เร่งรื้อกฎหมายกว่า 100 ฉบับ

(‘ปลดล็อกประเทศ’ หรือ ‘เปิดช่องผลประโยชน์?’ – ถึงเวลาเปิดบัญชี…ให้คนไทยร่วมตรวจสอบ!)

รัฐบาลเร่งรื้อกฎหมายกว่า 100 ฉบับตามข้อเสนอภาคเอกชน หวังลดต้นทุนและเพิ่มขีดแข่งขันภายใน 1–2 เดือน แต่เมื่อสังคมไทย ยังไม่เห็นรายชื่อกฎหมาย ผู้เสนอ ตลอดจนผลได้–ผลเสีย แล้วใครจะรับประกันว่า “Quick Wins” จะเป็นประโยชน์ต่อคนส่วนใหญ่ แม้การปฏิรูปกฎหมายเป็นความจำเป็นที่ทุกฝ่ายเห็นพ้อง ทว่าความรวดเร็วต้องไม่แซงความโปร่งใส และการ “ปลดล็อกธุรกิจ” ต้องไม่กลายเป็นการ “ปลดกลไก” คุ้มครองประชาชน!

นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย กล่าวถึง ความคืบหน้าการปรับปรุงกฎหมายเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ว่า ขณะนี้รัฐบาลกำลังทำงานร่วมกับ คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ผ่านกลไก คณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.)

ข้อเสนอล่าสุดจาก ภาคเอกชน มีกฎหมายเกี่ยวข้องกว่า 100 ฉบับ ส่วนใหญ่มาจาก สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย โดย รัฐบาลจะนำข้อเสนอเหล่านี้ มาจัดกลุ่มและเรียงลำดับ ว่า กฎหมายใดเป็นอุปสรรคต่อเศรษฐกิจและความสามารถในการแข่งขันมากที่สุด ก่อนคัดเลือกเรื่องที่ทำได้จริงและเห็นผลเร็ว โดยนายปกรณ์คาดว่า อีก 1–2 เดือนจะเห็นภาพชัดเจนขึ้น

การทบทวนกฎหมายที่ล้าสมัย…เป็นเรื่องจำเป็น ไม่ใช่เพียง…ภาคธุรกิจที่เรียกร้อง พรรคการเมืองทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน นักวิชาการ ตลอดจน หน่วยงานด้านการพัฒนากฎหมายต่างเห็นตรงกัน ว่า…กฎระเบียบจำนวนมากซ้ำซ้อน ไม่สอดคล้องกับเทคโนโลยีและสภาพเศรษฐกิจปัจจุบัน บางฉบับกำหนดขั้นตอนเกินความจำเป็น เปิดพื้นที่ให้เจ้าหน้าที่ใช้ดุลพินิจ และอาจกลายเป็นช่องทางเรียกรับผลประโยชน์

แต่ยิ่ง รัฐบาลต้องการทำเรื่องนี้ให้รวดเร็วเพียงใด? คำถามเรื่อง…ความโปร่งใสยิ่งต้องดังขึ้นตามมามาก เท่านั้น นั่นเพราะ กฎหมาย…ไม่ใช่เพียงเอกสารที่ “สร้างต้นทุน” ให้ภาคธุรกิจ หากยังเป็นกติกาที่กำหนดความสัมพันธ์ระหว่าง…รัฐ ทุน แรงงาน ผู้บริโภค ชุมชน และทรัพยากรของประเทศ

100 ฉบับ ไม่ใช่ 7,600 ฉบับ :

กับตัวเลขที่ปรากฏในข่าว จะต้องแยกออกจากกันให้ชัด! “กฎหมายกว่า 100 ฉบับ” หมายถึง…ข้อเสนอที่ภาคเอกชนรวบรวมส่งให้รัฐบาลพิจารณาในรอบล่าสุด ขณะที่ตัวเลข “กว่า 7,600 ฉบับ” หมายถึง…กฎหมายลำดับรองทั้งหมด เช่น กฎกระทรวง ประกาศ และระเบียบ ซึ่งอาจเป็น…ฐานสำหรับการตรวจสอบ

แต่ไม่ได้หมายความว่า…รัฐบาลจะแก้กฎหมายทั้ง 7,600 ฉบับภายใน 2 เดือน

ก่อนหน้านี้ กกร.เคยเสนอให้คัดเลือกกฎหมายเพียง 10–20 ฉบับเป็นโครงการนำร่อง พร้อมระบุปัญหา ผลกระทบ และแนวทางแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม กระทั่งขยายมาเป็นข้อเสนอเกี่ยวข้องกับกฎหมายกว่า 100 ฉบับในปัจจุบัน

รัฐบาลยังตั้งคณะทำงานร่วม ประกอบด้วยตัวแทนจาก…สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา และ กกร. เพื่อ…คัดกรองข้อเสนอ เลือก Quick Wins เปิดรับฟังความคิดเห็น และเสนอหลักการต่อคณะรัฐมนตรี

จากนั้น หน่วยงานเจ้าของกฎหมาย จึงดำเนินการแก้ไขตามกระบวนการของกฎหมายแต่ละระดับ

แนวทางดังกล่าว มีเหตุผลในแง่การบริหาร เพราะหากทำ “แผนแม่บทขนาดใหญ่” โดยไม่มีลำดับความสำคัญ  งานอาจใช้เวลาหลายปีและไม่เกิดผล แต่คำว่า Quick Wins ก็มีคำถามซ่อนอยู่เช่นกันว่า..

“ชัยชนะอย่างรวดเร็ว” นั้นเป็นชัยชนะของใคร? และใครอาจเป็นผู้รับต้นทุนแทน?

ลดต้นทุนเอกชน—แต่อย่าผลักต้นทุนให้ประชาชน :

ภาคเอกชนย่อมมีความชอบธรรมที่จะสะท้อนปัญหา เพราะเป็น…ผู้เผชิญกฎหมาย ขั้นตอนอนุญาต และระบบราชการในการดำเนินธุรกิจโดยตรง ข้อมูลจากผู้ประกอบการจึงมีความสำคัญต่อการค้นหาว่า…กฎหมายใดสร้างภาระโดยไม่มีประโยชน์คุ้มค่า

ขณะเดียวกัน ต้องยอมรับความเป็นจริงที่ว่า…เป้าหมายพื้นฐานของธุรกิจ คือ การสร้างผลตอบแทนและผลกำไร ดังนั้น ข้อเสนอจากภาคเอกชนจึงไม่อาจถูกตีความโดยอัตโนมัติ ว่า…เท่ากับประโยชน์สาธารณะ!!??

กฎหมายที่ภาคธุรกิจ มองว่า…เป็น “ต้นทุน” นั้น มันก็อาจเป็น…มาตรการคุ้มครองแรงงาน ผู้บริโภค สิ่งแวดล้อม สุขภาพ หรือความปลอดภัยของสังคม

ดังนั้น การลดต้นทุนในบัญชีของผู้ประกอบการ จึงอาจไม่ได้ทำให้ต้นทุนนั้น หายไปจากประเทศนี้ได้!!??

แต่อาจเป็นเพียงการย้ายภาระไปให้ประชาชน ชุมชน หรือรัฐเป็นผู้รับแทน

การลดขั้นตอนอนุญาต อาจช่วยให้โรงงานเปิดกิจการเร็วขึ้น แต่ต้องไม่ลดการตรวจสอบความปลอดภัย

การปลดล็อกการใช้พลังงานอาจช่วยผู้ประกอบการ แต่ต้องไม่ทำลายการแข่งขันที่เป็นธรรม

การผ่อนคลายกฎด้านการท่องเที่ยวอาจเพิ่มรายได้ แต่ต้องไม่ส่งผลเสียต่อชุมชนหรือเปิดช่องให้ธุรกิจผิดกฎหมาย

ส่วน การแก้ข้อจำกัดให้กิจการขนาดใหญ่ อาจกลับสร้างความเสียเปรียบแก่ SMEs หากกติกาที่เหลืออยู่ถูกออกแบบให้ทุนใหญ่ปฏิบัติตามได้ง่ายกว่ารายเล็ก

ดังนั้น การพิจารณา…ไม่ควรมีเพียงคำถาม ที่ว่า…“เอกชนประหยัดต้นทุนได้เท่าไร?” แต่ต้องถามด้วยว่า…“ต้นทุนถูกส่งต่อไปให้ใคร?” และ “ประโยชน์ที่ประเทศได้รับมากกว่าความเสี่ยงที่ประชาชนต้องแบกรับหรือไม่?”

“รัฐ – ทุน” ร่วมโต๊ะ! ต้อง “ปิดช่อง” สมประโยชน์ :

การทำงานร่วมกัน ระหว่าง…รัฐบาลกับ กกร.ไม่ใช่เรื่องผิด ตรงกันข้าม หากออกแบบอย่างโปร่งใสอาจช่วยให้รัฐเข้าถึงปัญหาจริงและแก้ไขได้เร็วกว่าเดิม

ความเสี่ยง! จึงอยู่ที่…กระบวนการดังกล่าว ที่อาจถูกครอบงำโดยกลุ่มผลประโยชน์ (Regulatory Capture) เมื่อ…ผู้ได้รับประโยชน์จากกฎหมายมี อิทธิพลต่อการเลือกวาระ ยกร่าง และตัดสินใจแก้กติกาที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจของตนเอง

คนไทยจึงไม่ควรถูกขอให้เชื่อมั่นด้วยคำยืนยันว่า…ทุกฝ่ายทำเพื่อประเทศ! แต่ต้องสามารถตรวจสอบผ่านข้อมูลและหลักฐานได้

ดังนั้น รัฐบาลควรเปิดเผยบัญชีกฎหมายกว่า 100 ฉบับทั้งหมด พร้อมกับระบุด้วยว่า…ใครเป็นผู้เสนอแต่ละเรื่อง? เหตุผลที่ต้องแก้คืออะไร? ธุรกิจหรือกลุ่มใดจะได้รับประโยชน์? ใครอาจได้รับผลกระทบ? และ มีความเห็นคัดค้านหรือข้อเสนอทางเลือกอย่างไร?

ผู้แทนบริษัทหรือสมาคมใด? ที่เสนอแก้กฎหมาย ซึ่งตนจะได้รับประโยชน์โดยตรง ต้องเปิดเผยผลประโยชน์นั้นอย่างตรงไปตรงมา

ส่วนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง และผู้ร่วมพิจารณาต้องเปิดเผยความสัมพันธ์ที่อาจก่อให้เกิดผลประโยชน์ทับซ้อน และไม่ควรมีอำนาจชี้ขาดในเรื่องที่ตนมีส่วนได้เสีย

โต๊ะประชุมพิจารณา…ยังต้องมี เสียงจากฝ่ายอื่น ไม่ใช่มีเพียงรัฐบาล ข้าราชการ และตัวแทนภาคธุรกิจ แต่ควร “เปิดพื้นที่” ให้…ภาคแรงงาน ผู้บริโภค SMEs ที่อยู่นอกเครือข่ายสมาคมใหญ่ เกษตรกร ชุมชน นักวิชาการด้านกฎหมายและการแข่งขัน ตลอดจน ผู้เชี่ยวชาญด้านสิ่งแวดล้อมและสาธารณสุขเข้าร่วมอย่างสมดุล

ข้อเท็จจริง! คือ…กกร.เป็นตัวแทนสำคัญของภาคธุรกิจ แต่ไม่ใช่ตัวแทนของคนไทยทั้งประเทศ

รับฟัง 30 วัน ต้องไม่เป็นเพียงพิธีกรรม :

รองนายกฯปกรณ์ ยังระบุด้วยว่า…เมื่อได้ข้อเสนอและถ้อยคำที่ต้องการแก้ไขชัดเจนแล้ว จะนำเข้าสู่กระบวนการรับฟังความคิดเห็นจากผู้เกี่ยวข้องเป็นเวลา 30 วัน ก่อนเสนอ ครม.

แต่การรับฟังความคิดเห็นจะไม่มีความหมาย หากเปิดเผยเพียงร่างกฎหมายที่เต็มไปด้วยศัพท์เฉพาะ โดยที่ ประชาชนคนไทยส่วนใหญ่ ไม่รู้ว่า…กติกาเดิมคืออะไร? กำลังจะแก้ส่วนใด? และผลกระทบจะตกแก่ใคร?

หรือ หากรัฐบาลตัดสินใจในหลักการไปเกือบทั้งหมดแล้ว จึงนำร่างมาเปิดรับฟังเพื่อให้ครบขั้นตอน

รัฐควรจัดทำ “ข้อมูลฉบับประชาชน” ของกฎหมายแต่ละฉบับ โดยแสดงตารางเปรียบเทียบกติกาเดิมกับข้อเสนอใหม่ พร้อม การประเมินผลกระทบของกฎหมาย (RIA) ที่ครอบคลุมอย่างน้อย 6 ด้าน ได้แก่…

ผู้ได้รับประโยชน์ ผู้รับภาระ ผลต่อ SMEs และการแข่งขัน รายได้ของรัฐ ผลต่อแรงงาน – ผู้บริโภค – สิ่งแวดล้อม และความเสี่ยงด้านผลประโยชน์ทับซ้อน!!!

ผู้ทำ RIA ไม่ควรเป็นเพียง…หน่วยงานเจ้าของกฎหมาย หรือกลุ่มผู้เสนอกฎหมายฝ่ายเดียว แต่ควรมีสถาบันวิชาการ หรือผู้เชี่ยวชาญที่เป็นอิสระร่วมตรวจสอบ เพื่อไม่ให้การประเมินกลายเป็นเอกสารรับรองข้อสรุปที่วางไว้ล่วงหน้า

กรณีที่เกี่ยวข้องกับ…ความปลอดภัย สุขภาพ สิ่งแวดล้อม สิทธิแรงงาน ทรัพยากรสาธารณะ และโครงสร้างการแข่งขัน ก็จะต้อง ผ่าน…การพิจารณาที่เข้มข้นกว่ากฎหมายเกี่ยวกับเอกสาร หรือขั้นตอนธุรการทั่วไป ความรวดเร็วไม่ควรถูกใช้เป็นมาตรฐานเดียวกับกฎหมายทุกประเภท

กรรมาธิการรัฐสภา – มีแล้วต้องทำหน้าที่ :

ก่อนหน้านี้ ฝ่ายนิติบัญญัติ ได้ตั้ง…คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาและติดตามการปฏิรูปกฎหมายและการยกเลิกกฎระเบียบล้าสมัย จำนวน 25 คนแล้ว โดยมี ศาสตราจารย์สมคิด เลิศไพฑูรย์ เป็น…ประธาน และมี กรรมาธิการจากหลายพรรค นักวิชาการ และตัวแทนภาคธุรกิจ

ในจำนวนนี้มี นายพริษฐ์ วัชรสินธุ รองหัวหน้าพรรคฯ และ นางสาวเพียงพนอ บุญกล่ำ จากพรรคประชาชน นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จากพรรคประชาธิปัตย์ ตลอดจน บุคคลจากภาคธุรกิจ ร่วมเป็นกรรมาธิการ

คณะกรรมาธิการชุดดังกล่าว ได้จัดประชุมต่อเนื่องถึงครั้งที่ 9 เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2569 และมี คณะอนุกรรมาธิการรับฟังความคิดเห็นจากภาคเอกชนและประชาชนด้วย

ความเคลื่อนไหวนี้แสดงว่า…รัฐสภามีกลไกตรวจสอบอยู่แล้ว แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่ปรากฏต่อสาธารณะอย่างชัดเจน ว่า…

รัฐบาลหรือ กกร.ได้ส่งบัญชีกฎหมายกว่า 100 ฉบับให้กรรมาธิการตรวจสอบหรือไม่ และกรรมาธิการได้บรรจุเรื่องดังกล่าวเป็นวาระเฉพาะแล้วหรือยัง???

หากรัฐบาลกับ กกร.เดินหน้าในรางหนึ่ง ขณะที่ กรรมาธิการศึกษาอยู่ในอีกรางหนึ่งโดยไม่ได้รับข้อมูลชุดเดียวกัน?

กลไกของรัฐสภาอาจทำได้เพียงติดตามภายหลังการตัดสินใจ ทั้งที่ควรตรวจสอบตั้งแต่ขั้นคัดเลือกกฎหมาย!!!

กรรมาธิการจึงควร “เรียก” บัญชีกฎหมาย รายชื่อผู้เสนอ บันทึกการประชุม ผลการประเมิน และข้อมูลผู้ได้ประโยชน์มาพิจารณา พร้อมเชิญนายปกรณ์ ก.พ.ร. สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา และ กกร.มาชี้แจงต่อสาธารณะ ก่อนที่ข้อเสนอสำคัญจะเข้าสู่ ครม.

ส่วน พรรคประชาชนและพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งต่างก็ สนับสนุนการ “กิโยติน” กฎหมายในหลักการ ต้องพิสูจน์บทบาทฝ่ายค้านด้วยการตรวจสอบรายละเอียด ไม่ใช่เพียงเห็นด้วยกับเป้าหมายของรัฐบาล เพราะการเห็นตรงกันในหลักการยิ่งทำให้ต้องตรวจสอบวิธีดำเนินการอย่างรอบคอบ

วัดผลจากประโยชน์ส่วนรวม ไม่ใช่จำนวนกฎหมาย :

ความสำเร็จของการปฏิรูปครั้งนี้ ไม่ควร “วัด” จากจำนวนกฎหมายที่แก้ หรือยกเลิกได้ภายใน 2 เดือน แต่ควร “วัด” จากผลที่เกิดขึ้นจริง! เช่น…

ระยะเวลาขออนุญาตลดลงเท่าใด?

จำนวนเอกสารและการติดต่อหน่วยงานลดลงหรือไม่?

SMEs เข้าสู่ตลาดได้มากขึ้นเพียงใด?

การใช้ดุลพินิจและข้อร้องเรียนเรื่องเรียกรับผลประโยชน์ลดลงหรือไม่?

และ ประชาชนยังได้รับการคุ้มครองอย่างเหมาะสมหรือไม่?

กฎหมายที่แก้แล้ว ควรมีการประเมินผลย้อนหลังภายในระยะเวลาที่กำหนด หากพบว่า…เอื้อประโยชน์เฉพาะกลุ่ม ทำให้ตลาดผูกขาด หรือสร้างผลกระทบต่อประชาชนมากกว่าที่ประเมินไว้ ต้องสามารถทบทวน แก้ไข หรือยกเลิกได้

รัฐบาลควรยึดหลัก “ลดภาระโดยไม่ลดการคุ้มครอง ลดดุลพินิจโดยไม่ลดความรับผิด และเพิ่มการแข่งขันโดยไม่เพิ่มอำนาจผูกขาด”

การรื้อกฎหมายกว่า 100 ฉบับอาจเป็นโอกาสสำคัญในการยกระดับประเทศ หากดำเนินการด้วยข้อมูล ความโปร่งใส และการมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง

แต่ก็อาจกลายเป็น…ความเสี่ยงทางการเมืองและเศรษฐกิจ หากประชาชนได้รับรู้เพียงว่า…กฎหมายถูกแก้แล้ว โดยไม่เคยรู้ว่า…ใครเป็นผู้เสนอและใครได้รับประโยชน์???

กฎหมายที่ล้าสมัยสมควรถูกแก้ แต่กฎหมายที่คุ้มครองประโยชน์ส่วนรวม ไม่ควรถูกทำให้อ่อนแอ! เพียงเพราะถูกเรียกว่าเป็น…ต้นทุนทางธุรกิจ!!??

ถึงเวลาแล้วที่รัฐบาลจะต้องเปิดบัญชีกฎหมายกว่า 100 ฉบับให้ประชาชนตรวจสอบ เพราะกติกาของประเทศไม่ใช่เรื่องที่ฝ่ายการเมือง ข้าราชการ และตัวแทนธุรกิจควรตกลงกันในวงจำกัด

ผลประโยชน์อาจตกแก่คนเพียงบางกลุ่ม? แต่ต้นทุนจากการตัดสินใจที่ผิดพลาด! อาจถูกส่งต่อให้คนไทยทั้งประเทศ ต้องกลายเป็น “ผู้รับผิดชอบ” ในท้ายที่สุด!!!.

Login

Welcome! Login in to your account

Remember me Lost your password?

Lost Password