ปักธง! ศูนย์กลางการเงินโลก’

(เจ้าภาพ IMF–World Bank ปี’69 ดัน Bangkok Blueprint เปลี่ยนวงประชุม สู่โอกาส ‘ยกระดับ’เศรษฐกิจไทย)

2 คู่หู “เอกนิติ – วิทัย” ร่วมนำพาประเทศไทย ก้าวสู่ความพร้อมเต็มร้อย คอยต้อนรับ “ผู้แทน” ด้านเศรษฐกิจและการเงินจากทั่วโลกกว่า 15,000 คน ระหว่าง 12–18 ต.ค.นี้ ประกาศชู “4 เสาหลัก” รับความเปลี่ยนแปลงของโลก พร้อมผลักดัน “Bangkok Blueprint” เป็นเข็มทิศสร้างระบบการเงินดิจิทัลที่ปลอดภัย ทั่วถึง และเป็นธรรม

“โอลิมปิกการเงิน” คืนสู่กรุงเทพฯ :

กระทรวงการคลัง และ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ประกาศความพร้อมของไทยในการเป็นเจ้าภาพ “การประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก ปี 2569” หรือ The 2026 Annual Meetings of the International Monetary Fund and the World Bank Group ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 12–18 ตุลาคม 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพมหานคร

การประชุมดังกล่าวถือเป็น หนึ่งในเวทีเศรษฐกิจและการเงินที่สำคัญที่สุดของโลก จนได้รับการขนานนามว่าเป็น “โอลิมปิกทางการเงิน” โดยคาดว่าจะมี ผู้กำหนดนโยบาย รมต.คลัง ผู้ว่าการธนาคารกลาง นักเศรษฐศาสตร์ ผู้แทนองค์กรระหว่างประเทศ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม และสื่อมวลชนจากทั่วโลกกว่า 15,000 คน เดินทางมาร่วมประชุมและแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับทิศทางเศรษฐกิจโลก

โดยการประชุมครั้งนี้ นับเป็นการกลับมารับบทเจ้าภาพของประเทศไทยเป็นครั้งที่ 2  หลังจากไทยเคยเป็นเจ้าภาพครั้งแรกเมื่อปี 2534 หรือเมื่อ 35 ปีก่อน ท่ามกลางบริบทโลกที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก ทั้งการแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์ ความผันผวนของระบบการค้า ปัญหาหนี้สาธารณะ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การเข้าสู่สังคมสูงวัย ตลอดจนการขยายตัวของเทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์

การเป็นเจ้าภาพจึงมิได้มีความหมายเพียงการจัดประชุมระหว่างประเทศ แต่เป็นโอกาสที่ไทยจะนำเสนอทั้งศักยภาพทางเศรษฐกิจ ความพร้อมของระบบการเงิน คุณภาพของโครงสร้างพื้นฐาน และบทบาทเชิงนโยบายของประเทศต่อประชาคมโลก

“ขอบฟ้าใหม่” ที่มีประชาชนเป็นศูนย์กลาง :

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง ระบุว่า การได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพครั้งนี้จะสร้างประโยชน์แก่ประเทศและประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งการกระตุ้นเศรษฐกิจ การยกระดับภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือของไทย ตลอดจนการนำศักยภาพของชุมชนและภูมิปัญญาท้องถิ่นออกสู่เวทีสากล

ประเทศไทยกำหนดแนวคิดหลักในการเป็นเจ้าภาพว่า “ขอบฟ้าใหม่ของไทย: สร้างพลังให้ประชาชน เสริมความพร้อมรับความเปลี่ยนแปลง” หรือ “Thailand’s New Horizons: Empowering People, Building Resilience”

แนวคิดดังกล่าวนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาต่อยอดในบริบทเศรษฐกิจโลก โดยให้ความสำคัญกับ การพัฒนาที่สมดุล มีภูมิคุ้มกัน ยั่งยืน และยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง เพื่อแสดงให้เห็นว่า การเติบโตทางเศรษฐกิจไม่ควรวัดจากตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมเพียงอย่างเดียว แต่ต้องพิจารณาถึงความสามารถของประชาชน ธุรกิจ และระบบเศรษฐกิจในการรับมือกับความเปลี่ยนแปลงด้วย

ดังนั้น รัฐบาลไทยยังเชื่อมโยงแนวคิดดังกล่าวเข้ากับนโยบายเศรษฐกิจและการคลัง ผ่านประเด็นยุทธศาสตร์ 4 เสาหลัก ซึ่งเป็นโจทย์ร่วมที่นานาประเทศกำลังเผชิญ ประกอบด้วย…

“เสาแรก” ดิจิทัลต้องลดช่องว่าง :

เสาหลักที่ 1 คือ การเปลี่ยนผ่านด้านดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์เพื่อสร้างการเติบโตที่ทั่วถึงและยืดหยุ่น หรือ Digital and AI Transformation for Inclusive and Resilient Growth

โดยไทยเตรียมนำเสนอประสบการณ์ในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลภาครัฐ หรือ Digital Public Infrastructure โดยเฉพาะ ระบบพร้อมเพย์และระบบชำระเงินผ่าน QR Code ข้ามประเทศ รวมถึง การนำข้อมูลและเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์มาใช้ในการบริหารมาตรการภาครัฐและบริการสาธารณสุข

เป้าหมายสำคัญ คือ การใช้เทคโนโลยีช่วยให้การกำหนดนโยบายมีความแม่นยำ ลดความสูญเปล่า และส่งความช่วยเหลือไปถึงกลุ่มเป้าหมายได้รวดเร็วยิ่งขึ้น

อย่างไรก็ตาม การนำเทคโนโลยีมาใช้จะต้องไม่ทำให้ประชาชนบางกลุ่มถูกทิ้งไว้ข้างหลัง โดยเฉพาะผู้สูงอายุ ผู้มีรายได้น้อย ผู้พิการ และประชาชนที่ยังขาดทักษะหรือโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัล

“เสา 2” ไทยขอเป็น Trusted Hub :

เสาหลักที่ 2 คือ การสร้างความยืดหยุ่นในโลกที่มีความแตกแยกสูง หรือ Building Resilience in a Fragmented World

ประเทศไทยต้องการนำเสนอบทบาทของประเทศขนาดกลางที่สามารถเป็นสะพานเชื่อมระหว่างกลุ่มประเทศซึ่งมีผลประโยชน์และจุดยืนแตกต่างกัน พร้อมวางตำแหน่งประเทศให้เป็น “Trusted Hub” หรือศูนย์กลางที่ได้รับความไว้วางใจด้านการค้า การเงิน และการลงทุนของเอเชีย

บทบาทดังกล่าวมีความสำคัญในช่วงที่ห่วงโซ่อุปทานโลกกำลังถูกปรับโครงสร้างจากความขัดแย้งทางการเมือง มาตรการกีดกันทางการค้า และการแข่งขันด้านเทคโนโลยีระหว่างมหาอำนาจ

หากไทยสามารถสร้างความเชื่อมั่นด้านกฎระเบียบ โครงสร้างพื้นฐาน บุคลากร และความต่อเนื่องทางนโยบายได้ จะช่วยเพิ่มโอกาสดึงดูดการลงทุนที่ต้องการกระจายฐานการผลิตและลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาประเทศใดประเทศหนึ่งมากเกินไป

“เสา 3” เงินทุนใหม่รับมือโลกร้อน :

เสาหลักที่ 3 คือ การสร้างสถาปัตยกรรมทางการเงินรูปแบบใหม่เพื่อรองรับการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือ Building a New Financial Architecture for Climate Adaptation

ไทยต้องการผลักดันให้ระบบการเงินระหว่างประเทศให้ความสำคัญกับเงินทุนสำหรับการปรับตัวต่อผลกระทบจากสภาพภูมิอากาศ ไม่ใช่เน้นเฉพาะการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเท่านั้น

ประเด็นดังกล่าวมีความสำคัญต่อประเทศกำลังพัฒนา ซึ่งต้องรับภาระทั้งการลงทุนเพื่อเปลี่ยนผ่านพลังงาน การปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐาน และการช่วยเหลือประชาชนหรือภาคธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม ภัยแล้ง ความร้อน และความผันผวนของผลผลิตทางการเกษตร

โจทย์สำคัญคือการออกแบบกลไกทางการเงินที่ทำให้เงินทุนสีเขียวเข้าถึงได้ง่ายขึ้น มีต้นทุนเหมาะสม และไม่ผลักภาระหนี้ไปยังประเทศหรือประชาชนที่มีความเปราะบางอยู่แล้ว

“เสา 4” เปลี่ยนวัยเกษียณเป็นพลังเศรษฐกิจ :

เสาหลักที่ 4 คือ การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรและเศรษฐกิจแห่งการมีอายุยืน หรือ Demographic Change and the Longevity Economy

ประเทศไทยกำลังเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างรวดเร็ว ส่งผลต่อกำลังแรงงาน รายได้ภาษี ระบบบำนาญ ค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุข และภาระการดูแลระยะยาว

รัฐบาลจึงต้องการเปลี่ยนมุมมองจากการเห็นผู้สูงอายุเป็นภาระ มาเป็นการสร้างระบบเศรษฐกิจที่เปิดโอกาสให้คนมีอายุยืนสามารถทำงาน สร้างรายได้ ลงทุน ถ่ายทอดความรู้ และใช้ชีวิตอย่างมีคุณภาพ

การเตรียมความพร้อมทางการเงิน การสร้างผลิตภัณฑ์และบริการสำหรับผู้สูงอายุ การพัฒนาธุรกิจสุขภาพ และการออกแบบระบบการคุ้มครองทางสังคมที่ยั่งยืน จะเป็นส่วนสำคัญของเศรษฐกิจแห่งการมีอายุยืนในอนาคต

Soft Power ต้องสร้างรายได้จริง :

อีกหนึ่งองค์ประกอบสำคัญของการประชุม คือ การนำเสนออัตลักษณ์และ Soft Power ของไทย โดยมีการคัดสรรผ้าทอและผ้าพื้นเมืองจาก 21 จังหวัด 26 ชุมชน รวม 37 ลายอัตลักษณ์ เพื่อนำมาใช้ตกแต่งพื้นที่จัดงานและถ่ายทอดภูมิปัญญาไทยสู่สายตาผู้เข้าร่วมประชุมจากทั่วโลก

ตัวอย่างผ้าที่ได้รับการคัดเลือก ได้แก่ ผ้าทอตีนจกไทลื้อ ผ้าขาวม้าลายช้าง และผ้าบาติกพิมพ์ลาย “บุปผาบรมราชินีนาถ”

ภายในงานยังเตรียมนำเสนออาหาร เครื่องดื่ม และสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ หรือ GI ของไทย รวมถึงข้าวหอมมะลิไทยคุณภาพพิเศษ เพื่อให้ผู้เข้าร่วมประชุมได้สัมผัสรสชาติ ภูมิปัญญา และความหลากหลายของสินค้าไทย

แนวทางดังกล่าวสะท้อนความพยายามเปลี่ยนการจัดประชุมระดับโลกให้เป็นพื้นที่ทางการตลาดสำหรับสินค้าและบริการของชุมชน ไม่จำกัดอยู่เพียงการแสดงวัฒนธรรมในเชิงสัญลักษณ์

เปิดพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่และรายย่อย :

กระทรวงการคลังและธนาคารแห่งประเทศไทยกำลังผลักดันการประชุมครั้งนี้ ให้เป็น “วาระแห่งชาติ” ผ่านแคมเปญ “Road to Thailand” เพื่อสร้างการรับรู้ว่าเวที IMF–World Bank มิใช่เรื่องไกลตัวหรือเป็นกิจกรรมเฉพาะของนักเศรษฐศาสตร์และผู้กำหนดนโยบายเท่านั้น

การเตรียมงานจะเปิดพื้นที่ให้เยาวชน สถาบันการศึกษา ชุมชนท้องถิ่น และผู้ประกอบการรายย่อยเข้ามามีส่วนร่วม ทั้งก่อนและระหว่างการประชุม

ในระยะสั้น การเดินทางเข้ามาของผู้แทนและผู้เข้าร่วมประชุมซึ่งส่วนใหญ่เป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูง มีแนวโน้มช่วยเพิ่มรายได้แก่ธุรกิจโรงแรม ร้านอาหาร การเดินทาง การท่องเที่ยว ธุรกิจจัดประชุม และบริการที่เกี่ยวข้อง

อย่างไรก็ตาม ประโยชน์ระยะยาว จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อกิจกรรมต่าง ๆ สามารถเชื่อมโยงผู้ประกอบการไทยเข้าสู่เครือข่ายการค้า การลงทุน และความร่วมมือหลังจบการประชุม ไม่ใช่สิ้นสุดลงพร้อมกับการเดินทางกลับของผู้เข้าร่วมงาน

3 กลไกคุมงานระดับโลก :

รัฐบาลยกระดับการเตรียมความพร้อมผ่านคณะอนุกรรมการ 3 ด้าน ได้แก่ คณะอนุกรรมการด้านสารัตถะ เพื่อกำหนดและขับเคลื่อนแนวคิดหลักของไทย คณะอนุกรรมการด้านพิธีการและอำนวยการ เพื่อดูแลการจัดงานและการต้อนรับผู้เข้าร่วมประชุม และ คณะอนุกรรมการด้านการรักษาความปลอดภัย เพื่อสร้างความมั่นใจว่าการประชุมจะดำเนินไปอย่างเรียบร้อย

ผู้แทนรัฐบาลไทย ระบุว่า…การเตรียมงานมีความพร้อมเต็ม 100% ตามแผน โดยในเดือนกรกฎาคม 2569 ผู้แทนจาก IMF และกลุ่มธนาคารโลกเดินทางมาตรวจประเมินความพร้อมขั้นสุดท้าย หรือ “July Mission”

การตรวจประเมินครอบคลุมระบบบริหารงาน การเชื่อมโยงระหว่างหน่วยงาน พิธีการ สถานที่ เทคโนโลยี การเดินทาง และการรักษาความปลอดภัย เพื่อให้การต้อนรับผู้แทนจากทั่วโลกเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

การเงินดิจิทัลต้อง “ปลอดภัยและทั่วถึง” :

ด้าน นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ระบุว่า ไทยมีจุดแข็งด้านโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินดิจิทัล โดยเฉพาะระบบพร้อมเพย์และระบบชำระเงินข้ามประเทศผ่าน QR Code

โดย ธนาคารแห่งประเทศไทยจึงเตรียมนำเสนอแนวคิด Safe and Inclusive Digital Finance หรือ SIDF เพื่อยืนยันว่า ระบบการเงินดิจิทัลที่ดีต้องไม่เน้นเพียงความรวดเร็วและความสะดวก แต่ต้องมีความปลอดภัยและเปิดโอกาสให้ประชาชนทุกกลุ่มสามารถเข้าถึงบริการทางการเงินอย่างเท่าเทียม

แนวทาง SIDF ประกอบด้วยกลไกสำคัญ 3 ด้าน ได้แก่ 1.การจัดการการหลอกลวง อาชญากรรม และการทุจริตทางดิจิทัล 2.การเสริมความสามารถในการรับมือภัยไซเบอร์ และ 3.การสร้างระบบนิเวศทางการเงินที่เข้าถึงง่ายและเป็นธรรม

ธนาคารแห่งประเทศไทย เห็นว่า ความเสี่ยงด้านไซเบอร์กำลังเพิ่มขึ้นตามการพึ่งพาโครงสร้างพื้นฐานและผู้ให้บริการเทคโนโลยีที่มีความกระจุกตัว ขณะเดียวกัน การใช้ AI และข้อมูลพฤติกรรมดิจิทัล หรือ digital footprint อาจกลายเป็นความเหลื่อมล้ำรูปแบบใหม่ หากระบบให้คะแนนหรืออนุมัติสินเชื่อถูกออกแบบโดยขาดความโปร่งใสและความเป็นธรรม

นโยบายการเงินดิจิทัลจึงต้องมองประชาชนเป็นศูนย์กลาง โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง ผู้สูงอายุ และผู้ประกอบการ SMEs ซึ่งควรได้รับทั้งการคุ้มครองจากภัยทางการเงินและโอกาสเข้าถึงแหล่งเงินทุนอย่างเหมาะสม

จากเจ้าภาพสู่ผู้นำความคิด :

หนึ่งในผลลัพธ์สำคัญที่ไทยต้องการผลักดันจากการประชุม คือ Bangkok Blueprint” ซึ่งจะจัดทำภายใต้ความร่วมมือระหว่างประเทศไทย IMF และกลุ่มธนาคารโลก

กรอบดังกล่าวถูกวางให้เป็น “เข็มทิศนโยบาย” ที่ประเทศต่าง ๆ สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการสร้างระบบการเงินดิจิทัลที่ปลอดภัยและทั่วถึงตามบริบทของตนเอง

เนื้อหาจะครอบคลุมการสร้าง “รากฐาน” ด้านกฎหมายและนโยบาย การป้องกันและตรวจจับการทุจริต การแลกเปลี่ยนข้อมูลและความร่วมมือข้ามหน่วยงาน การประสานงานระหว่างประเทศ ตลอดจน การยกระดับความรู้และภูมิคุ้มกันทางการเงินของประชาชน

หากผลักดันจนได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ Bangkok Blueprint จะเป็นมากกว่าเอกสารประกอบการประชุม เพราะจะทำให้ชื่อของกรุงเทพฯ เชื่อมโยงกับมาตรฐานหรือแนวปฏิบัติด้านความปลอดภัยทางการเงินดิจิทัล และช่วยยกระดับไทยจากผู้ใช้นวัตกรรมไปสู่ผู้มีส่วนกำหนดวาระนโยบายระดับโลก

อย่าหยุดแค่ “จัดงานสำเร็จ” :

ในมุมยุทธศาสตร์ เชื่อว่า…การเป็น เจ้าภาพ IMF–World Bank Annual Meetings 2026 มีคุณค่าต่อประเทศไทยในอย่างน้อย 3 ระดับ

ระดับแรก คือ ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจเฉพาะหน้า จากค่าใช้จ่ายด้านที่พัก อาหาร การเดินทาง การท่องเที่ยว และการจัดกิจกรรมของผู้เข้าร่วมประชุมกว่า 15,000 คน

ระดับที่สอง คือ ผลประโยชน์ด้านภาพลักษณ์และความเชื่อมั่น เพราะการจัดงานระดับโลกอย่างมีประสิทธิภาพจะสะท้อนความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐาน ระบบการเงิน ความปลอดภัย และศักยภาพของบุคลากรไทย

ระดับที่สามและมีความสำคัญที่สุด คือ โอกาสในการกำหนดวาระและสร้างผลลัพธ์เชิงนโยบายที่มีชื่อประเทศไทยกำกับอยู่ โดยเฉพาะ Bangkok Blueprint

ดังนั้น ความสำเร็จจึงไม่ควรวัดเพียงจำนวนผู้เข้าร่วม ความเรียบร้อยของพิธีการ หรือรายได้จากการท่องเที่ยวในช่วงหนึ่งสัปดาห์ แต่ควร “วัดผล” ตรงที่ว่า…ไทยสามารถเปลี่ยนการประชุมให้เป็นการลงทุน ความร่วมมือ มาตรฐานนโยบาย และโอกาสทางเศรษฐกิจที่ต่อเนื่องได้มากเพียงใด?

โอกาสที่ 1 – ยึดพื้นที่กลางโลกการเงินดิจิทัล :

ไทยมีฐานที่ได้เปรียบจากการใช้งานพร้อมเพย์อย่างแพร่หลายและการเชื่อมโยงระบบ QR Payment กับประเทศเพื่อนบ้านหลายแห่ง โดย “จุดแข็ง” นี้ควรถูกยกระดับจาก “ระบบชำระเงินที่ใช้งานสะดวก” ไปสู่การเป็นศูนย์กลางทดลองและกำหนดมาตรฐานการเงินดิจิทัลของภูมิภาค

Bangkok Blueprint สามารถเป็นจุดเริ่มต้นในการสร้างเครือข่ายความร่วมมือถาวรด้านการต่อต้านบัญชีม้า การหลอกลวงออนไลน์ การติดตามธุรกรรมข้ามพรมแดน และการรับมือภัยไซเบอร์

หากไทยสามารถทำให้ข้อเสนอเหล่านี้กลายเป็นโครงการนำร่องหรือกลไกความร่วมมือที่มีงบประมาณ หน่วยงานรับผิดชอบ และกรอบเวลาชัดเจน จะช่วยเพิ่มบทบาทของกรุงเทพฯ ในฐานะศูนย์กลางนโยบายการเงินดิจิทัลของอาเซียน

โอกาสที่ 2 – เปลี่ยนผู้เข้าร่วมเป็นเครือข่ายลงทุน :

ผู้เข้าร่วมประชุมจำนวนมากเป็นผู้มีอำนาจตัดสินใจด้านนโยบาย การเงิน และการลงทุน ไทยจึงควรมีระบบเชื่อมโยงผู้แทนเหล่านี้กับโครงการลงทุนและผู้ประกอบการไทยอย่างมีเป้าหมาย

ภาครัฐของไทย ควรจัดทำ “ชุดข้อมูล” โอกาสการลงทุนรายสาขา เช่น ดิจิทัล พลังงานสะอาด การแพทย์และสุขภาพ อุตสาหกรรมอาหาร เศรษฐกิจสูงวัย โครงสร้างพื้นฐาน และธุรกิจสร้างสรรค์ พร้อมจัดเตรียมโครงการที่มีความพร้อมลงทุนจริง ไม่ใช่เพียงการนำเสนอภาพรวมเชิงประชาสัมพันธ์

ส่วน การจัดกิจกรรม “จับคู่ธุรกิจ” ควรดำเนินต่อหลังการประชุม มีผู้รับผิดชอบติดตาม และรายงานผลเป็นระยะ เพื่อเปลี่ยนรายชื่อผู้เข้าร่วมงานให้เป็นเครือข่ายทุนและพันธมิตรทางเศรษฐกิจในระยะยาว

โอกาสที่ 3 – Soft Power ต้องต่อยอดสู่คำสั่งซื้อ :

การนำผ้าทอ อาหาร และสินค้า GI มาจัดแสดงภายในงานเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี แต่หากไม่มีข้อมูลผู้ผลิต กำลังการผลิต มาตรฐานสินค้า ราคา ช่องทางสั่งซื้อ และระบบจัดส่งรองรับ โอกาสทางเศรษฐกิจอาจจบลงเพียงความประทับใจระยะสั้น

รัฐบาลจึงควรจัดทำระบบดิจิทัลกลางที่เชื่อมเรื่องราวของสินค้าแต่ละชุมชนกับช่องทางการค้าโดยตรง พร้อมสนับสนุนการออกแบบบรรจุภัณฑ์ มาตรฐานสากล ภาษา และระบบชำระเงินข้ามประเทศ

การวัดผล Soft Power ควรเปลี่ยนจากจำนวนชิ้นงานที่จัดแสดง ไปสู่จำนวนคำสั่งซื้อ คู่ค้ารายใหม่ รายได้ที่กลับสู่ชุมชน และจำนวนผู้ประกอบการที่สามารถเข้าสู่ตลาดต่างประเทศได้จริง

โอกาสที่ 4 – ใช้เวทีโลกเร่งปฏิรูปภายใน :

สี่เสาหลักที่ไทยเสนอเป็นประเด็นที่ไทยเองกำลังเผชิญโดยตรง ตั้งแต่ความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัล ภัยหลอกลวงออนไลน์ ความไม่แน่นอนของห่วงโซ่อุปทาน ปัญหาสภาพภูมิอากาศ ไปจนถึงสังคมสูงวัย

ดังนั้น การนำเสนอแนวคิดต่อประชาคมโลกควรเดินคู่กับการกำหนดนโยบายภายในประเทศ มิฉะนั้นอาจเกิดช่องว่างระหว่างภาพลักษณ์บนเวทีกับผลลัพธ์ที่ประชาชนสัมผัสได้จริง

ตัวอย่างเช่น หากไทยชูระบบการเงินดิจิทัลที่ปลอดภัยและทั่วถึง ก็ควรเร่งยกระดับการคุ้มครองผู้เสียหายจากมิจฉาชีพ เพิ่มความรับผิดชอบของผู้ให้บริการ และลดภาระของประชาชนในการพิสูจน์หรือประสานงานเมื่อเกิดเหตุ

หากไทยชูเศรษฐกิจแห่งการมีอายุยืน ก็ควรเร่งสร้างระบบออม การจ้างงานผู้สูงอายุ การดูแลระยะยาว และการพัฒนาทักษะใหม่ก่อนแรงงานเข้าสู่วัยเกษียณ

ทิศทางระยะใกล้ – 3 เรื่องต้องจับตา :

ในช่วงก่อนถึงเดือนตุลาคม 2569 ประเด็นที่ควรติดตามมีอย่างน้อย 3 เรื่อง นั่นคือ…

เรื่องแรก คือ รายละเอียดและสถานะของ Bangkok Blueprint ว่า จะได้รับการรับรองหรือสนับสนุนจาก IMF กลุ่มธนาคารโลก และประเทศสมาชิกในระดับใด? รวมถึง มีแผนดำเนินงานต่อหลังการประชุมหรือไม่?

เรื่องที่สอง คือ การกระจายผลประโยชน์จากการจัดงานไปยัง SMEs ชุมชน เยาวชน และผู้ประกอบการนอกกรุงเทพฯ ว่าจะเป็นเพียงการเข้าร่วมกิจกรรม หรือสามารถสร้างรายได้และเครือข่ายทางธุรกิจได้จริง

เรื่องที่สาม คือ ความสามารถของรัฐบาลในการสื่อสารให้ประชาชนเห็นความเชื่อมโยงระหว่างการประชุมกับชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะเรื่องความปลอดภัยทางการเงิน การเข้าถึงสินเชื่อ งานในอนาคต การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการเตรียมตัวเข้าสู่สังคมสูงวัย

ข้อเสนอเชิงยุทธศาสตร์ :

รัฐบาลควรกำหนดตัวชี้วัดความสำเร็จของการเป็นเจ้าภาพให้ครอบคลุมทั้งผลลัพธ์ระยะสั้นและระยะยาว เช่น มูลค่าการใช้จ่ายระหว่างงาน จำนวนการเจรจาหรือข้อตกลงทางธุรกิจ เงินลงทุนที่ติดตามได้ รายได้ของชุมชน และความคืบหน้าของ Bangkok Blueprint

ควรจัดตั้งคณะทำงานติดตามผลหลังการประชุมอย่างน้อย 12–24 เดือน เพื่อป้องกันไม่ให้โครงการ ความร่วมมือ และรายชื่อผู้ติดต่อสูญหายหลังจบงาน

ควรเผยแพร่ Bangkok Blueprint ในรูปแบบที่ประชาชนและ SMEs เข้าใจง่าย ควบคู่กับเอกสารเชิงวิชาการ เพื่อให้ผลลัพธ์ของเวทีโลกไม่ถูกจำกัดอยู่ในวงของผู้กำหนดนโยบาย

ควรเปิดพื้นที่ให้ภาคประชาชน นักวิชาการ เยาวชน และผู้ประกอบการมีส่วนประเมินผล เพื่อสร้างความโปร่งใสและทำให้การเป็น “วาระแห่งชาติ” มีความหมายมากกว่าการประชาสัมพันธ์

ท้ายที่สุด การประชุม IMF–World Bank Annual Meetings 2026 จะเป็นบททดสอบว่าไทยสามารถเปลี่ยนสถานะจาก “เจ้าภาพที่ดี” ไปสู่ “ประเทศที่กำหนดทิศทาง” ได้หรือไม่?

หากไทยใช้เวทีนี้สร้างมาตรฐานทางการเงินดิจิทัล ดึงดูดการลงทุน เปิดตลาดให้ชุมชน และเร่งแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างภายในประเทศได้ การประชุมหนึ่งสัปดาห์อาจกลายเป็นจุดเริ่มต้นของบทบาทใหม่ของประเทศไทยในระบบเศรษฐกิจโลก

แต่หากความสำเร็จ ถูกจำกัดเพียงความเรียบร้อยของงานและภาพการต้อนรับที่สวยงาม โอกาสเชิงยุทธศาสตร์ครั้งใหญ่ ก็อาจจบ! ลงไปพร้อมกับวันปิดการประชุมในรอบนี้ ก็อาจเป็นไปได้!!!.

Login

Welcome! Login in to your account

Remember me Lost your password?

Lost Password