว่าจะเกิดภัย” กับ “เข้าช่วยเหลือได้ทันเวลา”

อย่างไรก็ตาม คำยืนยันของ รัฐมนตรีดีอี ที่ว่า…รอบนี้จะรับมือได้ดีกว่าครั้งที่ผ่านมา

สิ่งนี้…ยังต้องพิสูจน์ด้วยความครอบคลุมและความรวดเร็วของคำเตือน ตลอดจน การนำข้อมูลไปใช้กับการอพยพจริง เพราะข้อมูลที่รวดเร็วแต่ไปไม่ถึงประชาชน หรือคำเตือนที่ไม่มีกำลังช่วยเหลือรองรับ ย่อมไม่เพียงพอ และอาจทำให้คำประกาศของรัฐบาลย้อนกลับมาเป็นต้นทุนทางการเมืองเสียเอง

รัฐบาลแข่งกับเวลา :

น้ำท่วมน่าน! เป็นบททดสอบการเมืองแบบเฉพาะหน้า รัฐบาลต้องแข่งกับระดับน้ำ ฝนที่ยังตกต่อเนื่อง และความคาดหวังของประชาชน ทุกความล่าช้าสามารถกลายเป็นต้นทุนทางการเมืองได้ทันที โดยเฉพาะ ในยุคที่ภาพจากพื้นที่ประสบภัยถูกส่งผ่านสื่อสังคมออนไลน์เร็วกว่ารายงานของระบบราชการ

รัฐบาลจึงต้องพิสูจน์ว่า…ระบบเตือนภัยแม่นยำและทันเวลา การอพยพให้ความสำคัญกับกลุ่มเปราะบาง และความช่วยเหลือกระจายถึงชุมชนที่ถูกตัดขาด ไม่กระจุกอยู่เฉพาะพื้นที่ซึ่งสื่อเข้าถึงง่าย

ขณะเดียวกัน ภารกิจต้องไม่สิ้นสุดเมื่อน้ำลด แต่ครอบคลุมถึงการฟื้นฟูบ้านเรือน ดูแลน้ำสะอาด ป้องกันโรค และจ่ายเงินเยียวยาอย่างโปร่งใส

หากรัฐบาลทำได้ครบวงจร เหตุการณ์นี้อาจกลายเป็นผลงานด้านการบริหาร แต่หากคำสั่งมากกว่าผลลัพธ์ น้ำท่วมก็อาจกลายเป็นภาพสะท้อนความอ่อนแอของระบบราชการและการรวมศูนย์อำนาจ

ฝ่ายค้านรุก “ต้นเหตุ” :

ในเวลาใกล้เคียงกัน นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชนและผู้นำฝ่ายค้าน นำคณะลงพื้นที่จังหวัดปราจีนบุรี เพื่อติดตามปัญหาโรงงานผิดกฎหมาย การลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรม กลิ่น น้ำเสีย และผลกระทบต่อชุมชน พร้อมรับฟังข้อกังวลเกี่ยวกับแนวคิดนำปราจีนบุรีเข้าสู่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC

ยุทธศาสตร์ของฝ่ายค้านต่างจากรัฐบาลอย่างเห็นได้ชัด! ขณะที่ รัฐบาลกำลังแสดงศักยภาพการจัดการภัยซึ่งเกิดขึ้นแล้ว ฝ่ายค้านเลือกชี้ให้เห็นภัยที่เกิดจากโครงสร้างการพัฒนาและความบกพร่องของรัฐเอง

ข้อร้องเรียนว่า…บางโรงงานประกอบกิจการโดยไม่มีใบอนุญาต บางแห่งมีใบอนุญาตแต่ดำเนินกิจการผิดประเภท และหลายคดีล่าช้าจนไม่สามารถฟื้นฟูพื้นที่ปนเปื้อนได้ทันเวลา ทำให้ประเด็นนี้ไม่ใช่เพียงความขัดแย้งระหว่างชุมชนกับโรงงาน แต่เป็นคำถามถึงประสิทธิภาพและความเสมอภาคในการบังคับใช้กฎหมาย

ยิ่งประชาชนต้องเป็นฝ่ายตรวจพบความผิดปกติและแจ้งหน่วยงานรัฐ ทั้งที่โรงงานบางแห่งมีขนาดใหญ่และดำเนินกิจการมานาน ความน่าเชื่อถือของระบบกำกับดูแลยิ่งถูกตั้งคำถาม

EEC ไม่ใช่แค่เศรษฐกิจ :

ข้อกังวลต่อแนวคิดขยาย EEC มายังปราจีนบุรี จึงไม่ได้หมายความว่า…ประชาชนปฏิเสธการพัฒนา แต่มันสะท้อนไปถึง ประเด็นที่รัฐยังไม่สามารถสร้างหลักประกันได้ว่า…การลงทุนใหม่จะไม่ซ้ำเติมมลพิษ การแย่งชิงทรัพยากรน้ำ และภาระด้านสุขภาพของชุมชน

โดยเฉพาะ ความกังวลต่อโครงการโรงไฟฟ้าจากขยะอุตสาหกรรม 3 แห่งซึ่ง ตั้งอยู่ใกล้กัน

คำถามสำคัญไม่ควรจำกัดอยู่เพียงว่า…แต่ละแห่งผ่านกระบวนการอนุญาตหรือไม่? แต่ต้องประเมิน “ผลกระทบสะสม” ทั้งจากโรงงาน การขนส่งขยะ การใช้น้ำ มลพิษทางอากาศ น้ำเสีย และความสามารถในการรองรับเหตุฉุกเฉินของพื้นที่ด้วย

คำอธิบายของ นายณัฐพงษ์ ที่เสนอให้ EEC หมายถึงการพัฒนาเศรษฐกิจควบคู่สิ่งแวดล้อมและชุมชน เป็นการวางกรอบการเมืองที่พยายามหลีกเลี่ยงภาพฝ่ายค้านขัดขวางการลงทุน แล้วเปลี่ยนประเด็นไปเป็นคำถามว่า…ผลประโยชน์จากการพัฒนากระจายถึงคนในพื้นที่หรือกระจุกอยู่กับกลุ่มทุน ขณะที่ต้นทุนด้านสุขภาพและสิ่งแวดล้อมกลับตกอยู่กับประชาชน

นี่เป็น…จุดที่ “ฝ่ายค้าน” สามารถขยายฐานทางการเมืองได้ เพราะไม่ได้คัดค้านเศรษฐกิจ แต่กำลังเสนอเงื่อนไขใหม่ว่า การพัฒนาต้องมีความรับผิดชอบ ตรวจสอบได้ และไม่ผลักภาระให้คนตัวเล็กตัวน้อย

ลงพื้นที่ ต้องไปถึงสภา :

อย่างไรก็ตาม ฝ่ายค้านก็มีบททดสอบของตัวเอง การรับฟังปัญหาและเปิดพื้นที่ให้ชาวบ้านร้องเรียนอาจสร้างแรงกดดันต่อรัฐบาลได้ แต่หากจบลงเพียงภาพการลงพื้นที่ ก็ไม่ต่างจากการเมืองเชิงสัญลักษณ์

นายณัฐพงษ์ จึงต้อง…เปลี่ยนข้อมูลจากปราจีนบุรี ให้เป็นการตรวจสอบผ่านคณะกรรมาธิการ

การตั้งกระทู้ถาม การติดตามคดี ตลอดจน ข้อเสนอแก้กฎหมายหรือระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อเจ้าหน้าที่ หาก ฝ่ายค้าน ระบุว่า…มี “กระบวนการสีเทา” ก็ต้องนำหลักฐานเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบอย่างเป็นระบบ ไม่ใช่ปล่อยให้คำดังกล่าวเป็นเพียงวาทกรรมทางการเมือง

ความสำเร็จของฝ่ายค้าน จะไม่ได้วัดจากจำนวนประชาชนที่เข้าร้องเรียน แต่ต้องวัดจากโรงงานผิดกฎหมายที่ถูกดำเนินการ พื้นที่ปนเปื้อนที่ได้รับการฟื้นฟู ข้อมูลมลพิษที่ถูกเปิดเผย และกฎหมายที่ได้รับการปรับปรุง

2 ภัย – 1 คำถาม :

น้ำท่วมน่าน กับ กากอุตสาหกรรมปราจีนบุรี ไม่ควรถูกเชื่อมโยงว่าเป็นเหตุและผลโดยตรง แต่ทั้ง 2 กรณี สะท้อน “จุดอ่อนร่วม” ของรัฐไทย นั่นคือ…ระบบการเมืองมักให้ความสำคัญกับการระดมความช่วยเหลือหลังเกิดความเสียหาย มากกว่าการลงทุนระยะยาวเพื่อป้องกันความเสี่ยง!!!

น้ำท่วม…ต้องมีทั้ง ระบบเตือนภัย การจัดการพื้นที่ต้นน้ำ ทางน้ำและผังเมือง ขณะที่ พื้นที่อุตสาหกรรมต้องมีระบบติดตามกาก การตรวจมลพิษ การเปิดเผยข้อมูล และแผนรองรับกรณีน้ำท่วมหรือสารเคมีรั่วไหล เพราะเมื่อภัยธรรมชาติเกิดในพื้นที่ซึ่งมีกากอุตสาหกรรม ความเสียหายอาจขยายจากน้ำท่วมทั่วไปไปเป็นภัยต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อมระยะยาว

โจทย์จึงไม่ใช่เลือกว่า…จะพัฒนาเศรษฐกิจหรือรักษาสิ่งแวดล้อม แต่คือ…การสร้างระบบที่ทำให้การลงทุนไม่เพิ่มความเปราะบางของประชาชน

ชิงผลงาน หรือสร้างระบบ :

ในสนามการเมือง รัฐบาลได้เปรียบเพราะถืออำนาจ งบประมาณ เครื่องจักรและระบบราชการ จึงสามารถแสดงผลงานที่เห็นได้ทันที ส่วน ฝ่ายค้านได้เปรียบในการตั้งคำถาม เปิดเผยจุดบกพร่อง และผลักดันปัญหาของประชาชนเข้าสู่วาระแห่งชาติ

แต่ท้ายที่สุด! ทั้ง 2 ฝ่ายจะถูกวัดด้วยมาตรฐานเดียวกัน นั่นคือ…สามารถเปลี่ยนบทบาททางการเมืองให้เกิดผลต่อชีวิตประชาชนได้เพียงใด?

รัฐบาลต้องพิสูจน์ ว่า…การสั่งการไม่ใช่เพียงการบริหารภาพลักษณ์ และความช่วยเหลือไปถึงประชาชนอย่างรวดเร็วและทั่วถึง ส่วน ฝ่ายค้านต้องพิสูจน์ ว่า…การลงพื้นที่ไม่ใช่เพียงการสะสมแต้มการเมือง แต่สามารถเปลี่ยนเสียงร้องเรียนให้เป็นมาตรการ กฎหมาย และการเอาผิดผู้ละเมิดได้จริง

ศึกครั้งนี้! จึงไม่ใช่การแข่งขันว่าใครลงพื้นที่ก่อน หรือปรากฏตัวมากกว่า หากเป็นการแข่งขันว่าใครมองเห็นปัญหาได้ลึกกว่า แก้ไขได้ตรงจุดกว่า และสร้างระบบที่ทำให้ประชาชนไม่ต้องกลับมาเผชิญความเสียหายแบบเดิมซ้ำอีก

เพราะการเมืองที่มีคุณค่า ไม่ควรรอให้เกิดภัยแล้วจึงแย่งกันเป็นผู้ช่วยเหลือ แต่ต้องทำให้รัฐสามารถมองเห็นความเสี่ยง ป้องกันความเสียหาย และรับผิดชอบต่อประชาชนได้ตั้งแต่ก่อนเกิดเหตุ!!!.