ปิดรูรั่วทะเบียนฯ สกัดทุนสีเทา

(เดิมพันใหม่รัฐบาล – ดึงฐานข้อมูลคนไทย สร้างด่าน ‘ต้นน้ำ’ ปราบบัญชีม้า นอมินี และขบวนการสวมสิทธิ)

รัฐบาลเปิดศูนย์ DOPA N.I.C.E. Center ยกระดับงานทะเบียนราษฎรจากภารกิจบริการประชาชน สู่กลไกความมั่นคงเพื่อสกัดบัญชีม้า นอมินี และอาชญากรรมข้ามชาติ แต่ความสำเร็จจะไม่ได้วัดจากการเปิดศูนย์ หากอยู่ที่การสาวถึงผู้บงการ ปิดช่องเจ้าหน้าที่ทุจริต และคุ้มครองข้อมูลประชาชนไม่ให้กลายเป็นเครื่องมือใช้อำนาจเกินขอบเขต

“ทะเบียนราษฎร” ด่านแรกของอาชญากรรม :

การเปิด “ศูนย์ประสานงานต่อต้านภัยความมั่นคงทางทะเบียน” (DOPA N.I.C.E. Center) ของ กรมการปกครองระทรวงมหาดไทย สะท้อนให้เห็นการ “ปรับมุมมอง” ของรัฐบาลต่อระบบทะเบียนราษฎรครั้งสำคัญ?

จากเดิมที่ถูกมองว่าเป็น…งานบริการประชาชนและการออกเอกสารราชการ แต่ยามนี้ กำลังถูกยกระดับให้เป็น “โครงสร้างพื้นฐานด้านความมั่นคง” ซึ่งเชื่อมโยงโดยตรงกับการปราบปรามอาชญากรรมทางเศรษฐกิจและอาชญากรรมข้ามชาติ

เหตุผลสำคัญ คือ อาชญากรรมจำนวนไม่น้อยไม่ได้เริ่มต้นที่การโอนเงิน การฟอกเงิน หรือการจัดตั้งบริษัทนอมินี แต่เริ่มจากการมี “ตัวตนทางกฎหมาย” ที่สามารถนำไปเปิดบัญชีธนาคาร จดทะเบียนธุรกิจ ถือครองทรัพย์สิน ขอสิทธิจากรัฐ หรือใช้ประกอบธุรกรรมประเภทต่าง ๆ ได้

หากข้อมูลต้นทางถูกปลอมแปลงหรือมีการสวมสิทธิ เอกสารที่ผิดปกติเพียงหนึ่งชุด อาจถูก “ต่อยอด” เป็น…บัญชีม้า บริษัทบังหน้า การถือครองที่ดินแทนคนต่างชาติ การค้ามนุษย์ หรือช่องทางเคลื่อนย้ายผลประโยชน์ของเครือข่ายทุนสีเทาได้ในเวลาต่อมา

แนวคิด “ปิดรูรั่วจากต้นน้ำ” จึงมีเหตุผลรองรับ เพราะการไล่จับอาชญากรรมเมื่อเงินถูกโอนไปแล้ว บริษัทถูกตั้งขึ้นแล้ว หรือทรัพย์สินถูกเปลี่ยนมือแล้ว ย่อมใช้เวลาและทรัพยากรมากกว่าการตรวจพบความผิดปกติตั้งแต่ขั้นตอนยืนยันตัวบุคคล

จากงานมหาดไทย สู่เกมการเมืองความมั่นคง :

ในทางการเมือง การตั้งศูนย์แห่งนี้เกิดขึ้นภายใต้รัฐบาลของนายอนุทิน ชาญวีรกูล ซึ่งดำรงตำแหน่งทั้งนายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ทำให้…นโยบายดังกล่าว มีความหมายมากกว่าการ “ปรับโครงสร้าง” ภายในกรมการปกครอง

กระทรวงมหาดไทย เป็น…หน่วยงานที่มีเครือข่ายลงลึกตั้งแต่ส่วนกลาง จังหวัด อำเภอ ไปจนถึงกำนันและผู้ใหญ่บ้าน อีกทั้งยัง ถือครองฐานข้อมูลทะเบียนราษฎร ซึ่งเกี่ยวข้องกับประชาชนทั้งประเทศ ดังนั้น การขยับงานทะเบียนเข้าสู่พื้นที่ความมั่นคงจึงเท่ากับเพิ่มบทบาทให้ “กลไกมหาดไทย” ในการรับมือกับปัญหาที่เคยกระจายอยู่ในความรับผิดชอบของตำรวจ หน่วยงานปราบปรามการฟอกเงิน หน่วยงานด้านแรงงาน และหน่วยงานกำกับธุรกิจ

จุดแข็ง! คือ รัฐบาลสามารถเชื่อมโยงข้อมูลและสั่งการได้รวดเร็วขึ้น แต่…จุดที่ต้องจับตามอง นั่นก็คือ… “ศูนย์ใหม่” จะมีอำนาจและระบบประสานงานแตกต่างจากกลไกเดิมเพียงใด?

เพราะที่ผ่านมา ประเทศไทยไม่ได้ขาดหน่วยงานตรวจสอบ แต่ปัญหามักเกิดจากฐานข้อมูลที่ไม่เชื่อมถึงกัน การแบ่งเขตอำนาจ และการส่งต่อคดีที่ล่าช้า

หาก DOPA N.I.C.E. Center ทำได้เพียงรวบรวมเรื่องร้องเรียนหรือส่งหนังสือประสานหน่วยงาน ผลลัพธ์อาจไม่แตกต่างจากระบบราชการเดิม

ในทางกลับกัน หากพวกเขาสามารถวิเคราะห์ความเชื่อมโยงของบุคคล เอกสาร บัญชี และนิติบุคคล พร้อมส่งต่อหลักฐานเข้าสู่กระบวนการบังคับใช้กฎหมายอย่างรวดเร็ว ศูนย์แห่งนี้อาจกลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการรื้อเครือข่ายอาชญากรรมที่ซ่อนอยู่หลังเอกสารถูกกฎหมาย

“ปิดชื่อ ถือพฤติกรรม” ต้องใช้ได้กับทุกฝ่าย :

รัฐบาลประกาศหลักการทำงานว่า “ปิดชื่อ ถือพฤติกรรม” หมายถึง…การพิจารณาพฤติการณ์และพยานหลักฐาน โดยไม่ยึดติดกับชื่อ ตำแหน่ง หรือสถานะของผู้เกี่ยวข้อง

หลักการนี้ มี…นัยทางการเมืองชัดเจน! เพราะคดีสวมสิทธิและการทุจริตทางทะเบียนแทบไม่อาจเกิดขึ้นอย่างเป็นระบบได้ หากไม่มีผู้รู้ช่องทาง เจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้อง หรือนายหน้าที่สามารถประสานผลประโยชน์ระหว่างรัฐกับเครือข่ายภายนอก

บทพิสูจน์จึงไม่ใช่เพียงจำนวนประชาชนหรือชาวต่างชาติที่ถูกตรวจสอบ แต่รวมถึงความกล้าของรัฐบาลในการดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่รัฐ นายทุน และผู้มีอิทธิพลที่อยู่เบื้องหลังด้วย

หาก หลัก “ปิดชื่อ ถือพฤติกรรม” ถูกใช้กับประชาชนรายย่อยอย่างเข้มงวด แต่หยุดลง! เมื่อเส้นทางหลักฐานเชื่อมไปถึง…ผู้มีอำนาจ นโยบายนี้ ก็จะสูญเสียความน่าเชื่อถือ

ตรงกันข้าม! หากสามารถเปิดเผยผลการตรวจสอบและดำเนินคดีโดยไม่เลือกปฏิบัติ รัฐบาลจะได้ทั้งผลงานด้านความมั่นคงและคะแนนความเชื่อมั่นทางการเมือง

DNA เพิ่มความแม่นยำ – แต่ต้องไม่ละเมิดสิทธิ :

อีกประเด็นสำคัญ ก็คือ…การนำเทคโนโลยีและนิติวิทยาศาสตร์ รวมถึง การตรวจพิสูจน์ DNA มาใช้ในกรณีจำเป็น ซึ่งช่วย…คลี่คลายกรณีที่เอกสารมีข้อพิรุธ หรือ มีข้อโต้แย้งเกี่ยวกับความสัมพันธ์ทางครอบครัวและสถานะบุคคลได้

อย่างไรก็ตาม DNA เป็นข้อมูลส่วนบุคคลที่มีความละเอียดอ่อนอย่างยิ่ง รัฐบาลจึงต้องกำหนดหลักเกณฑ์ให้ชัดว่า…จะตรวจในกรณีใด? ใครเป็นผู้อนุมัติ? ข้อมูลจะถูกเก็บไว้นานเพียงใด? และ ประชาชนสามารถคัดค้านหรืออุทธรณ์ผลการตรวจสอบได้อย่างไร?

การรักษาความมั่นคง! ไม่ควรกลายเป็นเหตุผลในการขยายการเก็บข้อมูลประชาชนโดยไม่มีขอบเขต เพราะหาก…ระบบขาดกลไกตรวจสอบ ความพยายามสร้างความน่าเชื่อถือให้ฐานทะเบียนอาจย้อนกลับไปสร้างความหวาดระแวง โดยเฉพาะ ในกลุ่มบุคคลไร้สัญชาติ ชนกลุ่มน้อย และประชาชนที่มีปัญหาด้านเอกสารแต่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับอาชญากรรม

ดังนั้น รัฐบาลจึงต้องรักษาสมดุล ระหว่าง…“ความแม่นยำในการตรวจสอบ” กับ “การคุ้มครองสิทธิ” และ ต้องไม่ตั้งสมมติฐานว่าผู้มีเอกสารไม่ครบถ้วนคือผู้กระทำผิดโดยอัตโนมัติ

เบาะแสต้องไม่จบแค่สายด่วน :

การเปิดสายด่วน 1548 และ 1567 รวมทั้งช่องทางออนไลน์โดยอนุญาตให้ผู้แจ้งไม่ต้องเปิดเผยตัวตน เป็นการเพิ่มโอกาสให้ประชาชนและเจ้าหน้าที่ภายในส่งข้อมูลเกี่ยวกับพฤติการณ์ผิดปกติได้มากขึ้น โดยเฉพาะกรณีที่เกี่ยวข้องกับผู้มีอิทธิพลหรือเครือข่ายในพื้นที่

แต่การมีช่องทางรับแจ้งไม่ได้รับประกัน ว่า…จะเกิดผลทางคดี ดังนั้น รัฐบาลจึงต้องมีระบบคัดกรอง ตรวจสอบ และรายงานความคืบหน้าที่น่าเชื่อถือ รวมถึงมาตรการป้องกันการนำช่องทางร้องเรียนไปใช้กลั่นแกล้งคู่ขัดแย้ง

ข้อมูลผู้แจ้งต้องถูกเก็บเป็นความลับจริง ไม่ใช่เพียงคำรับรองในข่าวประชาสัมพันธ์ เพราะหากตัวตนหรือรายละเอียดของผู้ให้เบาะแสรั่วไหล ความเชื่อมั่นต่อระบบจะเสียหาย และประชาชนจะไม่กล้าส่งข้อมูลในคดีที่เกี่ยวข้องกับเจ้าหน้าที่หรือผู้มีอำนาจ

ตัวชี้วัดต้องชัดกว่าจำนวนเรื่องร้องเรียน :

ความสำเร็จของ DOPA N.I.C.E. Center ไม่ควรวัดจากจำนวนเรื่องที่รับแจ้ง จำนวนการประชุม หรือจำนวนเอกสารที่ตรวจสอบ เท่านั้น แต่ควรมีตัวชี้วัดที่ประชาชนตรวจสอบได้ เช่น จำนวนรายการทะเบียนผิดปกติที่ตรวจพบ จำนวนคดีที่ส่งเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม จำนวนเจ้าหน้าที่รัฐที่ถูกดำเนินการ และจำนวนเครือข่ายบัญชีม้าหรือนอมินีที่ถูกขยายผลถึงผู้บงการ

ที่สำคัญ รัฐบาลควรรายงานให้เห็น ว่า การตรวจพบความผิดปกติทางทะเบียนนำไปสู่การป้องกันความเสียหายทางเศรษฐกิจได้มากน้อยเพียงใด โดยเปิดเผยข้อมูลในภาพรวมที่ไม่กระทบสิทธิส่วนบุคคลและไม่ทำให้คดีเสียหาย

เพราะหากเปิดศูนย์แล้วไม่มีรายงานผล ไม่มีกรอบเวลา และไม่มีความรับผิดชอบที่ชัดเจน DOPA N.I.C.E. Center ก็อาจกลายเป็นเพียงชื่อใหม่ของกลไกราชการเดิม มากกว่าจะเป็นคำตอบใหม่ของปัญหา

บทพิสูจน์อยู่ที่ “ปลายทางของคดี” :

การ ยกระดับทะเบียนราษฎร เป็น…ด่านต้นน้ำ ถือเป็นทิศทางที่สอดคล้องกับโครงสร้างอาชญากรรมยุคใหม่ ซึ่งอาศัยข้อมูลตัวบุคคลและนิติกรรมที่ดูถูกต้องมาปกปิดธุรกรรมผิดกฎหมาย การป้องกันตั้งแต่ฐานข้อมูลจึงอาจมีประสิทธิภาพกว่าการตามแก้ความเสียหายที่ปลายทาง

อย่างไรก็ดี การเปิดศูนย์ไม่ใช่จุดสิ้นสุด แต่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของบทพิสูจน์ทางการเมือง รัฐบาลต้องแสดงให้เห็นว่าการบูรณาการข้อมูลสามารถสาวถึงเครือข่ายใหญ่ได้จริง เจ้าหน้าที่ที่ทุจริตไม่ถูกละเว้น และประชาชนผู้บริสุทธิ์ไม่ถูกละเมิดสิทธิภายใต้ชื่อของความมั่นคง

ท้ายที่สุด! ความน่าเชื่อถือของ DOPA N.I.C.E. Center จะไม่ได้เกิดจากชื่อศูนย์ เทคโนโลยี หรือคำประกาศ “ปิดชื่อ ถือพฤติกรรม” แต่จะเกิดจากคำตอบว่า…เมื่อหลักฐานพาไปถึงนายทุน ผู้มีอิทธิพล หรือคนในระบบราชการ รัฐบาลจะกล้าเดินหน้าต่อจนถึงปลายทางของคดีหรือไม่?

หากทำได้! ศูนย์แห่งนี้อาจเป็นจุดเปลี่ยนในการปิดประตูอาชญากรรมตั้งแต่ต้นทาง แต่หากทำไม่ได้ ก็อาจเป็นเพียงอีกหนึ่งนโยบายที่เปิดตัวเสียงดัง ก่อนค่อย ๆ เงียบหายไปในโครงสร้างราชการแบบเดิม!!!.

Login

Welcome! Login in to your account

Remember me Lost your password?

Lost Password