3 ก๊ก ‘ชิงเกม’ พัฒนาภาคใต้

(‘แลนด์บริดจ์’ เปลี่ยนทิศ! “3 พรรค” ชิงนำยุทธศาสตร์ใต้ ใครได้ผลงาน—ใครได้ใจประชาชน?)
เมื่อ “แลนด์บริดจ์รูปแบบเดิม” ถูกตั้งคำถามถึงความคุ้มค่า “รัฐบาลภูมิใจไทย” เลือกเดินหน้า Missing Link และยกระดับท่าเรือระนอง ขณะที่ “พรรคประชาชน” เสนอขยายยุทธศาสตร์ไปถึงท่าเรือสงขลา ส่วน “ประชาธิปัตย์” ชูแนวคิด Southern Connect ที่เคยนำเสนอมาก่อน นาทีนี้…สนามพัฒนาภาคใต้ จึงกลายเป็น “เกมช่วงชิง” ทั้ง…นโยบาย ผลงาน และฐานเสียง แต่ “ผู้ตัดสินสุดท้าย” อาจไม่ใช่พรรคการเมือง หากเป็น “คนภาคใต้” ที่ต้องการเห็นโครงการเกิดขึ้นจริง และตอบโจทย์เศรษฐกิจในพื้นที่
การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานภาคใต้ กำลังเดินมาถึง “จุดเปลี่ยนสำคัญ!” เมื่อ…โครงการแลนด์บริดจ์ ซึ่งเคยถูกนำเสนอในฐานะ “อภิมหาโครงการเชื่อมทะเลอ่าวไทยกับอันดามัน” ต้องเผชิญผลการศึกษาที่ตั้งคำถามต่อความเป็นไปได้และความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ
คณะกรรมการศึกษาแนวทางการขับเคลื่อนโครงการแลนด์บริดจ์ ที่มี นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง เป็นประธาน สรุปว่า…แลนด์บริดจ์รูปแบบเดิมมีความเป็นไปได้ในระดับต่ำ และมีความเสี่ยงหลายด้าน ทั้งภาระงบประมาณ การแข่งขันกับท่าเรือและเส้นทางเดินเรือในภูมิภาค ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ตลอดจนความคิดเห็นของประชาชนในพื้นที่ซึ่งยังแตกต่างกัน
อย่างไรก็ตาม นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ยืนยันในเวลาต่อมา ว่า…รัฐบาลไม่ได้ “พับ” โครงการ เพียงแต่ปรับแนวทางให้เหมาะสมกับสถานการณ์ โดยจะเร่งพัฒนาระบบรางส่วนที่ขาดหาย หรือ Missing Link และปรับปรุงท่าเรือเดิมก่อน ส่วนแลนด์บริดจ์ยังสามารถนำกลับมาปัดฝุ่นได้ หากสถานการณ์ทางเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์ในอนาคตเอื้ออำนวย
ถ้อยคำดังกล่าวสะท้อนว่า…แม้แลนด์บริดจ์อาจถูกพักไว้ในทางปฏิบัติ แต่ยังไม่ถูกลบออกจากวาระทางการเมือง และเมื่อ รัฐบาลเปลี่ยนทิศทางมาสู่โครงการขนาดย่อมที่ดำเนินการได้เร็วกว่า การแข่งขันเพื่อช่วงชิงความเป็นเจ้าของนโยบายพัฒนาภาคใต้จึงเริ่มขึ้นทันที!
“ภูมิใจไทย” ถอยแต่ไม่พับ :
การที่ นายกฯอนุทิน ยืนยันว่า “ไม่พับแลนด์บริดจ์” มีความหมายมากกว่า…การรักษาโครงการหนึ่งไว้ในแผนงานของรัฐบาล นั่นเพราะ…“แลนด์บริดจ์” เคยถูกนำเสนอเป็น “ยุทธศาสตร์สำคัญ” ของประเทศ
หากรัฐบาลประกาศยุติอย่างเด็ดขาด! ย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะถูกตั้งคำถามว่า…เหตุใด? โครงการซึ่งเคยได้รับการประชาสัมพันธ์อย่างกว้างขวาง จึงมาพบภายหลังว่า…อาจไม่คุ้มค่าและมีความเสี่ยงสูง!
รัฐบาล ภายใต้การนำของ พรรคภูมิใจไทย จึงเลือกวิธี “เปลี่ยนลำดับก่อนหลัง” กล่าวคือ…ไม่ยืนยันว่าจะลงทุน “แลนด์บริดจ์” เต็มรูปแบบในเวลานี้ แต่หันมาสร้างองค์ประกอบที่จำเป็นก่อน ทั้งการพัฒนาท่าเรือระนอง การเชื่อมต่อระบบรางจากชุมพรไปยังฝั่งอันดามัน และการปรับปรุงโครงข่ายถนนเพื่อลดปัญหาคอขวดในการขนส่งสินค้า
แนวทางนี้ ถือเป็น “การถอยเชิงยุทธศาสตร์” โดยไม่ต้องประกาศถอยทางการเมือง เพราะหาก…โครงการ Missing Link ประสบความสำเร็จ รัฐบาลย่อมสามารถใช้เป็นผลงานด้านคมนาคมและโลจิสติกส์ได้ทันที แต่หากวันหนึ่ง “แลนด์บริดจ์” กลับมามีความเหมาะสม รัฐบาลก็สามารถอธิบายได้ว่าโครงสร้างพื้นฐานที่ลงทุนไว้คือขั้นตอนแรกของโครงการใหญ่
ที่สำคัญ การแบ่งการลงทุนออกเป็น “ส่วนย่อย” ยังช่วยลดความเสี่ยงด้านงบประมาณ รัฐบาลสามารถทยอยดำเนินโครงการตามความจำเป็นและปริมาณสินค้าที่เกิดขึ้นจริง แทนการทุ่มงบประมาณจำนวนมหาศาลในคราวเดียว
ดังนั้น ในเกมการเมือง พรรคภูมิใจไทย ยังถือความได้เปรียบในฐานะ พรรครัฐบาล เพราะมี “อำนาจ” อนุมัติงบประมาณ กำหนดลำดับโครงการ และผลักดันการก่อสร้างให้เกิดขึ้นจริง แต่ ความได้เปรียบดังกล่าวจะกลายเป็น “คะแนนนิยม” ได้หรือไม่? ย่อมขึ้นอยู่กับว่า…รัฐบาลสามารถเปลี่ยนคำประกาศให้เป็นผลงานที่ประชาชนมองเห็นได้เพียงใด?
ปชน. ชิงธงยุทธศาสตร์ใต้ :
ด้าน พรรคประชาชน โดย น.ส.ภคมน หนุนอนันต์ ส.ส.บัญชีรายชื่อและโฆษกพรรค เสนอให้รัฐบาลเร่งผลักดันยุทธศาสตร์พัฒนาท่าเรือและโครงข่ายโลจิสติกส์ภาคใต้ แทนการลงทุนในโครงการขนาดใหญ่ที่มีความเสี่ยงสูง
พร้อมย้ำว่า…เป็นแนวทางที่อภิปรายและนำเสนอมาต่อเนื่องกว่า 3 ปี
ข้อเสนอสำคัญประกอบด้วย การ “ยกระดับ” ท่าเรือระนองให้เป็นประตูการค้าฝั่งอันดามัน เชื่อมโยงเมียนมา เอเชียใต้ และมหาสมุทรอินเดีย ควบคู่กับ การพัฒนาระบบราง ถนน สนามบิน อุตสาหกรรมประมง การแปรรูปอาหารทะเล และเทคโนโลยีชีวภาพด้านการเกษตร
อีกส่วนหนึ่ง คือ การ “ยกระดับ” ท่าเรือสงขลาให้เป็น “ศูนย์กลางโลจิสติกส์” ของภาคใต้ตอนล่าง เชื่อมต่อกับ รถไฟทางคู่ ด่านสะเดาแห่งใหม่ มาเลเซีย และ ท่าเรือปีนัง
เพื่อเพิ่มศักยภาพการค้าชายแดนและการส่งออกของไทย
ความเคลื่อนไหวนี้ ทำให้…พรรคประชาชนไม่ได้แข่งขันกับรัฐบาลเฉพาะประเด็น “แลนด์บริดจ์” แต่กำลังพยายาม “เปลี่ยนกรอบ” การสนทนาทั้งหมด จากคำถามว่า…“จะเดินหน้าหรือยกเลิกแลนด์บริดจ์” ไปสู่คำถามว่า…
“ประเทศไทยควรใช้โครงสร้างพื้นฐานที่มีอยู่พัฒนาเศรษฐกิจภาคใต้อย่างไรให้คุ้มค่าที่สุด!”
การเพิ่มพื้นที่ จ.สงขลา เข้ามาในข้อเสนอ ยังเป็น…การขยายสนามการเมืองจากภาคใต้ ตอนบนไปสู่ภาคใต้ตอนล่าง เชื่อมโยงผู้ประกอบการส่งออก ธุรกิจการค้าชายแดน เกษตรกร อุตสาหกรรมแปรรูป และประชาชนในพื้นที่เข้ากับภาพยุทธศาสตร์เดียวกัน
ในเชิงการเมือง พรรคประชาชน กำลังช่วงชิง “เครดิตทางความคิด” โดยพยายามแสดงให้เห็นว่า…แนวทางที่รัฐบาลหันมาดำเนินการในวันนี้ คือ…สิ่งที่ฝ่ายค้านเคยเสนอและเตือนมานานแล้ว แม้พรรคจะไม่มีอำนาจอนุมัติงบประมาณ แต่สามารถใช้บทบาทฝ่ายค้านตรวจสอบความคุ้มค่า ผลกระทบ และความโปร่งใสของโครงการได้
โจทย์สำคัญของพรรคประชาชน ก็คือ…จะทำอย่างไรให้ข้อเสนอเชิงนโยบายลงไปถึงประชาชนในพื้นที่ ไม่ถูกมองว่าเป็นเพียงการอภิปรายหรือช่วงชิงเครดิตจากรัฐบาล เพราะใน สนามการเมืองภาคใต้ ความน่าเชื่อถือไม่ได้วัดจากแนวคิดเพียงอย่างเดียว แต่ยังวัดจากความสัมพันธ์กับพื้นที่และความสามารถในการผลักดันให้เกิดผลลัพธ์จริง
ปชป. ทวงคืนสนามภาคใต้ :
พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะ “เจ้าของพื้นที่เก่า” ที่ ครองอำนาจ มายาวนานหลายสิบปี ก็เป็นอีกฝ่ายที่ไม่อาจปล่อยให้…การแข่งขันเรื่องยุทธศาสตร์ภาคใต้ ผ่านไปโดยไม่มีบทบาท เพราะ ภาคใต้…เคยเป็นฐานเสียงสำคัญของพรรคมาอย่างยาวนาน
แม้ภูมิทัศน์ทางการเมืองจะเปลี่ยนไปและมีหลายพรรคเข้ามาแข่งขันมากขึ้นก็ตาม
ด้วยท่าทีสนับสนุน การ “พัก…แลนด์บริดจ์” รูปแบบเดิม และหันไป พัฒนา Missing Link โดยแกนนำพรรคฯ ชี้ว่า…แนวทางดังกล่าวคล้ายกับโครงการ Southern Connect ที่พรรคเคยเสนอ
นั่นจึงเป็นความพยายามประกาศที่ว่า…พรรคประชาธิปัตย์ไม่ได้เพิ่งตื่นตัวกับการพัฒนาภาคใต้ แต่มีแนวคิดและข้อเสนอของตนอยู่ก่อนแล้ว
ประชาธิปัตย์ เอง มี “จุดแข็ง” จาก…ความคุ้นเคยกับพื้นที่ เครือข่ายทางการเมือง และประสบการณ์ในการนำเสนอปัญหาของภาคใต้ แต่ “จุดแข็ง” ในอดีตอาจไม่เพียงพอต่อการแข่งขันในปัจจุบัน นั่นเพราะ…คนในพื้นที่อาจจะตั้งคำถามกลับว่า…
ในช่วงเวลาที่พรรคเคยมีอำนาจ เหตุใดโครงข่ายสำคัญหลายส่วนจึงยังไม่เกิดขึ้นหรือดำเนินการล่าช้า
เกมของ พรรคประชาธิปัตย์ จึงไม่ใช่เพียงการ “ทวงเครดิต” ว่า…ใครคิดก่อน? แต่ต้องพิสูจน์ให้ได้ว่า… Southern Connect แตกต่างหรือเหนือกว่าข้อเสนอของพรรคอื่นอย่างไร? มีแผนลงทุน แหล่งงบประมาณ และกรอบเวลาดำเนินงานที่เป็นรูปธรรมหรือไม่?
หากตอบคำถามเหล่านี้ได้ พรคประชาธิปัตย์…อาจใช้ประเด็น การพัฒนาภาคใต้ เป็น “จุดเริ่มต้น” ในการฟื้นความเชื่อมั่น แต่หากหยุดอยู่เพียงการอ้างความเป็นเจ้าของแนวคิด ก็อาจถูกสองพรรคคู่แข่งแย่งพื้นที่ทางการเมืองไปมากกว่าเดิม
ชิงนโยบาย – ฐานเสียงในพื้นที่ :
เมื่อมองทั้ง “3 พรรค” ที่กำลังเคลื่อนไหวกันอยู่ในห้วงเวลานี้ จะเห็น…ยุทธศาสตร์ที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน!
พรรคภูมิใจไทย “ได้เปรียบ” ในฐานะ…ผู้ถืออำนาจรัฐและสามารถเปลี่ยนนโยบายเป็นโครงการจริง
พรรคประชาชน “ได้เปรียบ” ด้านการตั้งคำถามเรื่องความคุ้มค่าและนำเสนอภาพการพัฒนาที่กว้างกว่าแลนด์บริดจ์
ส่วน พรรคประชาธิปัตย์ “ได้เปรียบ” จากความผูกพันและเครือข่ายทางการเมืองในภาคใต้
แต่ “เบื้องหลัง” การแข่งขันทางนโยบาย คือ…การแย่งชิงฐานเสียงภาคใต้ ซึ่งปัจจุบันไม่ใช่พื้นที่ผูกขาดของพรรคใดอีกต่อไป
พรรคภูมิใจไทย ต้องการใช้ผลงานของรัฐบาล “ขยายฐานการเมือง”
พรรคประชาชน ต้องการพิสูจน์ว่า…สามารถเป็นทางเลือกใหม่ของคนใต้
ขณะที่ พรรคประชาธิปัตย์ ต้องการ “ยึดพื้นที่เดิม” และเรียก “ศรัทธา” กลับคืนมา การพัฒนาท่าเรือ ระบบราง ถนน ด่านการค้า และเศรษฐกิจชายแดน จึงมีทั้งมิติทางเศรษฐกิจและมิติทางการเมืองควบคู่กัน
อย่างไรก็ตาม หาก 3 พรรคมุ่งแข่งขัน เพียงว่า…ใครเสนอมาก่อน หรือใครควรได้รับเครดิต ประชาชนคนในพื้นที่ อาจไม่ได้รับประโยชน์จากการแข่งขันนี้อย่างแท้จริง
สิ่งที่ “คนใต้” ต้องการไม่ใช่เพียง “แผนแม่บท” หรือ “คำประกาศ” แต่คือ…โครงสร้างพื้นฐานที่ใช้งานได้ ลดต้นทุนการขนส่ง สร้างงาน เพิ่มรายได้ และไม่ทำลายทรัพยากรของชุมชน
จับตา “แลนด์บริดจ์แบ่งส่วน” :
แม้แนวทาง Missing Link จะมีขนาดเล็กกว่าและดูมีความเสี่ยงต่ำกว่า “แลนด์บริดจ์” เต็มรูปแบบ แต่ไม่ได้หมายความว่า…จะคุ้มค่าโดยอัตโนมัติ รัฐบาลและพรรคการเมืองทุกฝ่ายต้องเปิดเผยข้อมูลให้ประชาชนตรวจสอบอย่างละเอียด
คำถามสำคัญคือ…ท่าเรือระนองและท่าเรือสงขลาจะมีปริมาณสินค้ามากพอรองรับการลงทุนหรือไม่ มีสายเรือและนักลงทุนรายใดพร้อมใช้บริการจริง ต้นทุนการขุดลอกร่องน้ำและบำรุงรักษาเป็นเท่าใด ตลอดจนระบบราง ถนน และท่าเรือจะเชื่อมต่อกันอย่างมีประสิทธิภาพเพียงใด?
นอกจากนี้ ต้องพิจารณาว่า…ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจจะกระจายไปถึงประชาชนในพื้นที่ หรือกระจุกตัวอยู่กับธุรกิจโลจิสติกส์ ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ และผู้รับเหมาก่อสร้างเท่านั้น รวมถึง ต้องเปิดเผยผลกระทบด้านที่ดิน สิ่งแวดล้อม วิถีชุมชน และการเวนคืนอย่างตรงไปตรงมา
ข้อเสนอที่ว่า…โครงการต่าง ๆ ผ่านการศึกษาของหน่วยงานรัฐมาแล้ว ก็ยังต้องนำเอกสารเหล่านั้นมาเปรียบเทียบกับสถานการณ์ปัจจุบัน เพราะการศึกษาความเหมาะสมของแต่ละโครงการแยกจากกัน ไม่ได้หมายความว่าเมื่อนำมารวมเป็นระบบแล้วจะคุ้มค่าทั้งหมด
หากรัฐบาลเลือกดำเนินหลาย โครงการ “แยกกัน” โดยไม่มีภาพรวม และการประเมินผลสะสม Missing Link ก็อาจถูกตั้งคำถามว่า…เป็นเพียงการแบ่งแลนด์บริดจ์ออกเป็นโครงการย่อย เพื่อให้ง่ายต่อการของบประมาณและอนุมัติเท่านั้น
ใครได้ผลงาน – ใครได้ใจคนใต้? :
ศึก “3 ก๊ก” ครั้งนี้ จึงยังไม่มี “ผู้ชนะ” พรรคภูมิใจไทย อาจได้ผลงานหากสามารถเริ่มโครงการและเบิกจ่ายงบประมาณได้ แต่การมีโครงการไม่ได้หมายความว่า…จะ “ได้ใจ” คนภาคใต้ หากโครงการล่าช้า ไม่โปร่งใส หรือไม่ตอบโจทย์เศรษฐกิจท้องถิ่น
พรรคประชาชน อาจได้ “เครดิต” จากการเสนอทางเลือกที่ใช้งบน้อยและเชื่อมโยงเศรษฐกิจในพื้นที่มากขึ้น! แต่ต้องพิสูจน์ว่า…ข้อเสนอสามารถนำไปปฏิบัติได้จริง มิใช่เพียงข้อเสนอที่ดูดีบนเวทีอภิปราย
ส่วน พรรคประชาธิปัตย์ อาจได้โอกาส “ฟื้นฐานเสียง” หากสามารถนำความเข้าใจพื้นที่มาพัฒนาเป็นนโยบายที่แตกต่างและจับต้องได้ แต่การอาศัยชื่อเสียงหรือความผูกพันในอดีตเพียงอย่างเดียว อาจไม่เพียงพอในสนามการเมืองที่ประชาชนมีตัวเลือกมากขึ้น
ท้ายที่สุด! “ผู้ชนะ” ไม่ควรถูกตัดสินจากว่า…ใครเป็นผู้ตั้งชื่อโครงการ? ใครเสนอแนวคิดก่อน? หรือ ใคร “ตัดริบบิ้น” เปิดงาน แต่ต้องวัดจากว่า…โครงการใดสร้างประโยชน์แก่ประชาชนได้จริง ใช้งบประมาณคุ้มค่า เปิดเผยตรวจสอบได้ และได้รับการยอมรับจากชุมชน
“แลนด์บริดจ์” อาจเปลี่ยนทิศ? แต่ปัญหาเศรษฐกิจและโครงสร้างพื้นฐานของภาคใต้ยังคงอยู่ ดังนั้น หาก “3 ก๊ก” ในทางการเมือง จะ “ชิงเกม” กันอย่างไร? ก็เป็นเรื่องของการเมือง
ทว่า “เสียงตัดสินสุดท้าย” ย่อมอยู่ที่ “คนใต้” ว่า…ใคร? เพียงผ่านเข้ามาชิงพื้นที่ และ ใคร? สามารถนำการพัฒนาที่ประชาชนรอคอยมาสู่พื้นที่ได้จริง!!!.






