ครม.ไฟเขียวเพิ่มสิทธิภาษี หนุนวิสาหกิจเพื่อสังคม

ครม.อนุมัติหลักการปรับมาตรการภาษี สนับสนุนวิสาหกิจเพื่อสังคมอย่างต่อเนื่อง เพิ่มสิทธิลดหย่อนแก่บุคคลธรรมดา พร้อมให้หักบริจาคเข้ากองทุนได้ 2 เท่า กำหนดทำรายการผ่าน e-Donation และผ่อนเกณฑ์ถือหุ้นจากตลอดไปเหลือ 10 ปี
นายสมศักดิ์ อนันทวัฒน์ อธิบดีกรมสรรพากร เปิดเผยภายหลัง คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2569 อนุมัติหลักการร่างพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร เพื่อปรับปรุงมาตรการภาษีสำหรับสนับสนุนวิสาหกิจเพื่อสังคมให้มีความต่อเนื่องและครอบคลุมยิ่งขึ้น โดยย้ำว่า กระทรวงการคลัง โดยกรมสรรพากร ตระหนักถึงบทบาทของวิสาหกิจเพื่อสังคม หรือ Social Enterprise ในการแก้ไขปัญหาและพัฒนาสังคม ตลอดจนช่วยผลักดันประเทศไทยไปสู่เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ หรือ SDGs
ดังนั้น กรมสรรพากรจึงเสนอแก้ไขเพิ่มเติมพระราชกฤษฎีกาฯ ฉบับที่ 735 พ.ศ. 2564 โดยสาระสำคัญของมาตรการดังกล่าว ประกอบด้วย
1.ขยายสิทธิประโยชน์ทางภาษีให้นิติบุคคลที่สนับสนุนเงินหรือทรัพย์สินแก่วิสาหกิจเพื่อสังคม สามารถนำมาหักเป็นรายจ่ายได้ 1 เท่า จากเดิมสิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2566 เป็นไม่กำหนดวันสิ้นสุด
2.เพิ่มสิทธิประโยชน์แก่บุคคลธรรมดาที่ให้เงินสนับสนุนวิสาหกิจเพื่อสังคม โดยสามารถนำมาหักลดหย่อนได้ 1 เท่า และไม่กำหนดวันสิ้นสุดของมาตรการ
3.เพิ่มสิทธิประโยชน์สำหรับการบริจาคเงินหรือทรัพย์สินให้กองทุนส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคม จากเดิมหักลดหย่อนหรือหักเป็นรายจ่ายได้ 1 เท่า เป็น 2 เท่า สำหรับการบริจาคตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2567 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2571
ทั้งนี้ การสนับสนุนหรือบริจาคตามมาตรการข้างต้น ต้องดำเนินการผ่านระบบบริจาคอิเล็กทรอนิกส์ของกรมสรรพากร หรือ e-Donation
4.ขยายระยะเวลายกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ภาษีเงินได้นิติบุคคล ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีธุรกิจเฉพาะ และอากรแสตมป์ สำหรับบุคคลธรรมดา บริษัท หรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ที่โอนทรัพย์สินให้แก่วิสาหกิจเพื่อสังคม หรือบริจาคทรัพย์สินให้กองทุนส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคมผ่านระบบ e-Donation จากเดิมสิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2566 เป็นไม่กำหนดวันสิ้นสุด
และ 5.ผ่อนปรนหลักเกณฑ์การจดแจ้งขอรับสิทธิประโยชน์ทางภาษี โดยเปิดโอกาสให้วิสาหกิจเพื่อสังคมยื่นจดแจ้งต่ออธิบดีกรมสรรพากรได้ แม้พ้นกำหนดเวลาตามกฎหมาย อย่างไรก็ตาม วิสาหกิจเพื่อสังคมและผู้สนับสนุนจะเริ่มได้รับสิทธิประโยชน์ตั้งแต่รอบระยะเวลาบัญชีหรือปีภาษีถัดจากปีที่ยื่นจดแจ้ง
อธิบดีกรมสรรพากร ยังกล่าวเพิ่มเติมอีกว่า ภายหลังพระราชกฤษฎีกาฉบับใหม่มีผลใช้บังคับ กรมสรรพากรจะปรับปรุงประกาศอธิบดีกรมสรรพากร ฉบับที่ 38 เพื่อผ่อนปรนหลักเกณฑ์การรับสิทธิประโยชน์จากการลงทุนในหุ้นหรือการเข้าเป็นหุ้นส่วน เพื่อจัดตั้งหรือเพิ่มทุนของวิสาหกิจเพื่อสังคม
โดยการแก้ไขดังกล่าวจะกำหนดให้ผู้ลงทุนถือหุ้นหรือเป็นหุ้นส่วนในวิสาหกิจเพื่อสังคมไม่น้อยกว่า 10 ปีนับจากวันที่ลงทุน แทนหลักเกณฑ์เดิมที่กำหนดให้ต้องถือหุ้นหรือคงสถานะหุ้นส่วนไว้ตลอดไป โดยจะครอบคลุมถึงการลงทุนที่เกิดขึ้นก่อนพระราชกฤษฎีกาฉบับใหม่มีผลใช้บังคับด้วย
ทั้งนี้ ผู้สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่สำนักงานสรรพากรทั่วประเทศ หรือศูนย์สารนิเทศสรรพากร (RD Intelligence Center) โทร. 1161.






