ไทยเปลี่ยนกติกา หรือเปลี่ยนอนาคต?

(จาก Competitive Neutrality สู่ OECD : เมื่อการปฏิรูปประเทศไทย ต้องไปไกลกว่าแค่การแก้กฎหมาย)
การผลักดัน Competitive Neutrality อาจเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการปฏิรูป แต่คำถามสำคัญยิ่งกว่าคือ ประเทศไทยกำลังเปลี่ยนเพียง “กติกา” หรือกำลังเปลี่ยน “อนาคต” ของระบบเศรษฐกิจและการบริหารประเทศ เพราะในโลกที่การแข่งขันวัดกันด้วยคุณภาพของสถาบัน มากกว่าสิทธิประโยชน์ การแก้กฎหมายอาจเป็นเพียงก้าวแรกของการเปลี่ยนแปลงที่ใหญ่กว่านั้น
กติกา…ไม่ใช่คำตอบทั้งหมด :
บทความ “ปรับกติกาก่อนแข่งโลก!” ได้นำเสนอให้เห็นว่า การผลักดันหลัก Competitive Neutrality ของสำนักงานคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (กขค.) และ สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) ไม่ใช่เพียงการปรับปรุงกฎหมายการแข่งขันทางการค้า
หากแต่เป็นสัญญาณของการยกระดับมาตรฐานเศรษฐกิจไทยให้สอดคล้องกับแนวทางของ OECD
อย่างไรก็ตาม หากมองให้ลึกกว่าตัวบทกฎหมาย จะพบว่า กติกาที่ดี ไม่อาจสร้างผลลัพธ์ที่ดีได้ หากระบบที่ใช้กติกานั้นยังไม่เปลี่ยนแปลง
ประเทศไทยจึงกำลังเผชิญโจทย์ที่ใหญ่กว่าการแก้กฎหมาย เพราะสิ่งที่ต้องปฏิรูป ไม่ใช่เพียงกฎระเบียบ แต่รวมถึงวิธีคิดของภาครัฐ ระบบราชการ กลไกกำกับดูแล และวัฒนธรรมการบริหารประเทศ
โลกเปลี่ยน…วิธีแข่งขันก็เปลี่ยน :
การแข่งขันระหว่างประเทศในอดีต อาจวัดกันที่…ทรัพยากรธรรมชาติ ค่าแรง หรือสิทธิประโยชน์ทางภาษี แต่ปัจจุบัน นักลงทุนให้ความสำคัญกับ “คุณภาพของสถาบัน” มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น หลักนิติธรรม ความโปร่งใส ความเป็นอิสระของหน่วยงานกำกับดูแล หรือความสามารถของรัฐในการบังคับใช้กฎหมายอย่างเสมอภาค
นี่คือเหตุผลที่ OECD ไม่ได้ให้ความสำคัญกับตัวเลขเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว แต่ยังประเมินคุณภาพของกฎหมาย ธรรมาภิบาล และประสิทธิภาพของภาครัฐ เพราะปัจจัยเหล่านี้ต่างหากที่ทำให้การแข่งขันเกิดขึ้นอย่างยั่งยืน
ในมุมนี้ Competitive Neutrality จึงเป็นเพียง “เครื่องมือ” ไม่ใช่ “เป้าหมาย”
โจทย์ใหญ่…ไม่ใช่แค่แก้กฎหมาย :
หลายครั้งที่ผ่านมา ประเทศไทยเลือกแก้ปัญหาด้วยการออกกฎหมายใหม่ แก้ไขกฎหมายเดิม หรือจัดตั้งคณะกรรมการเพิ่มเติม แต่ผลลัพธ์กลับไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง เพราะปัญหาส่วนหนึ่งไม่ได้อยู่ที่ตัวบทกฎหมาย แต่อยู่ที่การบังคับใช้ การประสานงาน และการตัดสินใจเชิงนโยบาย
การปฏิรูปประเทศไทยจึงต้องก้าวไปไกลกว่าการแก้กฎหมาย โดยเริ่มจากการ แยกบทบาทของรัฐให้ชัดเจน ลดความซ้ำซ้อนของหน่วยงาน เพิ่มความโปร่งใสในการกำกับดูแล และสร้างระบบตรวจสอบที่ทุกฝ่ายเชื่อมั่น
หากไม่สามารถเปลี่ยน “วิธีคิด” ได้ ต่อให้มีกฎหมายที่ทันสมัยเพียงใด ก็อาจไม่สามารถเปลี่ยนผลลัพธ์ของประเทศได้
OECD คือปลายทาง หรือเพียงจุดเริ่มต้น :
การเข้าเป็นสมาชิก OECD ถือเป็นเป้าหมายสำคัญของรัฐบาล แต่ในความเป็นจริง สิ่งที่ประเทศไทยจะได้รับไม่ใช่เพียง “สถานะสมาชิก” หากคือโอกาสในการยกระดับมาตรฐานประเทศให้ใกล้เคียงกับประเทศพัฒนาแล้ว
คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่า ประเทศไทยจะเข้าเป็นสมาชิก OECD ได้เมื่อใด? แต่คือ ประเทศไทยพร้อมจะยอมรับมาตรฐานที่ OECD กำหนดไว้มากน้อยแค่ไหน?
เพราะมาตรฐานเหล่านั้น ครอบคลุมตั้งแต่การแข่งขันทางการค้า การกำกับดูแลรัฐวิสาหกิจ การต่อต้านการทุจริต การบริหารภาครัฐ ไปจนถึงการคุ้มครองผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อม
กล่าวอีกนัยหนึ่ง OECD ไม่ได้เปลี่ยนประเทศไทย แต่ประเทศไทยต่างหากที่จะต้องเปลี่ยนตัวเอง!!!
เปลี่ยนอนาคต…ต้องเปลี่ยนวิธีคิด :
การปฏิรูปที่แท้จริงจึงไม่ใช่การเปลี่ยนข้อความในกฎหมาย แต่คือ…การเปลี่ยนวิธีคิดของผู้กำหนดนโยบาย ผู้บังคับใช้กฎหมาย และระบบราชการทั้งระบบ ให้มองการแข่งขันอย่างเป็นธรรม โปร่งใส และตรวจสอบได้
หากรัฐบาลสามารถผลักดันหลักการเหล่านี้ให้เกิดขึ้นจริง ประเทศไทยจะไม่ได้เพียงยกระดับอันดับความสามารถในการแข่งขันหรือสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนเท่านั้น แต่ยังสร้าง “กติกาใหม่” ที่ทำให้เศรษฐกิจไทยเติบโตบนพื้นฐานของประสิทธิภาพและความเป็นธรรม
แต่หากการปฏิรูปหยุดอยู่เพียงการแก้กฎหมาย โดยไม่แตะโครงสร้างและวิธีคิดเดิม การเปลี่ยนแปลงก็อาจเป็นเพียงภาพลวงตาที่ไม่สามารถสร้างอนาคตใหม่ให้กับประเทศได้
ท้ายที่สุดแล้ว คำถามที่ประเทศไทยต้องตอบอาจไม่ใช่ว่า “ควรเปลี่ยนกติกาหรือไม่?” หากแต่เป็นว่า “เราพร้อมจะเปลี่ยนวิธีคิด เพื่อเปลี่ยนอนาคตของประเทศหรือยัง?”!!!.






