ปรับกติกาก่อนแข่งโลก! (2)

(Competitive Neutrality : เกมใหม่ของเศรษฐกิจไทย กับบทพิสูจน์ว่า…รัฐจะสร้างสนามแข่งขันที่เป็นธรรมได้จริงหรือไม่?)
การแข่งขันในโลกยุคใหม่ ไม่ได้วัดกันเพียงศักยภาพของผู้ประกอบการ หากยังวัดกันที่ “กติกา” ของประเทศ การขับเคลื่อนหลัก Competitive Neutrality ของ กขค. และ สคร. จึงไม่ใช่เพียงการปรับนโยบายการแข่งขันทางการค้า แต่คือบททดสอบสำคัญของรัฐบาลในการยกระดับมาตรฐานเศรษฐกิจไทย สร้างความเชื่อมั่นนักลงทุน และก้าวสู่มาตรฐาน OECD
หากมองย้อนกลับไปในช่วงหลายปีที่ผ่านมา จะพบว่า…ประเทศไทยถูกตั้งคำถามจากนักลงทุนและองค์กรระหว่างประเทศมาโดยตลอด ถึง…ประสิทธิภาพของกฎระเบียบภาครัฐ ความโปร่งใสในการกำกับดูแล และสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่เอื้อต่อการแข่งขันอย่างเป็นธรรมหรือไม่?
โดยเฉพาะในกิจการที่รัฐยังมีบทบาท ทั้งในฐานะ…ผู้กำหนดนโยบาย ผู้กำกับดูแล และผู้ประกอบการผ่านรัฐวิสาหกิจบางแห่ง ซึ่งแม้จะมี ภารกิจบริการสาธารณะเป็นหลัก แต่ในหลายกรณีก็มีการดำเนินธุรกิจเชิงพาณิชย์แข่งขันกับภาคเอกชนควบคู่กันไป
ประเด็นดังกล่าว ไม่ใช่เรื่องใหม่ในเวทีเศรษฐกิจโลก หากแต่เป็น หนึ่งในหลักการสำคัญที่องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ผลักดันมาอย่างต่อเนื่อง ภายใต้แนวคิด Competitive Neutralityหรือ “ความเป็นกลางทางการแข่งขัน” ซึ่งมีสาระสำคัญว่า…
รัฐสามารถดำเนินธุรกิจหรือถือครองรัฐวิสาหกิจได้ แต่การดำเนินกิจกรรมเชิงพาณิชย์จะต้องไม่อาศัยอำนาจรัฐ สิทธิพิเศษ หรือการสนับสนุนจากภาครัฐ จนก่อให้เกิดความได้เปรียบเหนือผู้ประกอบการรายอื่นโดยปราศจากเหตุผลด้านประโยชน์สาธารณะที่ชัดเจน
นี่จึงเป็นเหตุผลที่การหารือระหว่าง สำนักงานคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (กขค.) กับ สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2569 จึงไม่ได้หยุดอยู่เพียง การแลกเปลี่ยนความคิดเห็นทางวิชาการ หากแต่ครอบคลุมถึง ประเด็นสำคัญที่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างเศรษฐกิจไทย ไม่ว่าจะเป็น…
การแยกบทบาทระหว่างหน่วยงานกำกับดูแลกับหน่วยงานผู้ประกอบการ
การกำหนดขอบเขตกิจกรรมเชิงพาณิชย์ของรัฐวิสาหกิจ
การทบทวนสิทธิประโยชน์ที่รัฐมอบให้
ตลอดจน การกำหนดหลักเกณฑ์การชดเชยภารกิจบริการสาธารณะ หรือ Public Service Obligation (PSO) ให้มีความชัดเจนและตรวจสอบได้
ซึ่งทั้งหมดล้วนเป็นองค์ประกอบสำคัญของ การแข่งขันที่เป็นธรรม!!!
ในอีกด้านหนึ่ง หากเชื่อมโยงกับนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาล จะพบว่า…การขับเคลื่อนประเด็นดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ประเทศไทยประกาศเป้าหมายสำคัญในการผลักดันการเข้าเป็นสมาชิก OECD อย่างเต็มรูปแบบ
ภายใต้แนวคิด “การยกระดับมาตรฐานประเทศ” ให้สอดคล้องกับหลักสากล ทั้งด้านกฎหมาย การกำกับดูแล และธรรมาภิบาลทางเศรษฐกิจ
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เคยกล่าวไว้อย่างชัดเจนว่า…การเข้าเป็นสมาชิก OECD ไม่ใช่เพียงการได้รับการยอมรับจากนานาชาติ แต่เป็นโอกาสสำคัญในการปฏิรูปกฎหมาย กฎระเบียบ และระบบราชการของไทย
เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน สร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน และเพิ่มศักยภาพของประเทศในระยะยาว
แนวคิดดังกล่าวสอดคล้องกับบทบาทของ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง ในฐานะ “หัวหน้าทีมเศรษฐกิจ” ที่ผลักดันการปรับปรุงกฎระเบียบด้านเศรษฐกิจ ลดอุปสรรคต่อการลงทุน และยกระดับมาตรฐานการกำกับดูแลให้สอดคล้องกับหลักเกณฑ์สากล โดยมองว่า…
การยกระดับมาตรฐานประเทศไม่ใช่เพียงเงื่อนไขของการเข้าเป็นสมาชิก OECD เท่านั้น
แต่ยังเป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นของนักลงทุนและเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของเศรษฐกิจไทยในระยะยาว
เมื่อพิจารณาจากภาพรวมทั้งหมด จะเห็นได้ว่า…Competitive Neutrality จึงไม่ใช่ “ปลายทาง” ของการปฏิรูป หากแต่เป็น “เครื่องมือ” ที่รัฐบาลเลือกใช้เพื่อยกระดับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล การสร้างสนามแข่งขันที่เป็นธรรม
ดังนั้น แนวคิดนี้จึงไม่ได้มีเป้าหมายเพียงเพื่อคุ้มครองผู้ประกอบการรายใดรายหนึ่ง แต่เพื่อทำให้ระบบเศรษฐกิจทั้งหมดมีความโปร่งใส มีประสิทธิภาพ และสามารถดึงดูดการลงทุนจากทั้งในและต่างประเทศได้อย่างยั่งยืน
อย่างไรก็ตาม การประกาศหลักการย่อมเป็นเพียงจุดเริ่มต้น เพราะบททดสอบที่แท้จริงไม่ได้อยู่ที่การจัดทำแนวทางหรือออกระเบียบใหม่ หากแต่อยู่ที่การนำไปปฏิบัติให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม
โดยเฉพาะในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับ ผลประโยชน์ของหน่วยงานรัฐ รัฐวิสาหกิจ และผู้มีส่วนได้เสียจำนวนมาก ซึ่งล้วนเป็น…โจทย์ที่ท้าทายกว่าการกำหนดนโยบายบนกระดาษหลายเท่า
และนั่นเอง คือ…เหตุผลที่คำถามสำคัญของประเทศไทยในวันนี้ อาจไม่ใช่ว่า Competitive Neutrality เป็นหลักการที่ดีหรือไม่?
เพราะแทบไม่มีใครปฏิเสธคุณค่าของการแข่งขันที่เป็นธรรม! หากแต่เป็นคำถามที่ยากกว่านั้น นั่นก็คือ…
ประเทศไทยพร้อมหรือยัง??? ที่จะปรับบทบาทของภาครัฐ จาก “ผู้เล่น” ในสนามแข่งขัน มาเป็น “ผู้กำกับกติกา” ที่ทุกฝ่ายเชื่อมั่นและยอมรับร่วมกัน
พรุ่งนี้ มาต่อกันที่ตอนจบ!!!.






