กกต. ‘บนทาง 2 แพร่ง?’

(ปม ‘คดีฮั้ว สว.’ อาจเป็นมากกว่าแค่ชี้ชะตา 229 คน แต่วัดมาตรฐานความน่าเชื่อถือ ‘องค์กรอิสระ-หลักนิติรัฐไทย’)
เวทีเสวนาครบรอบ 2 ปี การเลือก สว. ได้เปิดประเด็นร้อนต่อกระบวนการสอบสวน “คดีฮั้ว สว.” หลังนักวิชาการ อดีต กกต. และอดีต สว. ตั้งคำถามต่อการดำเนินงานของ กกต. ที่อาจมีการเปลี่ยนแปลงข้อสรุปของสำนวนจาก “มีมูล” เป็น “ไม่มีมูล” ท่ามกลางเสียงเรียกร้องให้ กกต. ยึดหลักฐานและหลักนิติธรรมเป็นสำคัญ เพราะผลของคดี อาจส่งผลต่อทั้งวุฒิสภา องค์กรอิสระ และความเชื่อมั่นของสังคมต่อกระบวนการประชาธิปไตย
ข้อกฎหมายต้องอยู่เหนือแรงกดดัน :
เวทีเสวนา “ครบรอบ 2 ปี เลือก สว. – เจาะลึกหลักฐานคดีฮั้ว สว.” ที่จัดขึ้น ณ อาคารรัฐสภา ในวันนี้ (12 ก.ค.2569) ได้รวบรวม นักวิชาการและผู้มีประสบการณ์ด้านกฎหมายและการเลือกตั้ง อาทิ รศ.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง อดีต รมว.ยุติธรรม ปัจจุบันเป็น สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชาติและนายเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง อดีตสมาชิกวุฒิสภา ร่วมแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นเกี่ยวกับความคืบหน้าคดีที่สังคมกำลังจับตา
รศ.ปริญญา ระบุว่า การเลือกสมาชิกวุฒิสภาเป็นกระบวนการที่มีความสำคัญต่อโครงสร้างการใช้อำนาจรัฐ เนื่องจากวุฒิสภามีอำนาจเห็นชอบบุคคลเข้าสู่องค์กรอิสระหลายแห่ง การดำเนินการทุกขั้นตอนจึงต้องเป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม หากปรากฏข้อสงสัยต่อกระบวนการตรวจสอบของ กกต. ย่อมส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชนในระบบโดยรวม
“โพย” กับการกระทำความผิดเลือกตั้ง :
หนึ่งในประเด็นสำคัญที่ถูกหยิบยกขึ้นอภิปราย คือ ความแตกต่างระหว่างการมี “โพย” กับการกระทำความผิดเลือกตั้ง โดย รศ.ปริญญา อธิบายว่า การนำโพยหรือบันทึกช่วยจำเข้าไปในหน่วยเลือก มิใช่ความผิดตามกฎหมายในตัวเอง และศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลางเคยมีคำวินิจฉัยในลักษณะดังกล่าวมาแล้ว
อย่างไรก็ตาม หากโพยดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของการจัดการคะแนนหรือเป็นหลักฐานประกอบการสมคบกันเพื่อบิดเบือนผลการเลือก ก็อาจนำไปใช้ประกอบการพิจารณาว่าการเลือกตั้งเป็นไปโดยสุจริตหรือไม่ ซึ่งเป็นอำนาจของศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง
รศ.ปริญญา ยังตั้งข้อสังเกตถึงกระบวนการสอบสวนของ กกต. ว่า ตามกฎหมายกำหนดให้เลขาธิการ กกต. ส่งสำนวนให้คณะกรรมการภายในระยะเวลาที่กำหนด และหากเกิดความล่าช้าจะต้องแจ้งเหตุให้ผู้เกี่ยวข้องทราบ แต่ที่ผ่านมาไม่ปรากฏการแจ้งอย่างเป็นทางการ จึงอาจเป็นประเด็นที่ต้องตรวจสอบว่ามีการปฏิบัติตามกฎหมายครบถ้วนหรือไม่?
อีกประเด็นที่สร้างข้อถกเถียง คือ ข้อมูลที่ระบุว่า คณะกรรมการสืบสวนชุดหนึ่งเคยเห็นว่ามีผู้เกี่ยวข้องกว่า 229 ราย แต่ต่อมามีแนวโน้มว่าคณะกรรมการอีกชุดอาจสรุปว่าไม่มีมูลในหลายกรณี ดังนั้น รศ.ปริญญา จึงเสนอให้ประชาชนใช้สิทธิขอตรวจสอบข้อมูลตามพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ เพื่อให้เกิดความโปร่งใส และหากการลงมติของ กกต. ขัดแย้งกับข้อเท็จจริงในสำนวนอย่างไม่มีเหตุผลรองรับ ก็อาจนำไปสู่การตรวจสอบทางกฎหมายได้
ชี้ 8 พฤติการณ์ที่อาจเข้าข่ายผิดกฎหมาย :
ด้าน นายสมชัย กล่าวว่า จากข้อมูลที่ปรากฏในการเสวนา พบข้อเท็จจริงหลายประการที่สะท้อนให้เห็นรูปแบบการดำเนินการอย่างเป็นระบบ และมองว่าหากสามารถพิสูจน์ได้จริง ย่อมมีความเกี่ยวข้องกับกฎหมายเลือกตั้ง
ทั้งนี้ เขาได้แบ่งพฤติการณ์ที่อาจเข้าข่ายความผิดออกเป็น 8 กลุ่ม ได้แก่ การจ้างสมัคร การออกค่าใช้จ่ายในการเดินทางและที่พัก การจัดเลี้ยง การตกลงแลกเปลี่ยนคะแนน การเสนอผลประโยชน์ตอบแทน การจัดตั้งเครือข่ายเพื่อบริหารจัดการคะแนน การจัดทำโพยสำเร็จรูป และการมีส่วนเกี่ยวข้องของบุคคลทางการเมืองหรือพรรคการเมือง หากสามารถพิสูจน์ความเชื่อมโยงได้
อย่างไรก็ตาม การจะวินิจฉัยว่าผู้ใดกระทำผิด จำเป็นต้องอาศัยพยานหลักฐานที่ชัดเจน ไม่สามารถเหมารวมเฉพาะผู้ที่ได้รับคะแนนตามโพยว่ามีความผิดโดยอัตโนมัติ หากไม่มีหลักฐานยืนยันการมีส่วนร่วมในกระบวนการดังกล่าว
อดีต สว. มองเป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง :
ส่วน นายเจิมศักดิ์ กล่าวถึงประสบการณ์ในการทำงานด้านนิติบัญญัติว่า ปัญหาการแทรกแซงและการจัดการคะแนนเสียงไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่กรณีการเลือก สว. ครั้งนี้ หากข้อกล่าวหาได้รับการพิสูจน์ ย่อมสะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างของระบบการได้มาซึ่งผู้ใช้อำนาจรัฐ
นายเจิมศักดิ์ มองว่า วุฒิสภามีบทบาทสำคัญในการเห็นชอบบุคคลดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระและตำแหน่งสำคัญของประเทศ ดังนั้น หากกระบวนการได้มาของสมาชิกวุฒิสภาไม่เป็นที่ยอมรับ ย่อมส่งผลกระทบต่อความชอบธรรมขององค์กรอื่นที่เกี่ยวเนื่องด้วย
บททดสอบที่แท้จริงคือความน่าเชื่อถือของ กกต. :
ในเชิงการวิเคราะห์นั้น “ทีมข่าวยุทธศาสตร์” เชื่อว่า…คดีฮั้ว สว. กำลังกลายเป็นหนึ่งในบททดสอบที่สำคัญที่สุดของ กกต. นับตั้งแต่มีการจัดตั้งองค์กรนี้ เพราะสิ่งที่สังคมกำลังจับตามอง มิใช่เพียงว่าผู้สมัครหรือผู้เกี่ยวข้องรายใดจะถูกชี้ว่ากระทำผิด
แต่คือกระบวนการตัดสินใจของ กกต. ว่าจะตั้งอยู่บนข้อเท็จจริง หลักฐาน และหลักกฎหมายเพียงใด?
ในทางกฎหมาย การกล่าวหาว่ามีการฮั้วเลือกตั้งยังไม่อาจสรุปได้จนกว่าศาลจะมีคำวินิจฉัยถึงที่สุด ผู้ที่ถูกกล่าวหาทุกคนยังคงได้รับความคุ้มครองตามหลักสันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ ขณะเดียวกัน กกต. ก็มีอำนาจใช้ดุลพินิจในการพิจารณาว่าหลักฐานเพียงพอที่จะส่งเรื่องต่อศาลฎีกาหรือไม่?
อย่างไรก็ตาม ดุลพินิจดังกล่าวไม่ใช่อำนาจที่ปราศจากขอบเขต หากการตัดสินใจมีเหตุผลรองรับ สอดคล้องกับข้อเท็จจริง และสามารถอธิบายต่อสาธารณะได้ ความเห็นต่างทางการเมืองย่อมไม่อาจบั่นทอนความน่าเชื่อถือขององค์กรได้ แต่หากผลการวินิจฉัยแตกต่างจากข้อเท็จจริงในสำนวนอย่างมีนัยสำคัญโดยไม่สามารถอธิบายเหตุผลได้ ก็ย่อมเปิดช่องให้เกิดข้อสงสัยและนำไปสู่การตรวจสอบในกระบวนการยุติธรรม
คดีนี้ยังสะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างของระบบเลือก สว. ซึ่งมีรูปแบบเฉพาะและซับซ้อน เปิดช่องให้เกิดข้อครหาเกี่ยวกับการจัดการคะแนน การรวมกลุ่ม หรือการสร้างเครือข่ายเพื่อเอื้อประโยชน์แก่ผู้สมัครบางกลุ่ม
แม้สุดท้ายศาลจะวินิจฉัยว่า…ไม่มีความผิด ก็ไม่ได้หมายความว่าระบบปัจจุบันจะปราศจากช่องโหว่ หากมีช่องว่างในกติกา ก็ควรได้รับการทบทวนเพื่อป้องกันปัญหาในอนาคต
ท้ายที่สุด! สิ่งที่ประชาชนต้องการอาจไม่ใช่เพียงการลงโทษผู้กระทำผิด หากแต่คือคำอธิบายที่ชัดเจน โปร่งใส และตรวจสอบได้ ว่าเหตุใดจึงตัดสินเช่นนั้น เพราะความเชื่อมั่นต่อองค์กรอิสระไม่ได้เกิดจากผลของคดีเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากคุณภาพของกระบวนการพิจารณาคดีด้วย
ข้อเสนอแนะที่ทุกฝ่ายต้องยืนอยู่บนหลักนิติธรรม :
“ทีมข่าวยุทธศาสตร์” มีข้อเสนอแนะให้ทุกฝ่ายได้ไตร่ตรองถึงบทบาทหน้าที่ของตัวเอง เริ่มจาก กกต. องค์กรต้นเรื่องของเรื่องนี้ ควรจะ…เปิดเผยเหตุผลประกอบการวินิจฉัยอย่างละเอียดภายใต้กรอบกฎหมาย, ยึดพยานหลักฐานเป็นหลัก ไม่ยอมให้แรงกดดันทางการเมืองหรือสังคมมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจ
โดยหากมีประเด็นที่กฎหมายเปิดช่องให้ตีความ ควรอธิบายเหตุผลเชิงนิติศาสตร์อย่างชัดเจนเพื่อสร้างความเชื่อมั่น
สำหรับ ผู้ถูกร้องและผู้ถูกกล่าวหา ควรจะ…ใช้สิทธิในการต่อสู้คดีตามกระบวนการยุติธรรม, เปิดเผยข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานเพื่อสร้างความกระจ่างต่อสังคม และหลีกเลี่ยงการสร้างแรงกดดันหรือโจมตีองค์กรที่กำลังทำหน้าที่
ส่วน ฝ่ายผู้ร้องและภาคประชาชน ควรต้อง…ติดตามตรวจสอบโดยยึดข้อเท็จจริง ไม่ตัดสินล่วงหน้า, ใช้ช่องทางตามกฎหมาย เช่น การขอข้อมูลข่าวสาร หรือการตรวจสอบผ่านกระบวนการยุติธรรม แทนการตัดสินผ่านกระแสสังคม
ด้าน ฝ่ายการเมือง นอกจากจะต้อง…เคารพความเป็นอิสระขององค์กรตามรัฐธรรมนูญ และงดการแทรกแซงหรือสร้างแรงกดดันต่อผู้ปฏิบัติหน้าที่แล้ว และหากเห็นว่ากฎหมายมีช่องโหว่ ควรผลักดันการแก้ไขผ่านกระบวนการนิติบัญญัติ
กับความเห็นต่อ สังคมไทย ที่จำเป็นจะต้อง…ยึดหลัก “ข้อเท็จจริงมาก่อนความคิดเห็น” และ “คำพิพากษามาก่อนข้อสรุป, ใช้คดีนี้เป็นโอกาสในการผลักดันให้เกิดการปฏิรูประบบการเลือกสมาชิกวุฒิสภาให้โปร่งใส ตรวจสอบได้ และได้รับความไว้วางใจจากประชาชนมากยิ่งขึ้น
บทสรุปของ คดีฮั้ว สว. ในครั้งนี้ จึงไม่ใช่เพียงคดีของบุคคล 229 ราย แต่เป็นบททดสอบของระบบนิติรัฐ ความเป็นอิสระขององค์กรตรวจสอบ และความศรัทธาของประชาชนต่อกระบวนการประชาธิปไตยไทยในระยะยาว!!!.






