ตะกอนในใจ ‘ด้อมส้ม’

(เมื่อ ‘เจ้าภาพ’ ตกเป็น ‘จำเลย’ บนเวทีตัวเอง ใครต้องรับผิดชอบปมเปิดทาง ‘รัฐบาลสีน้ำเงิน’?)

เวที “เกิด แก่ เจ็บ โกง” ของพรรคประชาชน ที่ตั้งใจใช้ชำแหละวงจรคอร์รัปชัน แต่กลับถูกคำถามจาก “ผู้สนับสนุน” เปลี่ยนให้ “เจ้าภาพ” กลายเป็น “จำเลย” ในเวทีของตัวเอง จากปมที่เคย “โหวต” เปิดทางให้ “อนุทิน ชาญวีรกูล” เป็นนายกรัฐมนตรี ที่สุด! บาดแผลนี้จะจบด้วยคำขอโทษ หรือพรรคยังต้องตอบอีก 4 คำถามสำคัญ?

เมื่อวานนี้ (20 กรกฎาคม 2569) พรรคประชาชน ได้จัดเวที…เปิด “ฟอรัม – ผู้นำฝ่ายค้าน” ภายใต้ชื่อ “เกิด แก่ เจ็บ โกง : คนไทยจะออกจากวงจรนี้อย่างไร” โดยวางเป้าหมายให้เป็น…เวทีฉายภาพ ที่ว่า…

การทุจริตคอร์รัปชันกัดกินชีวิตประชาชนตั้งแต่เกิด เรียน ทำงาน เจ็บป่วย ไปจนถึงวาระสุดท้ายของชีวิตอย่างไร???

ตามข้อมูลจากช่องทางอย่างเป็นทางการของพรรคประชาชน พรรคแบ่งการคอร์รัปชันออกเป็น 5 ลักษณะ ได้แก่…

การทำให้ประชาชนได้รับสิทธิน้อยลง

การบังคับให้จ่ายในสิ่งที่ไม่ควรจ่ายหรือจ่ายแพงเกินจริง

การทำให้ผู้ไม่เกี่ยวข้องต้องรับผลกระทบ

การจ่ายเพื่อหลีกหนีความผิด

และ การจ่ายเพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งที่ตนไม่มีสิทธิ

ตลอดการจัดงานบนเวทีนี้ แกนนำ และ สส.พรรคประชาชน หยิบยกกรณีต้องสงสัยหลายเรื่อง? ตั้งแต่…

การซื้อขายสถานะบุคคลและสัญชาติ

การรั่วไหลของงบประมาณที่เกี่ยวข้องกับเด็กและกลุ่มเปราะบาง

ปัญหาการจัดซื้อจัดจ้าง

ไปจนถึง ขบวนการทุจริตสอบท้องถิ่น

พรรคประชาชนได้ตั้งข้อสังเกต ที่ว่า การดำเนินการของรัฐอาจยังไปไม่ถึงผู้บงการหรือตัวการระดับใหญ่!!??

นางสาวภคมน หนุนอนันต์ โฆษกพรรคประชาชน ย้ำผ่าน “ข้อมูล” ที่พรรคเผยแพร่ภายหลังเวที ว่า…หากการตรวจสอบสาวไปไม่ถึง “ตัวใหญ่” วงจรการโกงสอบท้องถิ่นก็จะไม่มีวันจบ!

ส่วน ข้อเสนอในเชิงระบบ พรรค “ชูแนวทาง” ปรับปรุงกฎหมายจัดซื้อจัดจ้าง ปิดช่องทางฮั้วประมูล และเพิ่มประสิทธิภาพการตรวจสอบเส้นทางการเงิน

แต่เมื่อถึง “ช่วงเปิด” ให้ผู้เข้าร่วมแสดงความคิดเห็น เนื้อหาที่พรรคเตรียมมาอย่างเข้มข้นกลับถูกบดบังด้วยคำถามเดียว

“ผู้เข้าร่วมงาน” ซึ่งเป็น…สุภาพสตรีรายหนึ่ง ลุกขึ้น “ตั้งคำถาม” ต่อ “หัวหน้าเท้ง” นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ว่า…

เหตุใดพรรคจึงทิ้งคะแนนเสียงของประชาชน ยกมือสนับสนุน นายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็น…นายกรัฐมนตรี และเปิดโอกาสให้สิ่งที่ผู้ถามเปรียบเปรยว่าเป็นภาวะ “โจรครองอำนาจ” เกิดขึ้น!!??

นับจากวินาทีนั้น เวทีที่พรรคประชาชน ตั้งใจให้รัฐบาลเป็นฝ่ายถูกตรวจสอบ จึงพลิกกลับทันที!

จาก…“เจ้าภาพ” กลายเป็น “จำเลย” บนเวทีของตัวเอง!!!

คำตอบเสียงสั่นกับ “ตะกอน” ที่ยังไม่จาง :

นายณัฐพงษ์ ยอมรับว่า…การตัดสินใจของพรรคในอดีต อาจทำให้ประชาชนจำนวนไม่น้อยเจ็บปวดและมี “ตะกอนในใจ” พร้อมชี้แจงว่า…ภายใต้เงื่อนไขทางการเมืองในเวลานั้น พรรคต้องการผ่าทางตัน เปิดทางไปสู่การยุบสภา และสร้างโอกาสในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

โดยไม่มีใครรู้ล่วงหน้าว่าผลลัพธ์จะออกมาเป็นอย่างที่ปรากฏในปัจจุบัน!!??

คำตอบดังกล่าวสะท้อนความพยายามอธิบาย “เจตนา” ของพรรค แต่ปัญหาคือ…ประชาชนกำลังตั้งคำถามจาก “ผลลัพธ์” ที่เกิดขึ้นแล้ว!!!

สำหรับ ผู้สนับสนุนที่ผิดหวัง ประเด็นอาจไม่ได้อยู่ที่ พรรคคาดเดาอนาคตถูกหรือผิดเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การประเมินความเสี่ยง ที่ว่า…พรรคการเมือง ซึ่งเคยถูกพรรคประชาชนตรวจสอบอย่างหนัก มีหลักประกันเพียงพอหรือไม่ว่า…จะปฏิบัติตามข้อตกลง

และหากไม่เป็นไปตามนั้น ใครจะเป็นผู้รับผิดชอบความเสียหายทางการเมือง???

นี่จึงไม่ใช่เพียงคำถามของ ผู้เข้าร่วมงานคนหนึ่ง หากเป็น “ตัวแทน” ของความรู้สึกจากฐานเสียง “ด้อมส้ม” ส่วนหนึ่ง…ที่ยังไม่ยอมให้เรื่องดังกล่าวผ่านพ้นไป ด้วยคำอธิบายว่า…

“ในเวลานั้นมีข้อจำกัด” หรือ “ไม่มีใครรู้อนาคต”

วิโรจน์ขอโทษ—ช่วยดับไฟหรือเติมเชื้อ? :

หลังเหตุการณ์บนเวที นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร รองหัวหน้าพรรคประชาชน ออกมายอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า…การลงมติสนับสนุนพรรคภูมิใจไทยจัดตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อยเป็น “การตัดสินใจที่ผิดพลาด”

พร้อม “เชื่อมโยงผล” ที่เกิดขึ้นตามมากับ…การโยกย้ายข้าราชการฝ่ายปกครอง การขยายเครือข่ายอำนาจลงสู่ระดับท้องถิ่น และข้อกังขาต่อการเลือกตั้งวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569

นายวิโรจน์ ย้ำว่า…พรรคไม่ได้ตัดสินใจเพราะต้องการตำแหน่งหรืออำนาจ แต่หวังเปิดโอกาสไปสู่การแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 2560 อย่างไรก็ตาม เขาระบุชัดว่า…ไม่มีข้อแก้ตัว

พร้อมกล่าวขอโทษประชาชนจากใจ แล้วประกาศดังๆ ว่า…พรรคฯจะทำงานให้หนักขึ้นเพื่อแก้ไขความผิดพลาดที่เกิดขึ้น!  

คำขอโทษเช่นนี้ มี “ผลบวก” ตรงที่แสดงให้เห็นว่า…แกนนำพรรคกล้ายอมรับผิด และไม่ผลักความรับผิดชอบให้สถานการณ์

แต่ในอีกด้านหนึ่ง การยอมรับอย่างชัดเจน ว่า…มติของพรรคเปิดทางให้เครือข่ายอำนาจฝ่ายสีน้ำเงินขยายตัว ย่อมกลายเป็น “ใบเสร็จทางการเมือง” ที่คู่แข่งสามารถนำกลับมาโจมตีพรรคประชาชนได้เช่นกัน

นอกจากนี้ น้ำหนักคำอธิบายของ นายณัฐพงษ์ กับ นายวิโรจน์ ยังแตกต่างกันอยู่พอสมควร???

คนหนึ่ง เน้น…ข้อจำกัด เจตนา และความไม่แน่นอนของผลลัพธ์

ขณะที่ อีกคนยอมรับ ว่า…ตัดสินใจผิดและไม่มีข้อแก้ตัว

ความแตกต่างนี้ อาจทำให้พรรคต้องเร่งทำให้ชัด ว่า…ข้อสรุปร่วมอย่างเป็นทางการต่อมติครั้งนั้นคืออะไร???

4 คำถามที่พรรคประชาชนยังต้องตอบ :

คำถามแรก…ใครเป็นผู้ตัดสินใจและใช้ข้อมูลอะไรประเมินความเสี่ยง?

คนไทย โดยเฉพาะ “ด้อมส้ม” ควรได้รู้ว่า…กระบวนการพิจารณามอบเสียงสนับสนุนให้ฝ่ายสีน้ำเงินเกิดขึ้นอย่างไร? มีการประเมินข้อดี ข้อเสีย และประวัติทางการเมืองของคู่เจรจารอบด้านเพียงใด?

เพราะการตัดสินใจระดับนี้ ไม่ใช่เรื่องเฉพาะของกรรมการบริหารพรรค แต่เกี่ยวข้องกับคะแนนเสียงของประชาชนที่มอบให้พรรคไปใช้ในสภาผู้แทนราษฎร

คำถามที่สอง…ข้อตกลงมีหลักประกันและกลไกตรวจสอบอะไร? :

หากเป้าหมาย คือการ…ยุบสภาและแก้ไขรัฐธรรมนูญ พรรคต้องอธิบายว่า…มีเงื่อนไขใดผูกพันคู่เจรจา มีกรอบเวลาหรือมาตรการตอบโต้เมื่อผิดข้อตกลงหรือไม่ หรือท้ายที่สุดแล้วทั้งหมดตั้งอยู่บนความเชื่อใจทางการเมืองเท่านั้น

คำถามที่สาม…เมื่อผลลัพธ์ผิดจากเป้าหมาย ใครต้องรับผิดชอบ?

คำขอโทษ เป็น “จุดเริ่มต้น!” แต่ไม่ใช่ “ปลายทาง” ของความรับผิดชอบ!!! ดังนั้น พรรคต้องชี้ให้เห็นว่า…มีการทบทวนบทบาทของผู้เกี่ยวข้อง ปรับกระบวนการตัดสินใจ หรือสร้างกลไกป้องกันความผิดพลาดซ้ำอย่างไร?

มิฉะนั้น คำว่า…“รับผิดชอบ” อาจเหลือเพียงการสื่อสารเพื่อประคองสถานการณ์ เท่านั้น

คำถามที่สี่…พรรคได้บทเรียนอะไร และจะไม่ทำซ้ำอย่างไร? :

พรรคประชาชนต้องประกาศหลักเกณฑ์ให้ชัด ว่า…ในอนาคตจะมอบเสียงสนับสนุนการจัดตั้งรัฐบาลให้พรรคอื่นภายใต้เงื่อนไขใด? ต้องเปิดเผยข้อตกลงต่อสาธารณะมากน้อยเพียงใด? และมีเส้นแบ่งอะไรที่พรรคจะไม่ยอมแลก แม้ต้องเผชิญกับทางตันทางการเมืองก็ตาม?

งานไม่ล้มเหลว แต่สารหลักถูกแย่งพื้นที่ :

หากประเมินเฉพาะเนื้อหา ฟอรัม “เกิด แก่ เจ็บ โกง” ถือว่า…มันไม่ได้ล้มเหลว? เพราะ…พรรคประชาชนยังสามารถนำเสนอภาพปัญหาคอร์รัปชัน ตั้งแต่…ระดับชีวิตประจำวันไปจนถึงโครงสร้างราชการ

พร้อมข้อเสนอด้านกฎหมายและการตรวจสอบ

ส่วน “หัวหน้าเท้ง” นายณัฐพงษ์ ยังได้ ส่งสัญญาณ” เตรียมใช้ข้อมูลหลายกรณีในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ โดยระบุว่า…อาจสร้างแรงสั่นสะเทือนต่อรัฐบาลได้!!!

อย่างไรก็ตาม ในสมรภูมิการสื่อสาร ต้องยอมรับว่า…คำถามจากฐานเสียง “ด้อมส้ม” ในคราวนั้น ได้แย่งพื้นที่ข่าวจากวาระคอร์รัปชันไปเกือบทั้งหมด

“ภาพจำ” ของงานดังกล่าว จึงไม่ใช่เพียง “ฝ่ายค้านเปิดหลักฐานตรวจสอบรัฐบาล” แต่กลายเป็น “หัวหน้าฝ่ายค้านถูกผู้สนับสนุนทวงถามความรับผิดชอบ” ไปพร้อมกัน

สิ่งที่เกิดขึ้นอาจเป็นทั้ง วิกฤตและโอกาส!!! หากพรรคประชาชนเลือกอธิบายอย่างตรงไปตรงมา เปิดเผยกระบวนการตัดสินใจ และแสดงความรับผิดชอบด้วยการเปลี่ยนแปลงที่จับต้องได้ ตะกอนในใจของผู้สนับสนุนอาจค่อย ๆ ถูกชำระออกไป

แต่หาก พรรคหยุด! อยู่เพียง…คำขอโทษหรือคำอธิบายถึงเจตนาดีในอดีต? ตะกอนดังกล่าว…อาจไม่เพียงตกค้าง หากยังกลายเป็นคำถามเรื่องความน่าเชื่อถือทุกครั้งที่พรรคกล่าวหาหรือตรวจสอบ “รัฐบาลสีน้ำเงิน”

เพราะในท้ายที่สุด! พรรคประชาชน อาจมีสิทธิอธิบายว่า…เหตุใดจึงตัดสินใจเช่นนั้น?

แต่กับ ประชาชนคนไทย โดยเฉพาะ บรรดา “ด้อมส้ม” อีกกว่า 10 ล้านคน ก็มีสิทธิถามกลับเช่นกัน ว่า…เมื่อกุญแจอำนาจถูกส่งมอบไปแล้ว และผลลัพธ์ไม่เป็นไปตามสัญญา

สุดท้าย…ใครกันที่จะต้องรับผิดชอบกับการทำหน้าที่เป็น “ผู้ช่วยเปิดประตู” ให้กับพรรคสีน้ำเงิน แล้วเปิดให้เข้ามา “เถลิงอำนาจ” เป็นรัฐบาลต่อเนื่อง กระทั่ง กำลังถูกตั้งข้อสงสัยถึงสรรพประเด็นปัญหาที่เกิดขึ้นในวันนี้???.

Login

Welcome! Login in to your account

Remember me Lost your password?

Lost Password