โอกาสสุดท้าย! เศรษฐกิจไทย

(‘เอกนิติ’ เร่ง 3 ปฏิรูป ‘ฝ่าวิกฤตพลังงาน – สังคมสูงวัย – แรงงานขาดทักษะ’ ปักธง! ดันจีดีพีโต 3% พลัส)
‘เอกนิติ’ ชี้! เศรษฐกิจไทยถึงหัวเลี้ยวหัวต่อ จำต้องเร่งเปลี่ยนโครงสร้างจากการพึ่งส่งออกและพลังงานนำเข้า สู่การเติบโตด้วยการลงทุน พลังงานสะอาด และแรงงานทักษะสูง เตือน “เงินเฟ้อ–ขาดดุลบัญชีเดินสะพัด” เป็นปัจจัยเสี่ยงสุดอันตราย เผย! อาจทำเครื่องยนต์เศรษฐกิจของไทย “น็อก” ได้
นาทีนี้ ถือว่า…เศรษฐกิจไทยกำลังยืนอยู่บนทางแยกสำคัญ! ท่ามกลาง โครงสร้างเศรษฐกิจโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทั้ง…สงคราม ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ การแบ่งขั้วทางการค้า ตลอดจน การย้ายฐานการผลิตของอุตสาหกรรมยุคใหม่
สิ่งเหล่านี้…เป็นได้ทั้ง วิกฤตและโอกาส? ขึ้นอยู่กับว่า…ประเทศไทยจะปรับตัวได้เร็วเพียงใด?

วันนี้ (25 กรกฎาคม 2569) ณ อาคาร 10 ชั้น 1 ห้อง Blissful (ห้องกระจก) มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย, นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง กล่าวบรรยายพิเศษใน โครงการพัฒนาศักยภาพผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจระดับสูง ประจำปี 2569 จัดโดย สมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ ว่า…วันนี้อาจเป็น “โอกาสสุดท้ายของประเทศไทย” ที่จะเร่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ เพื่อดึงศักยภาพการเติบโตจากระดับประมาณ 2.7% ให้กลับขึ้นไปอยู่เหนือ 3% หรือ “3% พลัส”
เครื่องบินไทยเอียง เพราะพึ่งเครื่องยนต์ส่งออก :
นายเอกนิติ ได้เปรียบเศรษฐกิจไทยเป็นเสมือน “เครื่องบินที่บินเอียง” มาเป็นเวลาหลายปี เพราะที่ผ่านมาเศรษฐกิจไทยได้พึ่งพา “เครื่องยนต์หลัก” เพียงตัวเดียว นั่นคือ “การส่งออก” เมื่อเศรษฐกิจโลกมีปัญหา เศรษฐกิจไทยจึงได้รับผลกระทบตามไปด้วยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ขณะที่ เครื่องยนต์ภายในประเทศ ไม่ว่าจะเป็น การลงทุนหรือการบริโภค ยังอยู่ในระดับอ่อนแอมาอย่างต่อเนื่อง ส่วนการพยายาม ประคับประคองเศรษฐกิจด้วยมาตรการภาครัฐ ก็ทำให้หนี้สาธารณะเพิ่มสูงขึ้น และจำกัดพื้นที่ทางการคลังสำหรับรับมือกับวิกฤตในอนาคต
ดังนั้น โจทย์ใหญ่จึงไม่ใช่เพียงทำอย่างไรให้เศรษฐกิจขยายตัวในปีใดปีหนึ่ง แต่คือ…การสร้างเครื่องยนต์ใหม่และทำให้เครื่องยนต์ทุกตัวทำงานอย่างสมดุล เพื่อไม่ให้ประเทศไทยต้องฝากชะตาไว้กับการส่งออกเพียงด้านเดียวอีกต่อไป!!!
ดัน “การลงทุน” นำเศรษฐกิจ แทนการกระตุ้นระยะสั้น :
รองนายกฯเอกนิติ ชี้ว่า…หัวใจของแนวทางฟื้นฟูเศรษฐกิจครั้งนี้ คือ…การผลักดันให้การลงทุนของภาคเอกชน ภาครัฐ และรัฐวิสาหกิจ เป็นตัวนำการขยายตัว
ทั้งนี้ การลงทุนภาคเอกชนในไตรมาสแรกของปีนี้ขยายตัวประมาณ 10% ขณะที่ รัฐบาลต้องการผลักดันให้การลงทุนของภาครัฐและรัฐวิสาหกิจเติบโต 9.4% เนื่องจากการเติบโตด้วยการลงทุนจะช่วยสร้างกำลังการผลิต งาน รายได้ และความสามารถในการแข่งขันระยะยาว แตกต่างจากการกระตุ้นการบริโภคที่เงินถูกใช้หมดไปในระยะสั้น
แนวคิดดังกล่าวได้สะท้อน ความพยายามเปลี่ยนบทบาทของรัฐบาล จาก…ผู้ทุ่มงบประมาณเพื่อกระตุ้นกำลังซื้อ มาเป็นผู้ลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน เปิดทางให้เอกชน และสร้างเงื่อนไขที่เอื้อต่อการประกอบธุรกิจ
อย่างไรก็ตาม ตัวเลขคำขอส่งเสริมการลงทุนจาก สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือ บีโอไอ ที่ตนเป็น “ประธานบอร์ด” นั้น พบว่า…มีเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก แต่นั่งก็ยังไม่ใช่หลักประกันความสำเร็จ หากโครงการเหล่านั้นไม่เกิดการลงทุนจริง ไม่สร้างงานให้คนไทย หรือไม่มีการเชื่อมโยงกับวัตถุดิบและผู้ประกอบการภายในประเทศ

2 ไฟแดง “เงินเฟ้อ – ขาดดุลบัญชีเดินสะพัด” :
แม้ภาพ การลงทุนจะเริ่มส่งสัญญาณดีขึ้น? แต่ นายเอกนิติ ยังเตือนว่า…เศรษฐกิจไทยยังมี “ไฟแดง” สำคัญ 2 ดวงที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด ได้แก่ อัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้น และการขาดดุลบัญชีเดินสะพัด
โดย เงินเฟ้อของไทย ซึ่งแม้จะ “ติดลบ” ในไตรมาสแรกของปีนี้ แต่ได้ปรับขึ้นเป็น 2.7% ในไตรมาสที่ 2 โดยมี “แรงกดดันสำคัญ” มาจาก…ราคาพลังงาน ที่ได้รับผลกระทบจากสงคราม “สหรัฐฯและอิสราเอล กับอิหร่าน”
ซึ่งการ “เพิ่มขึ้น” ของเงินเฟ้อ ไม่เพียงทำให้ค่าครองชีพสูงขึ้น แต่ยังกระทบกำลังซื้อและการบริโภคของประชาชนโดยตรง
ส่วน บัญชีเดินสะพัด พบว่า…ในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา ประเทศไทยขาดดุลประมาณ 14,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 6 แสนล้านบาท สะท้อนว่า…ประเทศไทยมีรายจ่ายออกไปมากกว่ารายได้ที่ไหลเข้ามา ซึ่งอาจส่งผลต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ หากสถานการณ์ดำเนินต่อเนื่องเป็นเวลานาน
ใน “ภาพเปรียบเทียบ” ของ รองนายกฯเอกนิติ นั้น เขามองว่า…เสถียรภาพทางเศรษฐกิจเปรียบเสมือนน้ำมันเครื่อง ต่อให้เครื่องยนต์มีกำลังเพียงใด หาก “น้ำมันเครื่อง” (เงินเฟ้อและดุลบัญชีเดินสะพัด) ไม่มีคุณภาพ หรือการดูแลไม่ดี เครื่องยนต์เศรษฐกิจก็อาจ “น็อก” ได้
บทเรียนราคาแพงจากการพึ่งพาน้ำมัน :
วิกฤตพลังงานจากสงครามรัสเซีย–ยูเครน เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนว่า…โครงสร้างการใช้พลังงานของไทยยังมีความเปราะบาง โดยเฉพาะการพึ่งพาน้ำมันนำเข้าในภาคการขนส่ง
นายเอกนิติ มองว่า…หากในช่วงเวลาดังกล่าว ไทยเร่งเปลี่ยนโครงสร้างการใช้รถยนต์จากเครื่องยนต์สันดาปไปสู่รถยนต์ไฟฟ้า เช่นเดียวกับแนวทางที่จีนดำเนินการ ผลกระทบจากราคาน้ำมันต่อระบบเศรษฐกิจ ค่าครองชีพ และกำลังซื้อของประชาชน อาจไม่รุนแรงเท่าที่ไทยกำลังเผชิญอยู่
ดังนั้น จีนจึงถูกยกเป็นกรณีศึกษาของประเทศที่เร่งสร้างอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้าและลดการพึ่งพาน้ำมันในภาคคมนาคม ทำให้มีภูมิคุ้มกันต่อความผันผวนของราคาพลังงานมากขึ้น เมื่อเกิดความขัดแย้งระหว่างประเทศครั้งใหม่
อย่างไรก็ตาม ความสามารถในการรับมือของจีนไม่ได้เกิดจากรถยนต์ไฟฟ้าเพียงปัจจัยเดียว แต่ยังเกี่ยวข้องกับฐานการผลิตขนาดใหญ่ แหล่งพลังงานที่หลากหลาย และนโยบายของภาครัฐ ทั้งนี้ สิ่งที่ไทยควรนำมาพิจารณา นั่นก็คือ…
การวางระบบพลังงานอย่างครบวงจร มากกว่าการส่งเสริมการซื้อรถยนต์ไฟฟ้าเพียงด้านเดียว!!!

พลังงานสะอาด ไม่ใช่แค่เรื่องสิ่งแวดล้อม :
การเปลี่ยนผ่านพลังงาน จึงไม่ควรถูกมองว่าเป็นเพียง…นโยบายลดคาร์บอน แต่ควรเป็น…ยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคงทางเศรษฐกิจด้วย เพราะพลังงานสะอาดจะช่วยลดการนำเข้าน้ำมัน ลดแรงกดดันต่อเงินเฟ้อ ประคองกำลังซื้อ และลดความเสี่ยงต่อบัญชีเดินสะพัด
ขณะเดียวกัน นักลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต โดยเฉพาะ ธุรกิจปัญญาประดิษฐ์ (AI) และ ดาต้าเซ็นเตอร์ ต้องการทั้ง…น้ำสะอาดและไฟฟ้าสะอาด ดังนั้น นโยบายของรัฐบาลชุดนี้ จึงเน้นไปที่การ “ปลดล็อก” การซื้อขายไฟฟ้าสะอาดโดยตรง หรือ Direct PPA แบบไม่มีโควตา และเป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญสำหรับดึงดูดการลงทุนในวันนี้และวันข้างหน้า
“พลังงานสะอาดยังช่วยให้ภาคการผลิตไทยรับมือกับมาตรการปรับคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน หรือ CBAM ของสหภาพยุโรป ซึ่งกำลังทำให้ปริมาณการปล่อยคาร์บอนกลายเป็นต้นทุนและเงื่อนไขใหม่ในการค้าระหว่างประเทศ” รองนายกฯเอกนิติ ระบุและย้ำว่า…
หากไทยเปลี่ยนผ่านล่าช้า ประเทศอาจไม่ได้สูญเสียเพียงโอกาสด้านสิ่งแวดล้อม แต่ยังอาจเสียความสามารถในการแข่งขันและพลาดการเป็นฐานการผลิตของอุตสาหกรรมใหม่ด้วย
สงครามโลกการค้า เปิดทางย้ายฐานผลิต :
รองนายกฯและรมว.คลัง ระบุด้วยว่า…ท่ามกลางความขัดแย้งและการแบ่งขั้วทางเศรษฐกิจ หลายประเทศกำลังจับกลุ่มและเร่งเจรจาความตกลงการค้าเสรี หรือ FTA ขณะที่นักลงทุนต้องการย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศที่มีความปลอดภัยและสามารถเชื่อมโยงกับตลาดสำคัญของโลกได้

ดังนั้น ประเทศไทยจึงมีโอกาสก้าวเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่การผลิตใหม่ เห็นได้จากตัวเลขคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนของบีโอไอที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะใน อุตสาหกรรมแห่งอนาคต แต่ว่า….โอกาสนี้มีระยะเวลาจำกัด เพราะประเทศคู่แข่งต่างเร่งเสนอสิทธิประโยชน์ พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และลดอุปสรรคทางธุรกิจเช่นเดียวกัน
ประเทศไทยจึงต้องทำให้กระบวนการอนุมัติและการลงทุนเกิดขึ้นรวดเร็วขึ้น ผ่านเครื่องมืออย่าง Thailand Fast Pass และการปรับปรุงกฎเกณฑ์ที่ล้าสมัย
“โจทย์สำคัญไม่ใช่เพียงดึงเงินลงทุนจากต่างประเทศเข้ามา แต่ต้องทำให้การลงทุนนั้นเกิดประโยชน์ต่อเศรษฐกิจไทย ผ่านการจ้างแรงงานไทย การใช้วัตถุดิบภายในประเทศ การถ่ายทอดเทคโนโลยี และการเชื่อมโยงกับผู้ประกอบการไทย” รองนายกฯเอกนิติ ย้ำ
ปฏิรูปที่หนึ่ง เปลี่ยนผ่านพลังงานอย่างโปร่งใส :
1 ใน 3 แผนการปฏิรูปหลัก นั่นคือ…การเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงานของประเทศไปสู่พลังงานสะอาด ซึ่ง รองนายกฯเอกนิติ ย้ำว่า จะต้องดำเนินการอย่างโปร่งใส เป็นธรรม และไม่สร้างภาระต่อประชาชนเกินความจำเป็น
โดย “การปฏิรูป” จะต้องครอบคลุมตั้งแต่…ระบบผลิตและซื้อขายไฟฟ้า โครงสร้างพื้นฐานรองรับรถยนต์ไฟฟ้า การบริหารต้นทุนพลังงาน ไปจนถึง การสนับสนุนภาคอุตสาหกรรมให้ปรับตัวตามกติกาคาร์บอนของโลก ซึ่ง ความสำเร็จของนโยบายนี้ จึงไม่อาจวัดจากจำนวนรถยนต์ไฟฟ้าบนท้องถนนเพียงอย่างเดียว แต่ต้องดูว่า…
ประเทศไทยจะลดการพึ่งพาพลังงานนำเข้าได้จริงหรือไม่?
ประชาชนได้รับประโยชน์จากต้นทุนพลังงานที่เหมาะสมเพียงใด?
และ ผู้ประกอบการไทยเข้าไปมีส่วนร่วมในห่วงโซ่อุตสาหกรรมใหม่มากน้อยแค่ไหน?

ปฏิรูปที่สอง รับมือสังคมสูงวัยก่อนแรงงานหาย :
ปัญหาเชิงโครงสร้างอีกด้าน คือ คนไทยเกิดน้อยลง ขณะที่จำนวนผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้กำลังแรงงานลดลง ภาระด้านสวัสดิการเพิ่มขึ้น และศักยภาพการเติบโตทางเศรษฐกิจถูกจำกัด
ดังนั้น รองนายกฯและรมว.คลัง จึงเสนอแนวทางในการ “รับมือ” ที่ประกอบด้วย การทำให้คนไทยมีความสามารถและผลิตภาพสูงขึ้น เปิดโอกาสให้ผู้สูงอายุที่ยังพร้อมสามารถทำงานได้นานขึ้น และดึงดูดบุคลากรทักษะสูงจากต่างประเทศเข้ามาทำงานในไทย
ทั้งนี้ การปฏิรูปสังคมสูงวัย! จะต้องไม่หยุดอยู่เพียงการจัดสวัสดิการ แต่ยังจะต้อง…ออกแบบระบบงาน การพัฒนาทักษะ และสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม เพื่อเปลี่ยนผู้สูงอายุจากผู้รับการดูแลเพียงด้านเดียว ให้ยังสามารถมีส่วนร่วมในระบบเศรษฐกิจตามศักยภาพ
ปฏิรูปที่สาม สร้างแรงงานให้ตรงงานอนาคต :
แม้ประเทศไทยจะดึงดูดอุตสาหกรรมใหม่เข้ามาได้ แต่หากแรงงานไทยไม่มีทักษะตรงตามความต้องการ งานรายได้สูงอาจไม่ได้ตกอยู่กับคนไทยอย่างเต็มที่
ดังนั้น รัฐบาลจึงผลักดันโครงการ Skill Bridge เพื่อยกระดับทักษะแรงงานให้เข้าสู่อุตสาหกรรมยุคใหม่ พร้อมปรับหลักสูตรการศึกษาให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงานและภาคธุรกิจ
คาบคู่ไปกับ…การส่งเสริมการลงทุนที่จะต้องเชื่อมโยงกับเงื่อนไขการใช้แรงงานไทยที่มีทักษะ การใช้วัตถุดิบภายในประเทศ และการกระจายโอกาสทางเศรษฐกิจไปยังต่างจังหวัด เพื่อลดการกระจุกตัวของงาน รายได้ และบุคลากรคุณภาพในเมืองใหญ่
“นี่คือ…หัวใจสำคัญของการเปลี่ยนการลงทุนจากเพียง “ตัวเลขเงินทุน” ให้กลายเป็นรายได้และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของประชาชน” นายเอกนิติ ระบุ
เอกชนเป็นกองหน้า รัฐบาลเป็นกองกลาง :
รองนายกฯและรมว.คลัง ยังได้ “เปรียบเทียบ” การขับเคลื่อนเศรษฐกิจเหมือนการแข่งขันฟุตบอล โดยให้…ภาคเอกชนเป็น “กองหน้า” ทำหน้าที่ลงทุน สร้างธุรกิจ และทำประตู ขณะที่ รัฐบาลต้องเป็น “กองกลาง” คอยส่งบอลและเปิดทางให้ภาคเอกชนเดินหน้าได้
บทบาทของรัฐบาลจึงครอบคลุมทั้งมาตรการทางการคลัง การส่งเสริมการค้า การพัฒนาทักษะแรงงาน การสร้างโครงสร้างพื้นฐานพลังงานสะอาด และการลดกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อการประกอบธุรกิจ
ส่วน “กองหลัง” คือ เสถียรภาพทางเศรษฐกิจและวินัยการคลัง ซึ่งเป็น…ฐานของความเชื่อมั่นจากนักลงทุนและสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ โดยหาก “กองหลัง” ไม่แข็งแรง ต่อให้ “กองหน้า” ทำเกมรุกได้ดี เศรษฐกิจก็ยัง “เสี่ยง” ต่อการจะเสียประตูจากภาวะ…เงินเฟ้อ หนี้ และความผันผวนจากภายนอก

จากเป้าหมาย 3% พลัส สู่ผลลัพธ์ในชีวิตประชาชน :
เป้าหมายยกระดับเศรษฐกิจให้เติบโต 3% พลัส ถือเป็น…ทิศทางที่สะท้อนความพยายามพาประเทศออกจากภาวะเติบโตต่ำ แต่ตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศเพียงตัวเดียว อาจไม่เพียงพอที่จะชี้ว่าการปฏิรูปประสบความสำเร็จ
สิ่งที่ต้องติดตาม นั่นก็คือ…การลงทุนใหม่จะสร้างงานคุณภาพและเพิ่มรายได้ให้คนไทยได้จริงหรือไม่ การเปลี่ยนผ่านพลังงานจะช่วยลดค่าครองชีพและการนำเข้าน้ำมันได้มากเพียงใด แรงงานไทยจะได้รับการพัฒนาทันต่ออุตสาหกรรมใหม่หรือไม่ และการเติบโตจะกระจายออกจากเมืองใหญ่ไปสู่ภูมิภาคได้แค่ไหน?
เพราะหากเศรษฐกิจขยายตัว แต่รายได้ไม่กระจาย ค่าครองชีพยังสูง และประชาชนส่วนใหญ่เข้าไม่ถึงงานแห่งอนาคต เป้าหมาย 3% พลัสก็อาจเป็นเพียงความสำเร็จบนหน้ากระดาษ
ดังนั้น คำว่า “โอกาสสุดท้าย” ในความหมายของ รองนายกฯเอกนิติ จึงไม่ควรถูกใช้เพียงเพื่อสร้างความตื่นตัว แต่ต้องเป็นแรงกดดันให้ทุกฝ่ายลงมือปฏิรูปอย่างจริงจังและต่อเนื่อง
ทั้งนี้ ประเทศไทยยังมีโอกาสที่ดี! จาก…ทำเลที่ตั้ง ฐานการผลิตเดิม และกระแสการย้ายการลงทุนของโลก แต่ในโลกความเป็นจริงนั้น “หน้าต่างแห่งโอกาสจะไม่เปิดอยู่ตลอดไป” หากไม่เร่งเปลี่ยนโครงสร้างพลังงาน เตรียมพร้อมรับสังคมสูงวัย และพัฒนาคนไทยให้ทันกับอุตสาหกรรมอนาคต ประเทศอาจไม่ได้พลาดเพียงเป้าหมายการเติบโต 3% พลัส
แต่อาจจะ…พลาดโอกาสครั้งสำคัญ! ในการสร้างเศรษฐกิจที่แข็งแรงและยั่งยืนกว่าเดิมอีกด้วย!!??.








