ส่งออกพุ่ง แต่ไทยได้มูลค่าเท่าไร?

(กกร.คงจีดีพี ปี’69 โต 1.6–2% จี้เพิ่ม Local Content เปลี่ยนคลื่น AI–FDI เป็นรายได้และงานคุณภาพ)
กกร.คงกรอบเศรษฐกิจไทยปี 2569 ขยายตัว 1.6–2.0% หลังการส่งออกครึ่งปีแรกโตแรง 17.6% จากสินค้ากลุ่มเทคโนโลยี “ผยง ศรีวณิช” ชี้ไทยยังรับมูลค่าเพิ่มได้ไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย เร่งเชื่อมข้อมูลรัฐ–เอกชน สร้างซัพพลายเชนในประเทศ และแยกช่วยอุตสาหกรรม K ขาลงอย่างตรงจุด
เศรษฐกิจไทยกำลังได้รับแรงส่งจากการส่งออกสินค้ากลุ่มเทคโนโลยีและคลื่นการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ โดยเฉพาะ กิจการที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์ ดาต้าเซ็นเตอร์ อิเล็กทรอนิกส์ และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล
แต่เบื้องหลังตัวเลขที่ขยายตัวในระดับสูง หลายฝ่ายยังมีคำถามว่า…ประเทศไทยสามารถเก็บเกี่ยวมูลค่าเพิ่มจากการเติบโตครั้งนี้ได้มากเพียงใด?
การประชุมของ คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ในวันนี้ (5 ส.ค.2569) ยังคงประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2569 ให้ขยายตัวในกรอบร้อยละ 1.6–2.0 โดยคาดว่า…การส่งออกตลอดทั้งปีจะขยายตัวร้อยละ 8–10 และอัตราเงินเฟ้ออยู่ที่ร้อยละ 2.5–3.0 ท่ามกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกในช่วงครึ่งปีหลัง

นายผยง ศรีวณิช ประธานกรรมการสมาคมธนาคารไทย ซึ่งทำหน้าที่เป็น ประธานการประชุม กกร. ประจำเดือนสิงหาคม 2569 กล่าวว่า เศรษฐกิจโลกยังเผชิญแรงกดดันจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ราคาพลังงาน ภาวะเงินเฟ้อ และการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยี AI ซึ่งทำให้แต่ละประเทศและแต่ละอุตสาหกรรมเติบโตแตกต่างกันอย่างชัดเจน
คงจีดีพี 1.6–2% ส่งออก–เทคโนโลยีประคองเศรษฐกิจ :
ทิศทางเศรษฐกิจโลกในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 มีแนวโน้มขยายตัวในลักษณะ K-shape โดยประเทศที่พึ่งพาการนำเข้าพลังงานสูงอาจเผชิญต้นทุนและแรงกดดันเงินเฟ้อมากขึ้น ขณะที่ประเทศซึ่งสามารถเชื่อมโยงกับกระแสการลงทุนด้านดิจิทัลและเทคโนโลยีมีโอกาสเติบโตได้ดีกว่า
ประเทศไทยอยู่ในกลุ่มที่ได้รับประโยชน์จากกระแสเทคโนโลยี โดยมูลค่าการส่งออกในช่วงครึ่งปีแรกขยายตัวร้อยละ 17.6 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน มีสินค้ากลุ่มเทคโนโลยีเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ
สินค้ากลุ่มดังกล่าวมีสัดส่วนประมาณร้อยละ 26.5 ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมด และเติบโตสูงถึงร้อยละ 45.9 ตามความต้องการสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ อุปกรณ์ประมวลผล และโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้องกับ AI ในตลาดโลก
นอกจากการส่งออกที่ขยายตัวสูงแล้ว ประเทศไทยยังได้รับความสนใจจากนักลงทุนต่างชาติ โดยคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนผ่านสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือบีโอไอ ในช่วงครึ่งปีแรกมีมูลค่ารวมประมาณ 1.47 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 37 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน
อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวเป็นมูลค่าคำขอรับการส่งเสริมการลงทุน ไม่ใช่มูลค่าเงินลงทุนที่เกิดขึ้นจริงทั้งหมดในทันที การประเมินผลต่อเศรษฐกิจจึงต้องพิจารณาต่อไปถึงการเริ่มก่อสร้าง การนำเข้าเครื่องจักร การจ้างงาน การจัดซื้อในประเทศ และการเปิดดำเนินกิจการของแต่ละโครงการ
ส่งออกเทคโนโลยีโตแรง แต่มูลค่ายังไม่สูง :
แม้ภาคการส่งออกและการลงทุนอยู่ใน K ขาบน แต่ นายผยง มองว่า…มูลค่าเพิ่มที่เกิดขึ้นยังไม่สามารถส่งผ่านเข้าสู่เศรษฐกิจไทยได้เต็มเม็ดเต็มหน่วย โดยเฉพาะเมื่อหลายอุตสาหกรรมยังพึ่งพาชิ้นส่วน วัตถุดิบ เครื่องจักร เทคโนโลยี และบริการจากต่างประเทศในระดับสูง
การส่งออกที่เติบโตจึงอาจสร้างมูลค่าทางการค้าเป็นจำนวนมาก แต่รายได้ส่วนที่ตกอยู่กับผู้ประกอบการไทย แรงงานไทย และซัพพลายเออร์ในประเทศอาจไม่เพิ่มขึ้นในสัดส่วนเดียวกัน
หากการผลิตในประเทศไทยทำหน้าที่เพียงประกอบ นำเข้า และส่งออก โดยไม่ได้เชื่อมโยงกับผู้ผลิตชิ้นส่วนในประเทศ การขยายตัวของภาคเทคโนโลยีก็อาจกระจุกอยู่ในบริษัทขนาดใหญ่และกิจการต่างชาติ ขณะที่ SME และอุตสาหกรรมดั้งเดิมยังอยู่ใน K ขาลง
โจทย์ของประเทศไทยจึงไม่ใช่เพียงการดึงเงินลงทุนให้เข้ามามากที่สุด แต่ต้องออกแบบเงื่อนไขให้การลงทุนนำไปสู่การถ่ายทอดเทคโนโลยี การพัฒนาคน การสร้างผู้ประกอบการไทย และการเพิ่มมูลค่าภายในประเทศด้วย

“ผยง” จี้เพิ่ม Local Content–สร้างงานคุณภาพ :
ทั้งนี้ กกร.เสนอให้ประเทศไทยเร่งเพิ่มสัดส่วนการใช้วัตถุดิบและชิ้นส่วนภายในประเทศ หรือ Local Content เพื่อเชื่อมโยงบริษัทขนาดใหญ่และนักลงทุนต่างชาติเข้ากับผู้ประกอบการไทยตลอดห่วงโซ่อุปทาน
แนวทางดังกล่าวจะช่วยลดการพึ่งพาการนำเข้า เพิ่มรายได้ให้ผู้ผลิตในประเทศ และช่วยให้เม็ดเงินจากการลงทุนหมุนเวียนอยู่ในระบบเศรษฐกิจไทยมากขึ้น โดยต้องดำเนินการควบคู่กับการยกระดับมาตรฐานสินค้า เทคโนโลยีการผลิต และทักษะของแรงงาน
ประเทศไทยยังต้องวางแผนสร้างงานที่มีคุณภาพให้สอดคล้องกับอุตสาหกรรมใหม่ ไม่ว่าจะเป็นวิศวกร นักพัฒนาซอฟต์แวร์ ผู้เชี่ยวชาญข้อมูล ช่างเทคนิคขั้นสูง ผู้ดูแลระบบดิจิทัล และบุคลากรด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์
หากไม่สามารถพัฒนากำลังคนได้ทันกับการลงทุน ตำแหน่งงานที่มีมูลค่าสูงอาจต้องพึ่งพาบุคลากรจากต่างประเทศ ขณะที่แรงงานไทยได้รับประโยชน์เพียงงานก่อสร้าง งานบริการ หรือการผลิตที่มีมูลค่าเพิ่มไม่สูงมากนัก
เชื่อมข้อมูลรัฐ–เอกชน แยกช่วยธุรกิจ K ขาลง :
การยกระดับ Local Content จำเป็นต้องอาศัยข้อมูลที่ถูกต้องและทันต่อสถานการณ์ กกร.จึงสนับสนุนให้เชื่อมโยงฐานข้อมูลของภาครัฐและเอกชน เพื่อให้เห็นโครงสร้างการผลิต แรงงาน วัตถุดิบ ซัพพลายเออร์ และความต้องการของอุตสาหกรรมอย่างครบวงจร
หนึ่งในฐานข้อมูลสำคัญคือข้อมูล รง.8 ซึ่งเป็นข้อมูลการประกอบกิจการและการผลิตของโรงงาน หากสามารถนำมาเชื่อมโยงกับข้อมูลแรงงาน การนำเข้า การส่งออก และการจัดซื้อภาครัฐ จะช่วยให้รัฐบาลมองเห็นว่า…อุตสาหกรรมใดเติบโต อุตสาหกรรมใดกำลังชะลอตัว และสินค้าประเภทใดที่ไทยมีศักยภาพผลิตทดแทนการนำเข้า
ข้อมูลดังกล่าวยังสามารถนำมาใช้สนับสนุนสินค้าที่ผลิตในประเทศไทย ภายใต้โครงการ Made in Thailand หรือ MiT และช่วยออกแบบมาตรการเพิ่ม Local Content ให้เหมาะกับศักยภาพของแต่ละอุตสาหกรรม
ขณะเดียวกัน ภาครัฐต้องจำแนกธุรกิจใน K ขาลงให้ชัดเจน เพราะแต่ละอุตสาหกรรมเผชิญปัญหาแตกต่างกัน บางกลุ่มได้รับผลกระทบจากกำลังซื้อภายในประเทศ บางกลุ่มถูกสินค้านำเข้าราคาถูกแข่งขัน ขณะที่บางกลุ่มประสบปัญหาเทคโนโลยีล้าสมัย ต้นทุนสูง หรือขาดแคลนแรงงาน
การใช้มาตรการช่วยเหลือแบบเดียวกันทุกธุรกิจจึงอาจไม่ตอบโจทย์ กกร.เสนอให้ใช้ข้อมูลออกแบบมาตรการแบบมุ่งเป้า สามารถกำหนดกลุ่มเป้าหมาย วัดผล และประเมินความคุ้มค่าของงบประมาณได้อย่างเป็นรูปธรรม
Connect the Dots ปิดช่องทุนเทา–เศรษฐกิจนอกระบบ :
นายผยง ยังสนับสนุนการบูรณาการข้อมูลระหว่างหน่วยงานรัฐกับรัฐ และระหว่างภาครัฐกับภาคเอกชน หรือ Connect the Dots เพื่อก้าวไปสู่การเป็น Open Government ที่สามารถนำข้อมูลมาใช้บริหารประเทศอย่างโปร่งใสและมีประสิทธิภาพ
การเชื่อมโยงข้อมูลจะช่วยยกระดับการช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางให้เหมาะสมกับความจำเป็นของแต่ละบุคคล ลดการใช้สิทธิผิดประเภท และปิดช่องว่างที่นำไปสู่การรั่วไหลของงบประมาณ
แนวทางเดียวกันยังสามารถใช้ตรวจสอบปัญหานอมินี ทุนเทา อาชญากรรมออนไลน์ และธุรกิจนอกระบบ รวมถึงติดตามกระแสเงินที่ไม่หมุนเวียนอยู่ในระบบเศรษฐกิจปกติ
ในด้านการลงทุน กกร.เสนอให้ใช้พื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC เป็นพื้นที่นำร่องสำหรับบริการแบบ One Stop Service เชื่อมโยงการอนุญาตและข้อมูลจากหลายหน่วยงานผ่านระบบออนไลน์ ลดต้นทุนด้านเวลาและเพิ่มความสะดวกในการประกอบธุรกิจ
ดัน 5 ฮับลงทุนใหม่ พาไทยสู่ประเทศรายได้สูง :
อีกทั้ง กกร.ยังพร้อมร่วมขับเคลื่อน 5 ยุทธศาสตร์การลงทุนใหม่ของคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน หรือ กรอ. ประกอบด้วย…
1. Investment & Industry Transformation Hub ยกระดับการลงทุนและเปลี่ยนผ่านภาคอุตสาหกรรม
2. AI & Digital Hub ผลักดันไทยเป็นศูนย์กลาง AI และเศรษฐกิจดิจิทัล
3. Green Economy ส่งเสริมการผลิตและการลงทุนที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
4. Financial Hub ยกระดับไทยเป็นศูนย์กลางบริการทางการเงิน
5. Medical Hub พัฒนาอุตสาหกรรมการแพทย์ สุขภาพ และบริการที่เกี่ยวข้อง
ทั้งนี้ มีการประเมินว่า…เงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศที่จะเข้าสู่ภูมิภาคอาเซียนมีโอกาสเพิ่มขึ้นอีกกว่า 544,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2578 โดยไทยยังเป็นหนึ่งในประเทศเป้าหมายสำคัญของนักลงทุน
อย่างไรก็ตาม การแข่งขันดึงดูด FDI ในระยะต่อไปจะไม่ได้วัดกันเพียงสิทธิประโยชน์ทางภาษี ที่ดิน หรือโครงสร้างพื้นฐาน แต่จะขึ้นอยู่กับคุณภาพบุคลากร ความพร้อมของซัพพลายเชน กฎระเบียบ ประสิทธิภาพภาครัฐ และความสามารถในการเชื่อมโยงบริษัทต่างชาติเข้ากับธุรกิจภายในประเทศ
ดังนั้น คลื่น AI การส่งออกเทคโนโลยี และคำขอลงทุนระดับล้านล้านบาท จึงเป็นทั้งโอกาสและบททดสอบของเศรษฐกิจไทย เพราะหากประเทศไทยสามารถเพิ่ม Local Content พัฒนาคน และสร้างเทคโนโลยีของตนเองได้ การลงทุนรอบนี้จะเป็นฐานสำคัญของการก้าวสู่ประเทศรายได้สูง
แต่หากมูลค่าเพิ่มยังคงกระจุกอยู่ในสินค้านำเข้า บริษัทขนาดใหญ่ และเจ้าของเทคโนโลยีต่างประเทศ ตัวเลขส่งออกที่เติบโตสูงอาจไม่สามารถเปลี่ยนเป็นรายได้ งานคุณภาพ และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของประชาชนได้อย่างเต็มศักยภาพ
คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า “เศรษฐกิจไทยเติบโตเท่าไร?” แต่ต้องถามต่อว่า “มูลค่าจากการเติบโตนั้นตกอยู่กับใคร และประเทศไทยเก็บไว้ได้มากเพียงใด?”.






