• พฤหัสบดี 13 สิงหาคม 2569 เวลา 09:57 น.

ร่วมจ่าย สู่…ร่วมสร้างรายได้?

BREAKING NEWS STRATEGIES

(ผ่าเกมตระกูลไทยช่วยไทย เดิมพัน! ‘เฟส 2 – ท่องเที่ยว – ทุนชุมชน’ บนโจทย์ใหญ่? ‘เงินก้อนเดียว แต่หลายภารกิจ’)

“ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” สร้างยอดใช้จ่ายทะลุ 1.06 แสนล้านบาท กลายเป็นแรงส่งให้รัฐบาลพิจารณาเฟส 2 พร้อมวาง “ไทยเที่ยวไทย พลัส” และ “ดอกเบี้ยคนละครึ่ง” เป็นมาตรการลำดับถัดไป ทว่าเบื้องหลังตัวเลขความสำเร็จ รัฐบาลยังต้องตัดสินใจว่าจะใช้ทรัพยากรที่เหลืออยู่กระตุ้นกำลังซื้อระยะสั้น เติมทุนเศรษฐกิจฐานราก หรือสงวนไว้ลงทุนเปลี่ยนผ่านพลังงาน ท่ามกลางคำถามเรื่องความตรงเป้า วินัยการคลัง และความเสี่ยงจากการเปลี่ยนประชาชนจาก “ผู้รับสิทธิ” เป็น “ผู้กู้”

ยอดใช้จ่าย…โครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” ณ วันที่ 9 สิงหาคม 2569 รวม 106,630.53 ล้านบาท จาก ประชาชนผู้ได้รับสิทธิ 26,040,623 คน และ ร้านค้า เข้าร่วมกว่า 1.09 ล้านร้าน สิ่งนี้…ไม่ได้เป็นเพียงตัวเลขสรุปผลงาน แต่กำลังกลายเป็น “ทุนทางนโยบาย” ให้ รัฐบาลภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ประกาศเดินหน้า…

ขยายมาตรการ “ตระกูลร่วมจ่าย” ไปสู่ระยะถัดไป!!??

จากเดิมที่ รัฐบาลช่วยประชาชนชำระค่าสินค้าและบริการร้อยละ 60 ไม่เกินวันละ 200 บาท และไม่เกินเดือนละ 1,000 บาท แต่…กรอบนโยบายล่าสุด! เริ่มขยับจากการ “เติมกำลังซื้อ” ไปสู่การ “เติมทุน” ประกอบอาชีพ ลดต้นทุนทางการเงิน และประคองภาคธุรกิจเฉพาะกลุ่ม

ภาพดังกล่าว สะท้อนผ่านมาตรการอย่างน้อย 4 ชุด ได้แก่…

1. โครงการไทยช่วยไทย พลัส เฟสปัจจุบัน

2. ข้อเสนอโครงการไทยช่วยไทย พลัส เฟส 2

3. โครงการไทยช่วยไทย เพิ่มทุน ดอกเบี้ยคนละครึ่ง

และ 4.แนวคิดโครงการไทยเที่ยวไทย พลัส

ทั้งหมด! ไม่ควรถูกมองเป็นเพียง…โครงการแยกส่วน แต่ควรมองเป็นความพยายามที่ภาครัฐจะสร้าง “ห่วงโซ่นโยบาย” ตั้งแต่…การเพิ่มกำลังซื้อ สร้างยอดขาย เติมเงินทุน จนถึงการ ลดต้นทุนการประกอบอาชีพ

แสนล้านสะพัด “แต้มต่อ” ผลักดันเฟส 2 :

ข้อมูลรัฐบาล ระบุว่า…ณ สิ้นเดือนกรกฎาคม โครงการสร้างยอดใช้จ่าย 86,442.6 ล้านบาท แบ่งเป็น…เงินที่ภาครัฐร่วมจ่าย 49,601.6 ล้านบาท และเงินประชาชน 36,841 ล้านบาท ก่อนเพิ่มเป็น 106,630.53 ล้านบาทในวันที่ 9 สิงหาคม

รัฐบาลยังประเมินว่า…เงินจากโครงการกระจายออกสู่ต่างจังหวัดประมาณร้อยละ 84–85 ทำให้ร้านอาหาร ร้านค้าปลีก หาบเร่ แผงลอย และผู้ประกอบการรายย่อยได้รับประโยชน์โดยตรง

ตัวเลขดังกล่าวเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ข้อเสนอ “เฟส 2” เริ่มมีน้ำหนักทางการเมืองและเศรษฐกิจมากขึ้น?

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง ระบุก่อนหน้านี้ว่า…กระทรวงการคลังพร้อมรับข้อเสนอต่ออายุโครงการไปพิจารณา เนื่องจากได้รับการตอบรับที่ดีและมีเงินหมุนเวียนในระบบประมาณ 1 แสนล้านบาท พร้อมยืนยันว่า…รัฐบาลยังมีแหล่งงบประมาณที่สามารถนำมาพิจารณาได้

อย่างไรก็ตาม คำว่า…“มีงบประมาณรองรับ” ยังไม่เท่ากับมีการ “กันเงิน” หรือ “อนุมัติเฟส 2 แล้ว” เพราะรัฐบาลยังต้อง ประเมินสถานการณ์เศรษฐกิจ ความจำเป็น กลุ่มเป้าหมาย และความเหมาะสมของการใช้เงินก่อนเสนอเข้าสู่กระบวนการอนุมัติ

ด้าน นายอนุทิน ระหว่างลงพื้นที่ตรวจงาน OTOP ก่อนหน้าที่ และได้รับฟังเสียงสะท้อนจากผู้ค้าที่ต้องการให้ดำเนินโครงการต่อ โดย นายกรัฐมนตรีส่งสัญญาณ ว่า…จะพยายามสานต่อเฟส 2

ท่าทีจากฝ่ายการเมืองและฝ่ายเศรษฐกิจ จึงไปในทิศทางเดียวกัน นั่นคือ “เปิดประตูไว้” แต่ยังไม่ใช่คำยืนยันว่าเฟส 2 จะเกิดขึ้นในรูปแบบเดิม วงเงินเดิม หรือเริ่มทันทีหลังโครงการปัจจุบันสิ้นสุดวันที่ 30 กันยายน

ที่สำคัญ ยอดใช้จ่ายกว่า 1 แสนล้านบาท พิสูจน์ได้ว่า…ระบบร่วมจ่ายมีผู้ใช้งานจำนวนมากและส่งเงินเข้าสู่ร้านค้าได้รวดเร็ว แต่ยังไม่เพียงพอจะตอบว่าโครงการสร้างกิจกรรมทางเศรษฐกิจ “ใหม่” ได้ทั้งหมดเท่าใด?

เพราะ…รายจ่ายบางส่วน อาจเป็นการซื้อสินค้าที่ประชาชนตั้งใจจะซื้ออยู่แล้ว เพียงแต่เปลี่ยนมาการชำระผ่านโครงการที่ว่านี้ ก็เท่านั้น

โจทย์ของเฟส 2 จึงไม่ควรหยุดอยู่ที่ จำนวนผู้ใช้สิทธิ แต่ต้องตอบให้ได้ว่า…ร้านค้ามีรายได้เพิ่มสุทธิเท่าใด? เกิดการจ้างงานหรือรักษาการจ้างงานเพียงใด? และ งบประมาณหนึ่งบาทสร้างผลทางเศรษฐกิจเพิ่มเติมกี่บาท?

จาก “ร่วมจ่าย” สู่ “ร่วมสร้างทุน” :

หาก โครงการไทยช่วยไทย พลัส 60/40 คือ การ “เปิดก๊อก” กำลังซื้อ

โครงการ “ไทยช่วยไทย เพิ่มทุน ดอกเบี้ยคนละครึ่ง” ก็คงไม่พ้น ความพยายามต่อท่อจากการบริโภคไปสู่การผลิตและสร้างรายได้

โดยเมื่อวันที่ 10 สิงหาคมที่ผ่านมา นายอนุทิน ได้เป็นประธานเปิดโครงการดังกล่าวอย่างเป็นทางการ โดยรัฐบาลจัดสรรงบประมาณ 4,452 ล้านบาท ผ่านกองทุนหมู่บ้าน กองทุนชุมชนเมือง และกองทุนชุมชนทหารรวม 79,610 กองทุนทั่วประเทศ

นายกรัฐมนตรี อธิบายว่า…ปัญหาของประชาชนจำนวนมาก ไม่ใช่ไม่มีความสามารถหรือไม่มีอาชีพ แต่อยู่ที่การขาดทุนตั้งต้น และเข้าไม่ถึงสินเชื่อในระบบ จนนำไปสู่การพึ่งพา “หนี้นอกระบบ”

เป้าหมายของรัฐบาล จึงต้องการให้เงินที่ส่งลงไปในกองทุน เปลี่ยนเป็น…ทุนประกอบอาชีพ รายได้ครอบครัว และเงินหมุนเวียนในชุมชน ไม่ใช่เพียงการเติมยอดเงินในบัญชีกองทุน

นี่คือ…จุดเปลี่ยนสำคัญ! ของ นโยบายตระกูลคนละครึ่ง เพราะ…ประชาชนกำลังเปลี่ยนสถานะจาก “ผู้รับสิทธิร่วมจ่าย” มาเป็น “ผู้ขอสินเชื่อ” ซึ่งมีภาระต้อง ชำระเงินต้นและดอกเบี้ย ตามเงื่อนไข

แม้ชื่อ…ดอกเบี้ยคนละครึ่ง จะทำให้รู้สึกว่า…เป็นมาตรการต่อเนื่องจากคนละครึ่ง แต่โครงสร้างและความเสี่ยงแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง!!??

ความสำเร็จ! จึงไม่ควรวัดจาก…ยอดปล่อยสินเชื่อหรือจำนวนผู้กู้เพียงอย่างเดียว แต่ต้อง ติดตาม ว่า…เงินถูกนำไปประกอบอาชีพจริงหรือไม่? รายได้ของผู้กู้เพิ่มขึ้นเพียงใด? สามารถชำระหนี้ได้หรือไม่? และ กลับไปพึ่งหนี้นอกระบบอีกหรือเปล่า?

ขณะเดียวกัน รัฐบาลยังมี…สินเชื่อดอกเบี้ยคนละครึ่ง ของ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) วงเงินรวม 30,000 ล้านบาท ระยะเวลา 3 ปี เพื่อช่วยเกษตรกรลดต้นทุนการผลิตและเพิ่มสภาพคล่อง

เมื่อรวม 2 ช่องทางเข้าด้วยกัน ภาพยุทธศาสตร์ของรัฐบาล จึงชัดขึ้น! ว่า…หลังจาก “เติมกำลังซื้อ” ให้ผู้บริโภค รัฐต้องการ “ส่งต่อเงิน” ไปยังผู้ผลิต เกษตรกร และผู้ประกอบอาชีพระดับชุมชน

แต่หากสินเชื่อไม่ได้เชื่อมกับตลาด แผนธุรกิจ และระบบติดตามที่มีประสิทธิภาพ มาตรการที่ตั้งใจ “ลดหนี้นอกระบบ” ก็อาจกลายเป็นการ “เพิ่มภาระหนี้ในระบบ” แทน!!!

“ไทยเที่ยวไทย พลัส” หัวจ่ายใหม่ที่ยังรอข้อสรุป :

อีกมาตรการที่รัฐบาลกำลังพิจารณา ก็คือ…โครงการ “ไทยเที่ยวไทย พลัส” ซึ่งมีเป้าหมาย “ช่วยเหลือ” ธุรกิจท่องเที่ยวรายย่อย และกระจายรายได้ไปยังพื้นที่ท่องเที่ยว

นายเอกนิติ ระบุว่า…กระทรวงการคลังกำลังหารือกับกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา โดยอาจนำ “แอปพลิเคชันเป๋าตัง” กลับมาใช้ในรูปแบบคล้ายโครงการเราเที่ยวด้วยกัน พร้อมมอบหมายให้ นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง ตรวจสอบความพร้อมของระบบ และให้กระทรวงการท่องเที่ยวฯ สรุปกลุ่มเป้าหมาย

เบื้องต้น! มีการพูดถึง..การใช้งบประมาณประมาณ 1,750–2,000 ล้านบาท และคาดว่า…จะเห็นความชัดเจนภายในประมาณหนึ่งเดือนนับจากต้นเดือนสิงหาคม

อย่างไรก็ตาม ณ ขณะนี้ยังไม่มี “มติคณะรัฐมนตรี” หรือ “ประกาศหลักเกณฑ์” ที่ยืนยันอัตราร่วมจ่าย วงเงินต่อสิทธิ จำนวนสิทธิ วันลงทะเบียน และวันเริ่มใช้โครงการ แต่อย่างใด?

ตัวเลขรัฐช่วย “ค่าที่พัก” ไม่เกิน 3,000 บาท หรือสัดส่วน 50:50 ที่เผยแพร่ในสื่อบางแหล่ง จึงควรถือเป็นข้อมูลเบื้องต้นหรือข้อเสนอ ไม่ใช่เงื่อนไขที่มีผลผูกพันแล้ว

โจทย์ที่สำคัญกว่า “ตัวเลขร่วมจ่าย” นั่นคือ…การออกแบบให้เงินถึงผู้ประกอบการรายย่อยจริง ไม่กระจุกตัวอยู่กับโรงแรมหรือแพลตฟอร์มขนาดใหญ่ และไม่กลายเป็นเพียงการลดราคาการเดินทางให้กลุ่มที่มีกำลังซื้ออยู่แล้ว

หากรัฐบาลสามารถ “กำหนด” พื้นที่ ช่วงเวลา และกลุ่มผู้ประกอบการอย่างแม่นยำ แล้ว โครงการไทยเที่ยวไทย พลัส ก็อาจช่วยเติม “อุปสงค์” ในจังหวัดหรือฤดูกาลที่การท่องเที่ยวชะลอตัว ได้มากกว่า…การแจกสิทธิทั่วประเทศในรูปแบบเดียวกัน

เงินก้อนเดียว หลายโครงการรอคิว :

จุดชี้ขาด! ของมาตรการทั้งหมด ไม่ได้อยู่ที่ “ระบบเป๋าตัง” หรือ “ความนิยมของโครงการ” แต่อยู่ที่การจัดลำดับใช้ทรัพยากรทางการคลัง

นายเอกนิติ ให้ข้อมูลว่า…เงินจากกรอบกู้ส่วนแรกเหลือประมาณ 40,000 ล้านบาท ขณะที่เงินกู้ส่วนหลังถูกวางเป้าหมายไว้รองรับการเปลี่ยนผ่านพลังงาน เช่น โครงการพลังงานแสงอาทิตย์และการปรับเปลี่ยนระบบขนส่ง

แม้ ในทางกฎหมาย อาจนำเงินบางส่วนมาใช้กับ โครงการไทยช่วยไทย พลัส เฟส 2 ได้ แต่ ในทางปฏิบัติ กระทรวงการคลังต้องการสงวนเงินไว้สำหรับภารกิจระยะยาว และจะพิจารณาสถานการณ์อีกครั้ง!

รัฐบาลจึงกำลังเผชิญ “ทางเลือกสำคัญ” ระหว่าง…การใช้เงินเพื่อกระตุ้นกำลังซื้อทันที การเจาะช่วยภาคท่องเที่ยว การเติมทุนให้ชุมชน และการลงทุนลดต้นทุนพลังงานในอนาคต

“มาตรการร่วมจ่าย” ให้ผลรวดเร็วและประชาชนมองเห็นได้ชัด แต่ผลกระทบอาจ “จบลง” เมื่อวงเงินสิ้นสุด! ส่วน การลงทุนด้านพลังงาน หรือทุนประกอบอาชีพอาจใช้เวลานานกว่า แต่มีโอกาส “ลดต้นทุน” และ “ยกระดับรายได้” ในระยะยาว

นี่จึงไม่ใช่เพียงคำถามที่ว่า…“รัฐบาลมีเงินหรือไม่?” แต่เป็นคำถามว่า…“เงินที่มีอยู่อย่างจำกัด ควรถูกใช้กับมาตรการใด? ก่อนหรือหลัง และสร้างผลตอบแทนต่อเศรษฐกิจสูงที่สุด!”

“เป๋าตัง – ถุงเงิน” โครงสร้างพื้นฐานนโยบายยุคใหม่ :

อีกหนึ่ง สินทรัพย์สำคัญ ที่รัฐบาลได้รับจาก โครงการตระกูลร่วมจ่าย นั่นคือ…โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล

แอปพลิเคชันเป๋าตังและถุงเงิน ทำให้รัฐสามารถ…ส่งสิทธิ ตรวจสอบธุรกรรม และโอนเงินให้ร้านค้าได้รวดเร็ว ระบบเดิมที่ว่านี้…ยังช่วยลดเวลาพัฒนาโครงการใหม่ และอาจนำข้อมูลทางการเงินไปช่วยวิเคราะห์การเข้าถึงสินเชื่อของร้านค้ารายย่อย

รัฐบาลยังระบุด้วยว่า…จะใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ช่วยร้านค้าวิเคราะห์ต้นทุน สินค้าคงคลัง สภาพคล่อง และยอดขาย เพื่อยกระดับจากการรับเงินสนับสนุนไปสู่การบริหารกิจการอย่างเป็นระบบ

แต่การใช้ “แพลตฟอร์มเดียว” กับ “หลายมาตรการ” ก็จะต้อง…มาพร้อมกับ การ “คุ้มครอง” ข้อมูลส่วนบุคคล ความโปร่งใสในการนำข้อมูลไปใช้ และ ช่องทางรองรับประชาชนที่ไม่มีสมาร์ตโฟน หรือทักษะดิจิทัล ได้อย่างเพียงพอด้วย!!!

ระบบที่รวดเร็ว อาจทำให้มาตรการไปถึงคนจำนวนมาก แต่ไม่ได้รับประกันว่า…จะเข้าถึงคนที่เปราะบางที่สุด! หากกลุ่มดังกล่าวติดข้อจำกัดด้านอุปกรณ์ การยืนยันตัวตน หรือการเข้าถึงบริการทางการเงิน

เดิมพันใหม่ ต้องวัดให้ไกลกว่า “ยอดใช้จ่าย” :

กระนั้น ทิศทางล่าสุด! ชี้ว่า…“รัฐบาลอนุทิน” ไม่ได้ต้องการหยุดมาตรการไว้ที่การลดค่าครองชีพ แต่กำลังพยายามขยายจาก “ร่วมจ่าย” ไปสู่ “ร่วมสร้างรายได้” ผ่านทุนชุมชน สินเชื่อเกษตร และการกระตุ้นภาคท่องเที่ยว

อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนชื่อ หรือ เพิ่มจำนวนโครงการ อาจยังไม่เพียงพอที่จะทำให้ มาตรการเฉพาะกิจ ก้าวขึ้นเป็น…ยุทธศาสตร์เศรษฐกิจฐานราก!!!

เงื่อนไขชี้ขาด! ณ สถานการณ์นี้ นั่นก็คือ…รัฐบาลจะต้องแสดงให้เห็นว่าเงินกระจายถึงผู้ประกอบการรายเล็กจริง สร้างรายได้ใหม่มากกว่าทดแทนรายจ่ายเดิม ไม่เพิ่มความเสี่ยงด้านหนี้ และไม่เบียดบังงบลงทุนที่จำเป็นต่อความสามารถแข่งขันระยะยาว

โครงการไทยช่วยไทย พลัส เฟส 2 และ โครงการไทยเที่ยวไทย พลัส จึงยังอยู่ใน สถานะ “สัญญาณเชิงนโยบาย” แต่ยัง ไม่ใช่สิทธิ! ที่ประชาชนได้รับการรับรองแล้ว

ส่วน โครงการดอกเบี้ยคนละครึ่ง แม้จะได้ “เปิดตัว” อย่างเป็นทางการ ไปแล้วก่อนหน้านี้ แต่ “ผลลัพธ์ที่แท้จริง” จะปรากฏขึ้นได้ ก็ต่อเมื่อ…เงินทุนเปลี่ยนเป็นอาชีพและรายได้ที่ชำระหนี้ได้จริงๆ

บททดสอบของรัฐบาลหลังจากนี้ จึงไม่ใช่เพียง…ทำให้เงินหมุนเวียนแตะ “หลักแสนล้านบาท” อีกครั้ง!

แต่มันคือการพิสูจน์ว่า…เงินทุกบาทที่หมุนผ่านระบบสามารถยกระดับจาก “ยอดใช้จ่ายชั่วคราว” ไปเป็น “รายได้และความสามารถในการยืนได้ด้วยตนเอง” ของประชาชนและเศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืนหรือไม่???.