10 ล้านลิตร เขย่าอำนาจรัฐ?

(กมธ.ปปง. ปูดช่องโหว่ภาษี ม.44 จุดคำถามถึง ‘ศักยภาพ’ ของรัฐไทยในการคุมชายแดน!)
จากข้อกล่าวหาการลักลอบส่งออกน้ำมันกว่า 10 ล้านลิตรต่อเดือน หากการตรวจสอบยืนยันว่ามีมูลจริง! เรื่องนี้อาจไม่ใช่เพียงความเสียหายทางภาษี แต่กำลังตั้งคำถามต่อ “ประสิทธิภาพ” ของรัฐไทย ในการควบคุมชายแดน ปกป้องผลประโยชน์ของชาติ และรับมืออาชญากรรมข้ามชาติ
การเปิดเผยข้อมูลของ คณะกรรมาธิการการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินและยาเสพติด (กมธ.ปปง.) ว่า…พบความผิดปกติในการส่งออกน้ำมันไปยัง สปป.ลาว ในปริมาณสูงถึงประมาณ 10 ล้านลิตรต่อเดือน
เรื่องนี้…ได้สร้าง แรงสั่นสะเทือน! ไปยังหลายหน่วยงานของรัฐ
กระนั้น หากมองให้ลึกกว่า…ประเด็นภาษี ข้อสังสัยจากเรื่องนี้ จึงอาจย้ายไปอยู่กับประเด็นสำคัญที่ว่า…
รัฐไทยยังสามารถควบคุมพื้นที่ชายแดนได้อย่างมีประสิทธิภาพเพียงใด???
โดยหากข้อมูลที่ได้รับการพิสูจน์จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่า…มีมูล!
แน่นอนว่า…ความเสียหายที่เกิดขึ้น ย่อมไม่ได้จำกัดอยู่เพียงรายได้จากภาษีสรรพสามิต หากแต่สะท้อนถึง “ศักยภาพของรัฐ” หรือ State Capacity ในการกำกับดูแลพรมแดน การบังคับใช้กฎหมาย และการปกป้องผลประโยชน์ของประเทศ
รัฐสมัยใหม่ มิได้ “วัด” ความเข้มแข็งจากขนาดของกองทัพ หรือจำนวนข้าราชการเพียงอย่างเดียว แต่ยัง “วัด” จาก…ความสามารถในการควบคุมการเคลื่อนย้ายคน สินค้า เงินทุน และทรัพยากรผ่านพรมแดน
หากมีการเคลื่อนย้ายน้ำมันในปริมาณมหาศาลอย่างต่อเนื่อง โดยที่ระบบกำกับดูแลไม่สามารถตรวจจับหรือป้องกันได้ ย่อมเป็นประเด็นที่ต้องได้รับการทบทวนในระดับนโยบาย
ที่น่าสนใจยิ่งกว่านั้น ก็คือ…พื้นที่ชายแดนลุ่มน้ำโขงในปัจจุบัน ไม่ได้เป็นเพียง “เส้นแบ่งอาณาเขต” อีกต่อไป หากแต่เป็น พื้นที่ซึ่งผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ การค้าชายแดน เขตเศรษฐกิจพิเศษ การลงทุน และเครือข่ายธุรกิจข้ามชาติ เชื่อมโยงกันอย่างซับซ้อน
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา พื้นที่บางส่วนของอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงถูกจับตามองจากประชาคมระหว่างประเทศในประเด็นอาชญากรรมข้ามชาติ ทั้ง…การหลอกลวงทางออนไลน์ การฟอกเงิน การค้ามนุษย์ และเครือข่ายทุนสีเทา
หลายประเทศ รวมถึงจีน ได้ผลักดันให้ประเทศในภูมิภาคร่วมมือกันตัดวงจรสนับสนุนกลุ่มอาชญากรรมเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็น…ระบบสื่อสาร พลังงาน หรือเส้นทางการเงิน
ด้วยเหตุนี้ หากการตรวจสอบพบว่า…มีการใช้ช่องโหว่ของกฎหมายเพื่อส่งออกน้ำมันไปยังพื้นที่เสี่ยงจริง ประเด็นดังกล่าวก็จะไม่ใช่เพียงเรื่องภาษี แต่จะกลายเป็นประเด็นด้านความมั่นคง ซึ่งอาจส่งผลต่อภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือของประเทศไทยในความร่วมมือระดับภูมิภาค
อีกคำถามหนึ่งที่ รัฐบาล ภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ไม่อาจหลีกเลี่ยง นั่นคือ…เหตุใดความผิดปกติจึงเกิดขึ้นต่อเนื่องเป็นเวลาหลายเดือน?
ทั้งนี้ หากมีระบบการกำกับดูแลที่เข้มแข็ง ข้อมูลการส่งออก การคืนภาษี การตรวจปล่อยสินค้า และการเคลื่อนย้ายเชื้อเพลิง ควรสามารถเชื่อมโยงเพื่อตรวจจับความเสี่ยงได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ไม่ใช่ปล่อยให้กลายเป็นประเด็นที่ถูกเปิดเผยโดยฝ่ายตรวจสอบภายหลัง
แน่นอนว่า…ในชั้นนี้ยังไม่มีข้อยุติว่ามีผู้กระทำผิดหรือมีเจ้าหน้าที่รัฐเกี่ยวข้อง การตรวจสอบของกรมสรรพสามิต กรมศุลกากร สำนักงาน ปปง. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จึงเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อให้ข้อเท็จจริงปรากฏอย่างรอบด้าน และเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่สังคมไทย…
อย่างไรก็ตาม ไม่ว่า…ผลการสอบสวนจะออกมาเช่นไร? ข่าวนี้ได้สะท้อนคำถามสำคัญต่อระบบบริหารราชการของไทย ว่า เรามีกลไกกำกับดูแลชายแดนที่สอดคล้องกับความซับซ้อนของอาชญากรรมข้ามชาติในศตวรรษที่ 21 แล้วหรือยัง???
เพราะในท้ายที่สุด! สิ่งที่สังคมไทยควรกังวลใจ อาจไม่ใช่เพียง “น้ำมัน 10 ล้านลิตร” หากแต่เป็นคำถามที่ใหญ่กว่านั้น นั่นคือ…
รัฐไทยยังสามารถใช้อำนาจของรัฐในการกำกับดูแลพรมแดน ปกป้องทรัพยากรของประเทศ และรักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพเพียงใด?
หากคำตอบของคำถามนี้ ยังไม่ชัดเจน นั่นย่อมเป็น “สัญญาณเตือน!” ที่สำคัญยิ่งกว่าตัวเลขความเสียหายทางภาษี นั่นเพราะ…
อำนาจอธิปไตยของรัฐ มิได้ถูกวัดเพียงจากเส้นเขตแดนบนแผนที่ หากแต่วัดจากความสามารถของรัฐในการทำให้กฎหมายมีผลบังคับใช้จริงในทุกตารางนิ้วของประเทศ และในทุกช่องทางที่เชื่อมต่อกับโลกภายนอก!!??.






