‘สร้างชีวิตใหม่’ โมเดล ‘ตัดวงจรผิดซ้ำ!’

(ผนึก ‘กรมราชทัณฑ์ – บสย. – กอช.’ วางระบบออมเงิน เติมทุน และสร้างอาชีพให้ผู้พ้นโทษ)

จากผู้ต้องขังสู่ผู้ประกอบการรายย่อย “โครงการสร้างชีวิตใหม่” เดินหน้าครบ 7 ปี เปิดพื้นที่ให้คนหลังรั้วเรือนจำเข้าถึงความรู้ เงินออม และแหล่งทุนในระบบ แต่ความสำเร็จที่แท้จริง ต้องวัดจากอาชีพที่อยู่รอดและการไม่หวนกลับไปกระทำผิดซ้ำ

การกลับคืนสู่สังคมของผู้พ้นโทษ ไม่ได้เริ่มต้นขึ้นในวันที่ประตูเรือนจำเปิดออกเท่านั้น แต่ควรเริ่มตั้งแต่วันที่บุคคลเหล่านั้น ยังอยู่ภายในเรือนจำ ด้วยการเตรียมความรู้ ทักษะอาชีพ วินัยทางการเงิน และช่องทางเข้าถึงทุน เพื่อให้สามารถกลับไปดำรงชีวิตอย่างสุจริตและพึ่งพาตนเองได้

ด้วยเหตุนี้ “โครงการสร้างชีวิตใหม่” ซึ่งดำเนินต่อเนื่องมาเป็นปีที่ 7 จึงมีความหมายมากกว่ากิจกรรมเพื่อสังคมหรือ CSR ขององค์กร เพราะกำลังสะท้อนแนวทางใหม่ในการแก้ปัญหาผู้พ้นโทษ โดยนำกลไกด้านเศรษฐกิจและการเงินมาเชื่อมต่อกับกระบวนการคืนคนสู่สังคม

โครงการดังกล่าวเป็นความร่วมมือระหว่าง…กรมราชทัณฑ์, บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) กองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) และ หน่วยงานพันธมิตร ซึ่งช่วยกันสร้างองค์ประกอบสำคัญตั้งแต่…การฝึกอาชีพ การวางแผนการเงิน การสร้างวินัยการออม ไปจนถึงการเตรียมความพร้อมเพื่อเข้าถึงสินเชื่อในระบบ

โอกาสหลังประตูเรือนจำ :

ตลอดระยะเวลา 7 ปี ตั้งแต่ปี 2563–2569 มี ผู้ต้องราชทัณฑ์ผ่านการอบรมในโครงการแล้วรวม 3,675 คน ส่วนในปี 2569 มีการจัดอบรมให้แก่ผู้ต้องราชทัณฑ์ที่กำลังจะพ้นโทษจำนวน 370 คน ในเรือนจำและทัณฑสถาน 10 แห่งทั่วประเทศ ระหว่างเดือนเมษายนถึงกรกฎาคม 2569

การอบรมไม่ได้จำกัดเฉพาะ ทักษะการประกอบอาชีพ แต่ครอบคลุม การวางแผนทางการเงิน การเตรียมตัวเป็นผู้ประกอบการ และ ความรู้เกี่ยวกับการเข้าถึงสินเชื่อผ่านกลไกค้ำประกันของ บสย.

ภายในพิธีสรุปโครงการ เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2569 ณ ทัณฑสถานวัยหนุ่มกลาง จังหวัดปทุมธานี บสย. ยังได้มอบชุดอุปกรณ์ “ธุรกิจตั้งตัว สร้างชีวิตใหม่” ให้แก่ตัวแทนผู้ต้องราชทัณฑ์ที่เตรียมพ้นโทษ เพื่อเป็นทุนตั้งต้นในการประกอบอาชีพสุจริต

นายโมกุล โปษยะพิสิษฐ์ รองผู้จัดการทั่วไปอาวุโส สายงานการเงิน บสย. สะท้อนเจตนารมณ์ของโครงการว่า…ผู้ต้องราชทัณฑ์ที่เข้าร่วมมีความพร้อมเปิดรับความรู้ ทั้งเรื่องการวางแผนการเงินและทักษะการทำธุรกิจ เพื่อนำไปปรับใช้ในชีวิตจริงหลังพ้นโทษ

 
“ทุกคนสมควรได้รับโอกาส และการเตรียมความพร้อมในวันนี้ คือจุดเริ่มต้นของการสร้างคน สร้างอาชีพ และสร้างชีวิตใหม่อย่างแท้จริง” นายโมกุล ย้ำ

คำกล่าวดังกล่าวสะท้อนแนวคิดสำคัญว่า…การคืนคนสู่สังคมไม่ควรจบลงเพียงการปล่อยตัว แต่ต้องมี “สะพานเชื่อม” จากภายในเรือนจำไปสู่ชีวิตทางเศรษฐกิจภายนอกด้วย

เมื่ออดีตกลายเป็นกำแพงทุน :

ปัญหาหลักของ “ผู้พ้นโทษ” ไม่ได้มีเฉพาะการถูกปฏิเสธจากตลาดแรงงาน แต่ยังรวมถึงการไม่มีเงินทุน ไม่มีรายได้ประจำ ไม่มีประวัติสินเชื่อ และไม่มีทรัพย์สินเพียงพอสำหรับใช้เป็นหลักประกัน

แม้บุคคลเหล่านี้จะผ่านการฝึกอาชีพมาแล้ว แต่หากไม่มีเครื่องมือประกอบอาชีพ เงินทุนหมุนเวียน หรือสถานที่จำหน่ายสินค้า ทักษะที่ได้รับอาจไม่สามารถพัฒนาเป็นอาชีพที่สร้างรายได้จริงได้

บทบาทของ บสย. จึงมีความสำคัญในฐานะ กลไกช่วยให้ผู้ประกอบการรายย่อยเข้าถึงสินเชื่อผ่านการค้ำประกัน อย่างไรก็ตาม ต้องทำความเข้าใจว่า บสย. ไม่ใช่ธนาคารผู้ปล่อยกู้โดยตรง แต่ทำหน้าที่ค้ำประกันสินเชื่อและให้คำปรึกษา เพื่อเพิ่มโอกาสให้ผู้ประกอบการสามารถยื่นขอสินเชื่อจากสถาบันการเงินได้

แนวทางนี้ ทำให้โครงการ “สร้างชีวิตใหม่” แตกต่างจากการแจกเงินช่วยเหลือระยะสั้น เพราะพยายามเตรียมผู้พ้นโทษให้เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจอย่างเป็นขั้นตอน และสร้างความสามารถในการพึ่งพาตนเองในระยะยาว

ใช้ “วินัยการออม” สร้างเครดิตชีวิตใหม่ :

อีกด้านหนึ่งของโครงการที่น่าจับตา นั่นคือ…การนำการออมเงินเข้ามาเป็นรากฐานของการเริ่มต้นชีวิตใหม่

ทั้งนี้ ข้อมูลของ กอช. ระบุว่า…ปัจจุบันมีผู้ต้องขังสมัครเป็นสมาชิก กอช. แล้วกว่า 11,214 ราย ครอบคลุมเรือนจำ 70 แห่งทั่วประเทศ ขณะที่ยอดเงินออมสะสมในปี 2568 อยู่ที่มากกว่า 18.5 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นกว่า 2 เท่า

โดย กอช. ตั้งเป้าขยายการดำเนินงานให้ครอบคลุมเรือนจำและทัณฑสถานครบทั้ง 143 แห่ง เพื่อส่งเสริมให้ผู้ต้องขังมีวินัยในการออม ได้รับเงินสมทบจากรัฐตามหลักเกณฑ์ และมีหลักประกันรายได้เมื่อเข้าสู่วัยเกษียณ

ในกิจกรรมครั้งนี้ กอช. ได้มอบเงินรางวัลส่งเสริมการออมจำนวน 20,000 บาท พร้อม สมุดเงินออมสำหรับสมาชิกใหม่จำนวน 301 เล่ม โดย กรมราชทัณฑ์จะดูแลรักษาและส่งมอบคืนให้แก่สมาชิกในวันที่พ้นโทษ

นางธีรนุช ทองชิว ผู้ช่วยเลขาธิการ กอช. ระบุว่า กลุ่มผู้ต้องขังคือทรัพยากรบุคคลที่กำลังจะกลับคืนสู่สังคม การสร้างความเข้าใจเรื่องการวางแผนการเงินจึงเป็นการวางรากฐานให้บุคคลเหล่านี้สามารถดูแลตนเองได้ในอนาคต


“ความร่วมมือครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงการสอนให้ออมเงิน แต่เป็นการจุดประกายความหวังและโอกาสในการเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่ยั่งยืน” ผู้ช่วยเลขาธิการ กอช. กล่าว พร้อมแสดงความเชื่อที่ว่า…

เมื่อผู้ต้องขังมีทักษะอาชีพจากกรมราชทัณฑ์ มีโอกาสเข้าถึงทุนผ่านกลไกของ บสย. และมีหลักประกันด้านการออมจาก กอช. ก็จะสามารถกลับมาเป็นพลังในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมได้

3 กลไก – 1 เป้าหมาย :

หากพิจารณาในเชิงยุทธศาสตร์ ความร่วมมือนี้ประกอบด้วยกลไกสามส่วนที่เชื่อมโยงกันอย่างมีนัยสำคัญ

กรมราชทัณฑ์ทำหน้าที่ฝึกทักษะอาชีพและเตรียมความพร้อมก่อนปล่อยตัว

กอช. ช่วยสร้างวินัยการออมและหลักประกันระยะยาว

ส่วน บสย. ให้ความรู้ด้านธุรกิจและเปิดช่องทางเข้าสู่สินเชื่อในระบบผ่านกลไกค้ำประกัน

เมื่อทำงานร่วมกัน ทั้ง 3 หน่วยงานจึงไม่ได้เพียง “ช่วยผู้พ้นโทษ” แต่กำลังพยายามสร้างเส้นทางใหม่ จากผู้ต้องขังไปสู่ผู้มีเงินออม ผู้ประกอบอาชีพ และผู้ประกอบการรายย่อย

“จุดเด่น” ของแนวทางนี้ อยู่ที่การมองปัญหาอย่างเป็นระบบ เพราะสาเหตุที่บุคคลบางส่วนกลับไปกระทำผิดซ้ำ อาจไม่ได้เกิดจากการขาดความตั้งใจเพียงอย่างเดียว แต่อาจเกิดจากการไม่มีงาน ไม่มีรายได้ และไม่มีโอกาสเข้าถึงทุนอย่างถูกกฎหมาย

ดังนั้น การสร้างอาชีพและการเข้าถึงระบบการเงิน จึงอาจเป็นมาตรการป้องกันปัญหาสังคมที่ต้นเหตุ และอาจช่วยลดภาระงบประมาณในการควบคุมผู้กระทำผิดในระยะยาวได้ด้วย

ตัวเลขที่ยังต้องมีคำตอบ :

อย่างไรก็ตาม การประกาศความสำเร็จของโครงการยังควรแยกให้ชัดเจนระหว่าง “ผลผลิต” กับ “ผลลัพธ์”

จำนวนผู้เข้าอบรม จำนวนสมาชิก กอช. และจำนวนเรือนจำที่เข้าร่วม ถือเป็นผลผลิตที่แสดงให้เห็นขนาดของการดำเนินงาน แต่ยังไม่เพียงพอจะยืนยันว่า…โครงการสามารถสร้างชีวิตใหม่ให้ผู้พ้นโทษได้อย่างยั่งยืน

“ตัวชี้วัด” ที่ควรเปิดเผยเพิ่มเติม ได้แก่ จำนวนผู้ผ่านการอบรมที่ได้รับสินเชื่อจริง จำนวนกิจการที่เริ่มต้นได้ จำนวนอาชีพที่ยังดำเนินอยู่หลังจากพ้นโทษ รายได้เฉลี่ย อัตราการชำระหนี้ และที่สำคัญที่สุดคือ อัตราการกลับไปกระทำผิดซ้ำของผู้เข้าร่วมโครงการ

ข้อมูลของ บสย. ที่ระบุว่า ในรอบ 7 ปีมีผู้ผ่านการอบรม 3,675 คน และเข้าถึงสินเชื่อในระบบผ่านช่องทางบริการต่าง ๆ ของ บสย. คิดเป็นวงเงินรวมมากกว่า 1 ล้านบาท ยังควรได้รับการขยายความว่า มีผู้ได้รับสินเชื่อจริงจำนวนกี่ราย วงเงินเฉลี่ยต่อรายเท่าใด และวงเงินดังกล่าวเป็นวงเงินสินเชื่อหรือวงเงินค้ำประกัน

หากไม่มีรายละเอียดเหล่านี้ สังคมจะยังไม่สามารถประเมินได้ว่า…โครงการกำลัง “เปิดประตู” สู่แหล่งทุนอย่างเป็นรูปธรรม หรือยังอยู่ในขั้นของการให้ความรู้และเตรียมความพร้อมเป็นหลัก

ออมเงินไม่เท่ากับมีทุน :

การใช้วินัยการออมเป็นองค์ประกอบในการพิจารณาให้โอกาสด้านทุน มี “ข้อดี” ตรงที่ช่วยสะท้อนความรับผิดชอบและการวางแผนทางการเงิน แต่ต้องระวังไม่ให้กลายเป็นเงื่อนไขที่ทำให้ผู้มีรายได้น้อยที่สุดถูกกันออกจากโอกาส

“ผู้ต้องขัง” แต่ละคนมีรายได้ระหว่างต้องโทษและได้รับการสนับสนุนจากครอบครัวแตกต่างกัน ผู้ที่มีเงินออมน้อย จึงอาจไม่ได้หมายความว่า…ไม่มีวินัย แต่อาจไม่มีรายได้เพียงพอให้ออมตั้งแต่ต้น

เมื่อเปรียบเทียบยอดเงินออม 18.5 ล้านบาทกับสมาชิก 11,214 ราย จะมีค่าเฉลี่ยประมาณ 1,650 บาทต่อสมาชิก หากคำนวณโดยใช้จำนวนสมาชิกทั้งหมดเป็นฐาน ตัวเลขนี้ถือเป็น “จุดเริ่มต้น” ของการสร้างนิสัยการออม แต่ยังไม่อาจเรียกได้ว่าเป็นหลักประกันวัยเกษียณที่มั่นคง

นโยบายระยะต่อไป จึงควรพัฒนาให้มากกว่าการเพิ่มจำนวนสมาชิก โดยติดตามว่าผู้พ้นโทษยังสามารถออมต่อเนื่องหรือไม่ มีรายได้ประจำหรือไม่ และได้รับเงินสมทบจากรัฐอย่างครบถ้วนเพียงใด?

จาก CSR สู่นโยบายระดับชาติ :

โครงการ “สร้างชีวิตใหม่” มีศักยภาพพัฒนาไปไกลกว่ากิจกรรม CSR หากสามารถจัดทำฐานข้อมูลติดตามผู้เข้าร่วมภายหลังพ้นโทษ เชื่อมโยงแหล่งทุนกับตลาดรองรับอาชีพ และเปิดเผยผลลัพธ์ให้สังคมตรวจสอบได้

ภาครัฐอาจพิจารณาขยายความร่วมมือ ไปยัง…สถาบันการเงิน นายจ้าง ภาคเอกชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และแพลตฟอร์มจำหน่ายสินค้า เพื่อสร้างระบบรองรับตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ไม่ใช่ฝึกอาชีพแล้วปล่อยให้ผู้พ้นโทษออกไปเผชิญตลาดเพียงลำพัง

เป้าหมายสุดท้าย! จึงไม่ควรหยุดอยู่ที่…จำนวนผู้ผ่านการอบรมหรือยอดเงินออมที่เพิ่มขึ้น แต่ต้องพิสูจน์ให้ได้ว่า ผู้พ้นโทษสามารถมีงานทำ มีรายได้ ดูแลครอบครัว ชำระหนี้ได้ และไม่กลับเข้าสู่วงจรการกระทำผิดอีก

เพราะ การให้โอกาสที่ยั่งยืน ไม่ได้วัดจากสิ่งที่มอบให้ในวันพ้นโทษ แต่วัดจากความสามารถของคนคนหนึ่งที่จะยืนหยัดอยู่ในสังคมได้ หลังจากโครงการและหน่วยงานต่าง ๆ ถอนมือออกไปแล้ว

หาก กรมราชทัณฑ์ บสย. และ กอช. สามารถเชื่อม “ทักษะ–ทุน–การออม–ตลาด” ให้ทำงานเป็นระบบ พร้อมเปิดเผยผลลัพธ์ที่ตรวจสอบได้

โครงการสร้างชีวิตใหม่ ก็อาจไม่ใช่เพียง…โครงการช่วยเหลือคนกลุ่มหนึ่ง แต่จะกลายเป็นต้นแบบของนโยบายลดความเหลื่อมล้ำ ลดการกระทำผิดซ้ำ และเปลี่ยนผู้พ้นโทษให้กลับมาเป็นกำลังทางเศรษฐกิจของประเทศได้อย่างแท้จริง!!!.

Login

Welcome! Login in to your account

Remember me Lost your password?

Lost Password