‘มิตรภาพการเมือง’ ไม่จีรัง?

(ยึดโยงผลประโยชน์ – รวมเสียงล้ม! ง่ายกว่าร่วมตั้งรัฐบาลใหม่)

คำปฏิเสธ “ไม่มีปฏิญญา Monaco” ของ ผู้กองฯธรรมนัส อาจปิดข่าวลือ “พบ…นายทักษิณ” ที่ โมนาโกได้ แต่ยังข้อสงสัย? “เขียว – แดง” อิงฝ่ายค้าน บีบ! “รัฐบาลอนุทิน” หลังสมการบนกระดาษการเมือง ชี้ว่า…เสียงรัฐบาลอาจหดเหลือแค่ 218 น่าสนใจว่า…การรวมเสียงโค่นรัฐบาล มันยากหรือง่ายกว่าการยกมือสนับสนุน?

ข่าวโมนาโก – ข้อปฏิเสธที่ดังยิ่งกว่าข่าวลือ :

วันที่ 29 กรกฎาคม 2569 ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า หัวหน้าพรรคกล้าธรรม โพสต์ชี้แจงกระแสข่าวที่ว่า…ตัวเขาเดินทางไปโมนาโกเพื่อพบหรือเจรจากับฝ่ายพรรคเพื่อไทย รวบรวมเสียงสนับสนุนเปลี่ยนตัวนายกรัฐมนตรี

โดยยืนยันว่า…เดินทางไปฝรั่งเศสและโมนาโกกับครอบครัว ไม่มีเรื่องการเมือง ไม่ได้พบ นายทักษิณ ชินวัตร และติดแฮชแท็ก “ไม่มีปฏิญญา Monaco”

ในชั้นข้อเท็จจริง ข่าวที่ตรวจสอบได้จึงมีเพียงการเดินทางของ ร.อ.ธรรมนัส ทว่า การเกิดกระแสกล่าวอ้าง และคำปฏิเสธจากเจ้าตัว ยังไม่มีพยานหลักฐานสาธารณะที่ยืนยันว่า…มีการพบหรือทำข้อตกลงทางการเมืองจริง

บทวิเคราะห์ข่าวการเมือง จึงไม่ควร “ตั้งข่าวลือ…เป็นข้อยุติ” แต่ควรถามต่อว่า…เหตุใด? ข่าวลือนี้จึงถูกผลิต ถูกส่งต่อ และมีผู้พร้อมเชื่อมากพอจนเจ้าตัวต้องตอบโต้ด้วยถ้อยคำแข็งกร้าว

คำตอบอยู่ที่ โครงสร้างอำนาจในสภาผู้แทนราษฎร มากกว่า…สถานที่นัดพบ

เพราะถึงไม่มี “โต๊ะเจรจา” ที่โมนาโก ตัวเลขของพรรคกล้าธรรมและพรรคเพื่อไทย ก็มีศักยภาพที่จะ “เปลี่ยนดุล” รัฐบาลได้อยู่แล้ว สถานที่จึงอาจเป็นเพียงฉากของข่าว แต่จำนวน สส.คือเนื้อแท้ของเรื่อง

“มิตรภาพไม่จีรัง” เมื่ออดีตย้อนมาทวงความหมาย :

ก่อนหน้านี้ เมื่อ พรรคกล้าธรรมไม่ได้รับเลือกเข้าเป็นรัฐบาลหลังการเลือกตั้ง ก็เป็น ร.อ.ธรรมนัส ที่เคยแสดงความพร้อม ทำงานร่วมกับพรรคประชาชน ในฐานะ…ฝ่ายค้าน พร้อมให้ความหมายว่า…

มิตรภาพทางการเมืองไม่จีรัง!!??

ท่าทีดังกล่าว สะท้อนธรรมชาติของการเมืองระบบพรรคผสม ว่า…ความเป็นมิตรหรือคู่ขัดแย้งไม่ได้หยุดนิ่ง หากแปรไปตามอำนาจต่อรอง ตำแหน่งในรัฐบาล ฐานเสียง และผลประโยชน์ที่แต่ละฝ่ายมองว่าได้รับหรือสูญเสีย

คำว่า “ไม่จีรัง” จึงไม่ได้จำกัดอยู่ที่ความสัมพันธ์ระหว่าง ร.อ.ธรรมนัส กับ นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย หรือกับ นายทักษิณ เท่านั้น แต่ยังจะ ครอบคลุมพันธมิตรทั้งระบบ!!!

พรรคที่เคยร่วมรัฐบาล อาจกลายเป็นฝ่ายค้าน พรรคที่เคยแข่งขันกันอาจลงมติร่วมกัน และพรรคที่จับมือกันอยู่ก็อาจแยกทาง เมื่อ “ดุลผลประโยชน์” แปรเปลี่ยน???

เปิดสมการตัวเลขการเมือง – จุดเปราะอยู่ที่ “แดง” :

ก่อนการ โหวตนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2569 แนวร่วมสนับสนุน นายอนุทิน มีประมาณ 292 เสียง ประกอบด้วย…พรรคภูมิใจไทย ราว 191–192 เสียง พรรคเพื่อไทย 74 เสียง พรรคพลังประชารัฐ 5 เสียง พรรคประชาชาติ 5 เสียง และ กลุ่มพรรคขนาดเล็ก อีกส่วนหนึ่ง

ส่วน ฝ่ายค้าน มีประมาณ 207 เสียง ได้แก่ พรรคประชาชน 120 พรรคกล้าธรรม 58 พรรคประชาธิปัตย์ 21 พรรคไทรวมพลัง 6 รวมทั้ง พรรคไทยภักดี และ พรรคเสรีรวมไทย พรรคละ 1 เสียง

ตัวเลขนี้ ทำให้ต้อง “จัดสถานะ” ของแต่ละสีให้ถูกต้อง กันใหม่

เขียว” หรือกล้าธรรมเป็นฝ่ายค้าน อยู่แล้ว จุดเปลี่ยน! จึงไม่ใช่การที่ สีเขียวถอนจากรัฐบาล แต่คือ…การที่ “แดง” หรือ พรรคเพื่อไทยถอนตัวจากรัฐบาล แล้วลงมติร่วมกับฝ่ายค้านเดิม

หาก สส.เพื่อไทยทั้ง 74 คนขยับพร้อมกัน รัฐบาลจะลดจากประมาณ 292 เหลือราว 218 เสียง ขณะที่ฝั่งตรงข้ามจะเพิ่มจากประมาณ 207 เป็นราว 281 เสียง

ดังนั้น พรรคเพื่อไทย ไม่ได้เป็นเพียงพรรคร่วมที่ช่วยเติมเสียง แต่เป็น “เสาค้ำ” เสียงข้างมากของรัฐบาลอนุทิน ส่วน พรรคกล้าธรรม คือ “กำลังเสริม” ของฝ่ายค้านที่มีขนาดใหญ่พอจะทำให้การถอนตัวของพรรคเพื่อไทยแปรเป็นเสียงข้างมากชุดใหม่

ข่าว “เขียว+แดง” จึงไปแตะ…จุดเปราะ? ของ “รัฐบาลอนุทิน” โดยตรง แม้จะยังไม่มีหลักฐาน ที่ว่า…ทั้งสองฝ่ายทำข้อตกลงกันแล้ว ก็ตาม

ต่ำกว่า 250 ไม่ได้ล้มอัตโนมัติ แต่ทำให้รัฐบาลอยู่ยาก :

การมี เสียงต่ำกว่ากึ่งหนึ่งของสภาฯ ไม่ได้ทำให้…นายกรัฐมนตรี หรือคณะรัฐมนตรีพ้นตำแหน่งโดยอัตโนมัติ เพราะ รัฐบาล…ยังสามารถจะบริหารประเทศต่อไปได้ ในฐานะ “รัฐบาลเสียงข้างน้อย”

และยังจะหา “เสียงสนับสนุน” เป็นรายวาระได้

การลงมติร่างกฎหมายทั่วไป ยังพิจารณาจากเสียงข้างมากของผู้มาประชุมและออกเสียงภายใต้องค์ประชุม จึงไม่ใช่ทุกเรื่องที่ต้องมีตัวเลข 250 ตายตัว

แต่ตัวเลข “กึ่งหนึ่ง” จะมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อ…มติไม่ไว้วางใจ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 151 ที่กำหนดให้…ผู้ถูกอภิปรายจะพ้นจากตำแหน่ง เมื่อมติไม่ไว้วางใจได้คะแนนมากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่!!??

โดยหากในสภาฯ มี สส. 499 คน “จุดตัด” คือ…รัฐบาลต้องมี สส.อย่างน้อย 250 เสียง และหากฝ่ายค้านที่รวมได้ราว 281 นั่นจึงมี…ศักยภาพผ่านมติดังกล่าว หากทุกพรรคและทุกกลุ่มรักษาวินัยการลงคะแนนได้

นอกจากมติไม่ไว้วางใจ รัฐบาลเสียงข้างน้อยยังต้องเผชิญความเสี่ยงจากองค์ประชุม การผ่านกฎหมายสำคัญ และโดยเฉพาะ ร่างงบประมาณ

ความพ่ายแพ้อาจไม่ทำให้…รัฐบาลสิ้นสุดตามกฎหมายทุกกรณี แต่ย่อมสร้าง แรงกดดันทางการเมือง จนต้อง…ปรับพันธมิตร ปรับคณะรัฐมนตรี ยุบสภา หรือ หาทางคืนเสียงข้างมากให้ได้

รวมเสียงล้มง่ายกว่า – แต่ใครจะตั้งรัฐบาลใหม่? :

การเมืองแบบหลายพรรคมีข้อเท็จจริงสำคัญประการหนึ่ง นั่นคือ…พรรคต่างอุดมการณ์สามารถลงมติไม่ไว้วางใจรัฐบาลเดียวกันได้ โดยไม่จำเป็นต้องเห็นตรงกันทุกเรื่อง

เป้าหมายระยะสั้น มีเพียง…การทำให้ “เสียงไม่ไว้วางใจ” ถึงเกณฑ์ กล่าวคือ…แดง เขียว ส้ม และฟ้า อาจยกมือไปในทิศทางเดียวกันได้ หากแต่ละฝ่ายเห็นว่า…การสิ้นสุดรัฐบาลเดิมเป็นประโยชน์ร่วม

แต่เมื่อ รัฐบาลเดิมสิ้นสุด โจทย์จะเปลี่ยนทันที จาก “ไม่เอาใคร?” ไปสู่ “จะเอาใคร?” พรรคที่รวมกันต่อต้านนายกรัฐมนตรีคนเดิม ต้องตกลงกันในเรื่องของ ผู้ที่จะเป็น…นายกรัฐมนตรีคนใหม่ โครงสร้างคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ นโยบายใหม่ รวมถึง เงื่อนไขทางกฎหมาย และการแบ่งอำนาจระหว่างพรรค

ความแตกต่างที่ถูกพักไว้ในช่วง…ลงมติล้มรัฐบาล! จะกลับมาเป็นอุปสรรคในการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ ในทันที!!!

พรรคประชาชน อาจพร้อมร่วมตรวจสอบหรือร่วมมติไม่ไว้วางใจ แต่ไม่ได้แปลว่า…พวกเขาจะยอมเข้ารัฐบาลเดียวกับ พรรคเพื่อไทยและพรรคกล้าธรรม

ในทางกลับกัน พรรคเพื่อไทยอาจใช้การขยับตัวเพื่อเพิ่มอำนาจต่อรองในรัฐบาล มากกว่าต้องการถอนตัวจริง!

ขณะที่ พรรคกล้าธรรม อาจต้องการเปลี่ยนสถานะจาก…ฝ่ายค้านกลับเข้าสู่อำนาจรัฐ?

แต่การสนับสนุน “รัฐบาลชุดใหม่” ย่อมต้องแลกกับเงื่อนไข ทั้งหมดนี้ทำให้…สมการ 281 เสียงเป็น “เสียงล้ม” ที่อาจเกิดได้ง่ายกว่า “เสียงตั้ง” รัฐบาลชุดถัดไป

เกมข่าวลือ – วัดแรงสั่นสะเทือนและอาการพันธมิตร :

เมื่อมองเช่นนี้ ข่าวปฏิญญาโมนาโก อาจทำหน้าที่ทางการเมืองได้ แม้ไม่มีปฏิญญาเกิดขึ้นจริง! เพราะเพียงข่าวถูกปล่อยออกมา ก็สามารถ ทดลองปฏิกิริยาหลายฝ่าย วัดได้ว่า…

พรรคภูมิใจไทยกังวลเพียงใด?

พรรคเพื่อไทยจะปฏิเสธหรือสงวนท่าที?

พรรคกล้าธรรมควบคุม 58 เสียงได้แน่นเพียงใด?

และ ฝ่ายค้านเดิม พร้อมเปิดประตูรับพันธมิตรชั่วคราวมากน้อยแค่ไหน?

ข่าวลือ ยังอาจเป็น “เครื่องมือต่อรอง” โดยไม่ต้องมีการเจรจาจริง ฝ่ายที่ถูกมองว่า…อาจย้ายขั้ว จึงมีราคาทางการเมืองสูงขึ้น!

ส่วน แกนนำรัฐบาล ต้องเร่งประเมินว่า…จะรักษาพันธมิตรด้วยตำแหน่ง นโยบาย หรือการปรับความสัมพันธ์อย่างไร?

อย่างไรก็ดี การวิเคราะห์แรงจูงใจเช่นนี้ ต้องระบุให้ชัดว่า…เป็นการอ่านเกม ไม่ใช่หลักฐานยืนยันผู้ปล่อยข่าวหรือการทำดีล

โมนาโกอาจไม่มีปฏิญญา แต่สภามีสมการ :

คำปฏิเสธของ ร.อ.ธรรมนัส อาจเพียงพอให้หยุดกล่าวหาว่า…มีการพบกับ นายทักษิณ ที่โมนาโก ตราบใดที่ยังไม่มีหลักฐานใหม่

แต่ไม่อาจลบความจริง ที่ว่า…“รัฐบาลอนุทิน” พึ่งพา 74 เสียงของ พรรคเพื่อไทยอย่างมีนัยสำคัญ

และ ฝ่ายค้าน มี พรรคกล้าธรรม 58 เสียงเป็นตัวแปร หาก “สีแดง” ขยับออกและเขียวลงมติร่วมกับฝ่ายค้านเดิม ดุล 292 ต่อ 207 อาจกลับเป็น 218 ต่อ 281 ได้

อย่างไรก็ตาม ตัวเลขไม่ใช่คำตอบทั้งหมด รัฐบาลเสียงต่ำกว่า 250 ไม่ล้มโดยอัตโนมัติ และ เสียง 281 ที่ร่วมกันล้มรัฐบาลก็ไม่ได้รับประกันว่าจะร่วมกันตั้งรัฐบาลใหม่สำเร็จ

การเมืองไทยจึงอาจเห็นพันธมิตรเฉพาะกิจเกิดขึ้นก่อนพันธมิตรถาวร – หากคำว่า “ถาวร” ยังมีอยู่ในพจนานุกรมการเมือง

ท้ายที่สุด! คำว่า…“มิตรภาพการเมืองไม่จีรัง?” ที่ ร.อ.ธรรมนัส เคยกล่าวเอาไว้ อาจไม่ได้หมายความว่า…การเมืองปราศจากหลักการเสมอไป แต่อาจกำลังจะเตือนว่า…ในระบบพรรคผสม มิตรภาพจะมั่นคงได้ตราบเท่าที่ผลประโยชน์ เป้าหมาย และต้นทุนของการอยู่ร่วมกันยังสมดุล

เมื่อสมดุลเปลี่ยน มิตรภาพก็เปลี่ยน และบางครั้ง…การรวมเสียงเพื่อยุติรัฐบาลเดิม อาจเป็นข้อตกลงเดียวที่ทุกฝ่ายทำได้ ก่อนจะแยกย้ายไปต่อรองอนาคตของตนเองอีกครั้ง!!??.

Login

Welcome! Login in to your account

Remember me Lost your password?

Lost Password