NEXT DRIVE CUSTOMS

(ยุทธศาสตร์ฉลอง 152 ปี – เปลี่ยนบทบาทกรมศุลกากรครั้งใหญ่ที่สุด! ในรอบหลายทศวรรษ)
“จากบ้านผีสิง…สู่บ้านโมเดิร์น” ไม่ใช่เพียงคำเปรียบเปรย หากแต่เป็นสัญลักษณ์ของการปฏิรูปกรมศุลกากรครั้งสำคัญในรอบหลายทศวรรษ ภายใต้ยุทธศาสตร์ NEXT DRIVE CUSTOMS ที่นายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ อธิบดีกรมศุลกากร ประกาศเปลี่ยนบทบาทองค์กรจาก “ผู้กำกับดูแล” สู่ “เครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย” ด้วย AI ข้อมูล และธรรมาภิบาล พร้อม “ยกระดับ” 3 บทบาทใหม่ ได้แก่ Trade Enabler, Social Protector และ Revenue Collector
จาก “บ้านผีสิง”…สู่ “บ้านโมเดิร์น” :
“…ในอดีต กรมศุลกากรถูกมองว่าเป็น “บ้านผีสิง” แต่วันนี้เราจะรีโนเวทบ้านใหม่ให้ดูสดใส…”

ประโยคข้างต้นที่ นายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ อธิบดีกรมศุลกากร กล่าวไว้ อาจสร้างเสียงหัวเราะและรอยยิ้มให้กับ ผู้ร่วมงานครบรอบ 152 ปีของกรมศุลกากร ที่จัดขึ้นเมื่อช่วงบ่ายของวานนี้ (6 ก.ค.2569) ณ ห้องประชุม ชั้น 16 อาคาร 120 ปี กรมศุลกากร
แต่เมื่อพิจารณาตลอดการบรรยาย การเสวนา และการตอบคำถามสื่อมวลชนตลอดหลายชั่วโมง จะพบว่า…วลี “บ้านผีสิง” ไม่ใช่มุกบนเวที หากแต่เป็น “ภาพแทน” ของการยอมรับอดีต เพื่อประกาศจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงองค์กรครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์กรมศุลกากร
ตลอดระยะเวลากว่า 152 ปี กรมศุลกากรเป็นองค์กรที่คนไทยคุ้นเคยในฐานะ หน่วยงานจัดเก็บอากร ตรวจปล่อยสินค้า และป้องกันการลักลอบนำเข้าส่งออกสิ่งผิดกฎหมาย
ภาพจำของประชาชน จำนวนไม่น้อย จึงผูกโยงอยู่กับ “ด่านตรวจ” ระเบียบขั้นตอนที่ซับซ้อน การใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ และความเข้มงวดของการบังคับใช้กฎหมาย
อธิบดีกรมศุลกากร เลือกที่จะไม่ปฏิเสธภาพจำเหล่านั้น แต่กลับหยิบขึ้นมาพูดอย่างตรงไปตรงมา พร้อมประกาศ ว่า…ถึงเวลาที่กรมศุลกากรจะ “รีโนเวทบ้านหลังเดิม” ให้กลายเป็น “บ้านโมเดิร์น” ที่ทันสมัย โปร่งใส เข้าถึงง่าย และตอบโจทย์เศรษฐกิจโลกยุคใหม่
คำเปรียบเปรยดังกล่าว จึงไม่ใช่เพียง “วาทศิลป์” เพื่อสร้างสีสัน หากแต่เป็น…การประกาศ “Narrative” ใหม่ขององค์กร ซึ่ง ถูกถ่ายทอดผ่านทุกช่วงของงาน ตั้งแต่…คำกล่าวเปิด การนำเสนอวิสัยทัศน์ การเสวนา การตอบคำถามสื่อ ไปจนถึ งสไลด์ประกอบการบรรยายที่ออกแบบมาอย่างเป็นระบบ
เปลี่ยนเกมศุลกากรไทย :
แม้ งานครบรอบ 152 ปี จะถูกจัดขึ้นในวาระวันคล้ายวันสถาปนากรมศุลกากร แต่สาระสำคัญของงานกลับไม่ได้อยู่ที่การย้อนรำลึกถึงอดีต หากเป็นการประกาศทิศทางขององค์กรในอนาคต ผ่านยุทธศาสตร์ NEXT DRIVE CUSTOMS

ชื่อของยุทธศาสตร์นี้ สะท้อนแนวคิดสำคัญ 2 ประการ กล่าวคือ…
“NEXT” หมายถึงการก้าวสู่อนาคต
ขณะที่ “DRIVE” สื่อถึงการเป็นพลังขับเคลื่อน มิใช่เพียงการทำหน้าที่ตามภารกิจเดิม
นั่นก็หมายความว่า…กรมศุลกากรไม่ได้มองบทบาทของตนเอง ในฐานะ “ผู้ควบคุม” หรือ “ผู้บังคับใช้กฎหมาย” เพียงอย่างเดียว อีกต่อไป แต่กำลังวางตำแหน่งขององค์กรใหม่ ให้เป็นหนึ่งในกลไกสำคัญของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย
การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ สอดรับกับนโยบายของรัฐบาลและกระทรวงการคลัง ภายใต้แนวคิด “10 พลัส” และ ENGINE : เสาหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย ซึ่งมุ่งให้ ทุกหน่วยงานในสังกัดกระทรวงการคลังทำหน้าที่มากกว่าการกำกับดูแล หากต้องเป็นกลไกที่ช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ลดต้นทุนภาคธุรกิจ และสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ
กล่าวอีกนัยหนึ่ง กรมศุลกากรกำลังเปลี่ยนจาก “หน่วยงานปลายทาง” ของการค้าระหว่างประเทศ ไปสู่ “หน่วยงานต้นทาง” ที่มีบทบาทกำหนดสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจให้เอื้อต่อการค้า การลงทุน และการเติบโตของประเทศ
จากผู้กำกับ…สู่ผู้ขับเคลื่อน :
หากต้องเลือกเพียงหนึ่งประโยคที่อธิบายสาระสำคัญของงานนี้ได้ดีที่สุด! คงไม่ใช่…ตัวเลขรายได้หลายแสนล้านบาท หรือจำนวนคดียาเสพติดที่ตรวจยึดได้ หากแต่เป็น ประโยคสั้น ๆ ที่ปรากฏบนจอ LED กลางเวที ที่ว่า…
“We are not just a regulator. We are an enabler. (เราไม่ได้เป็นเพียงผู้กำกับดูแล แต่เราเป็นผู้สนับสนุน)” ประโยคดังกล่าวสะท้อนการเปลี่ยนวิธีคิดของกรมศุลกากรอย่างชัดเจน

ในอดีต บทบาทของศุลกากร มักถูก…นิยามผ่านอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็น…การตรวจปล่อยสินค้า การจัดเก็บภาษี หรือการป้องกันการลักลอบนำเข้าส่งออกสินค้า
แต่ในโลกการค้าใหม่ หน่วยงานศุลกากรของประเทศต่าง ๆ กลับถูกคาดหวังให้ทำหน้าที่มากกว่านั้น กล่าวคือ…ต้องทำหน้าที่ “ผู้อำนวยความสะดวกทางการค้า” (Trade Facilitation) ควบคู่กับการรักษาความมั่นคงของประเทศ
อธิบดีฯพันธ์ทอง จึงประกาศอย่างชัดเจนว่า…กรมศุลกากรไทยจะเดินตามแนวทางเดียวกับประเทศพัฒนาแล้ว โดยเปลี่ยนจากการทำงานที่เน้น “การควบคุม” ไปสู่การทำงานที่เน้น “การสนับสนุน” ภายใต้กติกาที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ และใช้ข้อมูลเป็นฐานในการตัดสินใจ
นี่คือเหตุผลที่คำว่า…Trade Enabler ถูกยกขึ้นมาเป็น “1 ใน 3 สาหลัก” ของยุทธศาสตร์ใหม่
3 บทบาทใหม่ของศุลกากรไทย :
การประกาศยุทธศาสตร์ NEXT DRIVE CUSTOMS ไม่ได้หยุดอยู่เพียงแค่…การปรับภาพลักษณ์องค์กร? หากแต่มีการ กำหนด “บทบาทใหม่” ของกรมศุลกากรไว้อย่างชัดเจน ผ่าน 3 ภารกิจหลัก ได้แก่…
Trade Enabler, Social Protector และ Revenue Collector
ทั้ง 3 บทบาทนี้ ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นเพื่อแทนที่ “ภารกิจเดิม” หากเป็นการ “ต่อยอด” ให้สอดคล้องกับบริบทเศรษฐกิจโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว!!??
Trade Enabler หมายถึง การเป็นผู้สนับสนุนการค้า ลดขั้นตอน ลดต้นทุน และอำนวยความสะดวกให้ผู้ประกอบการสามารถแข่งขันได้ในตลาดโลก
Social Protector คือ การปกป้องสังคม ความมั่นคง และภาพลักษณ์ของประเทศ ผ่านการสกัดกั้นยาเสพติด สินค้าผิดกฎหมาย บุหรี่ไฟฟ้า สินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา ตลอดจนการป้องกันไม่ให้ประเทศไทยถูกใช้เป็นทางผ่านของอาชญากรรมข้ามชาติ

ส่วน Revenue Collector ไม่ได้หมายถึงการจัดเก็บอากรศุลกากรเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงการจัดเก็บรายได้แทนหน่วยงานอื่นของรัฐอย่างมีประสิทธิภาพ โปร่งใส และเป็นธรรม เพื่อเป็นฐานรายได้สำคัญของประเทศ
เมื่อทั้ง 3 บทบาทถูกเชื่อมโยงเข้าด้วยกัน ภาพของกรมศุลกากรจึงเปลี่ยนจาก “ผู้ตรวจสินค้า” ไปสู่ “องค์กรที่สร้างสมดุลระหว่างเศรษฐกิจ ความมั่นคง และการคลังของประเทศ”
หวังใช้ AI เปลี่ยนเกม :
หากต้องเลือก “หัวใจ” ของยุทธศาสตร์ NEXT DRIVE CUSTOMS เพียงเรื่องเดียว คงหนีไม่พ้นการประกาศนำ AI และ Big Data เข้ามาเป็นแกนหลักของการบริหารงานศุลกากรในอนาคต???
ทั้งนี้ อธิบดีกรมศุลกากร ย้ำหลายครั้งตลอดการบรรยายว่า…โลกการค้าเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว ขณะที่ปริมาณสินค้านำเข้า-ส่งออกและผู้โดยสารระหว่างประเทศเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง วิธีการทำงานแบบเดิมจึงไม่อาจตอบโจทย์ได้อีกต่อไป
ดังนั้น กรมศุลกากรจึงต้องเปลี่ยนจากการพึ่งพาประสบการณ์ของเจ้าหน้าที่ มาเป็นการตัดสินใจบนฐานข้อมูล (Data-driven Decision) โดยใช้ AI วิเคราะห์ความเสี่ยง คัดกรองสินค้า ผู้ประกอบการ และผู้โดยสารที่มีแนวโน้มกระทำผิด เพื่อให้การตรวจสอบมีความแม่นยำมากขึ้น พร้อมลดผลกระทบต่อผู้ประกอบการที่ปฏิบัติตามกฎหมาย
เลิกสุ่มตรวจ…หันมาเริ่มวิเคราะห์ :
อธิบดีฯพันธ์ทอง ยอมรับตรงไปตรงมาว่า…ประเทศไทยมีตู้สินค้านำเข้าและส่งออกกว่า 13 ล้านตู้ต่อปี และมีผู้โดยสารเดินทางผ่านด่านศุลกากรกว่า 85 ล้านคน
หากยังใช้วิธีสุ่มตรวจแบบเดิม ย่อมไม่สามารถรองรับปริมาณงานที่เพิ่มขึ้นได้อย่างแน่นอน!!!

คำตอบของกรมศุลกากร นั่นก็คือ Risk Management หรือ การบริหารความเสี่ยง โดยการ นำข้อมูลจากหลายแหล่งมาวิเคราะห์ร่วมกับ AI เพื่อสร้าง “ตะแกรงกรอง” ที่สามารถแยกสินค้าหรือบุคคลที่มีความเสี่ยงออกจากกลุ่มที่ปฏิบัติตามกฎหมาย ลดการตรวจโดยไม่จำเป็น และเพิ่มประสิทธิภาพการบังคับใช้กฎหมายให้ตรงเป้าหมายมากขึ้น
จากด่านศุลกากร…สู่เส้นทางการค้า :
การเปลี่ยนผ่านของกรมศุลกากรไม่ได้มุ่งเน้นเพียงการนำเทคโนโลยีมาใช้ หากยังสะท้อนผ่านการปรับบทบาทสู่ Trade Enabler หรือ “ผู้อำนวยความสะดวกทางการค้า”
ในช่วง 9 เดือนที่ผ่านมา (หลังจากที่เขาเข้ารับตำแหน่ง “อธิบดีกรมศุลกากร”) กรมศุลกากรได้ผลักดันมาตรการหลายด้าน ทั้งการพัฒนาระบบพิธีการอิเล็กทรอนิกส์ การปรับปรุงระบบถ่ายลำสินค้าทางเรือ การให้บริการตรวจปล่อยสินค้าบางส่วน (Partly) และการพัฒนาระบบ Tariff e-Service เพื่อลดขั้นตอน ลดระยะเวลา และลดต้นทุนของภาคธุรกิจ
ตัวอย่างที่เห็นชัด ก็คือ…การลดระยะเวลาตรวจปล่อยสินค้าถ่ายลำจากเฉลี่ย 4.58 วัน เหลือเพียง 0.65 วัน หรือลดลงกว่า 85% ซึ่งสะท้อนว่า…การปฏิรูปครั้งนี้มุ่งสร้างผลลัพธ์ที่จับต้องได้ มากกว่าการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างเพียงอย่างเดียว!!!
ความเป็นธรรม…คือการแข่งขัน :
อีกมาตรการสำคัญที่ อธิบดีกรมศุลกากร หยิบยกขึ้นอธิบาย ก็คือ…การจัดเก็บภาษีนำเข้าและภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) สำหรับสินค้านำเข้าที่มีมูลค่าต่ำกว่า 1,500 บาท ตั้งแต่บาทแรก

แม้ มาตรการดังกล่าวถูกมองในช่วงแรก ว่า…เป็นการเพิ่มภาระภาษี
แต่ กรมศุลกากรมองต่างออกไป โดยเห็นว่า…เป็นการสร้าง Fair Play ให้กับผู้ประกอบการไทยที่ต้องเสียภาษีตามกฎหมาย ขณะที่ สินค้านำเข้าบางประเภทเคยได้รับการยกเว้น
แนวคิดนี้ จึงไม่ได้มุ่งเพิ่มรายได้ของรัฐเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการสร้างกติกาที่เป็นธรรม เพื่อให้การแข่งขันระหว่างผู้ผลิตในประเทศกับแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซจากต่างประเทศเกิดขึ้นบนเงื่อนไขเดียวกัน
รายได้จริง…มีมากกว่าที่เห็น :
แม้คนทั่วไปจะ “จดจำภาพ” ของกรมศุลกากร ในฐานะ…หน่วยงานจัดเก็บอากร แต่ข้อเท็จจริงที่อธิบดีฯพันธ์ทอง นำเสนอบนเวทีดังกล่าว ก็คือ…ในช่วง 9 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2569 กรมศุลกากรจัดเก็บรายได้รวม 476,106 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 7 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน
ในจำนวนนี้ อากรศุลกากรคิดเป็นเพียงส่วนหนึ่ง (85,766 ล้านบาท) ขณะที่ รายได้ส่วนใหญ่เป็นการจัดเก็บแทนกรมสรรพากร (308,016 ล้านบาท) กรมสรรพสามิต (43,725 ล้านบาท) และกระทรวงมหาดไทย (38,596 ล้านบาท) ก่อนนำส่งเป็นรายได้แผ่นดิน…
ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่า…บทบาทของกรมศุลกากรในปัจจุบัน ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการจัดเก็บภาษีศุลกากร แต่เป็นกลไกสำคัญของระบบการคลังและเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งอธิบดีเปรียบเปรยว่าเป็นหนึ่งใน “เครื่องยนต์” ที่ช่วยขับเคลื่อนประเทศไทยไปข้างหน้า
ธรรมาภิบาล…ต้องจับต้องได้ :
แม้คำว่า “ธรรมาภิบาล” จะถูกกล่าวถึงในแทบทุกหน่วยงานของรัฐ แต่สำหรับกรมศุลกากรในปี 2569 คำนี้ไม่ได้หยุดอยู่เพียงนโยบาย หากถูกแปลงเป็นมาตรการที่จับต้องได้

ตลอด 9 เดือนแรกของการบริหารงาน อธิบดีกรมศุลกากร เริ่มต้นด้วยการ…ปรับกติกาภายในองค์กร ตั้งแต่…การจัดเก็บภาษีนำเข้าและภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับสินค้านำเข้าตั้งแต่บาทแรก ไปจนถึง การทบทวนระเบียบการจ่ายเงินสินบนและเงินรางวัล เพื่อยกระดับความโปร่งใส และลดข้อครหาที่สะสมมาเป็นเวลานาน
สำหรับ อธิบดีฯพันธ์ทอง แล้ว ความเชื่อมั่นของประชาชนและภาคธุรกิจ จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อกฎเกณฑ์เดียวกันถูกบังคับใช้กับทุกคนอย่างเป็นธรรม!!!
เปลี่ยนระบบ…เปลี่ยนวัฒนธรรม :
อีกก้าวสำคัญที่ถูกจับตามอง! นั่นก็คือ…การประกาศยกเลิกสิทธิการรับเงินรางวัลของผู้บริหารระดับสูง และการผลักดันให้ยกเลิกเงินรางวัลสำหรับเจ้าหน้าที่ศุลกากรทุกระดับในอนาคต
มาตรการดังกล่าว อาจไม่ได้สร้างผลกระทบต่อรายได้ของรัฐโดยตรง แต่มี “ความหมายเชิงสัญลักษณ์” อย่างยิ่ง เพราะสะท้อนความพยายามลดผลประโยชน์ทับซ้อน และสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับองค์กร
การปฏิรูปครั้งนี้! จึงไม่ได้เปลี่ยนเพียงกระบวนการทำงาน หากยังมุ่งเปลี่ยน “วัฒนธรรมองค์กร” จากระบบที่พึ่งพาดุลพินิจของบุคคล ไปสู่ระบบที่อาศัยกติกา ข้อมูล และความโปร่งใสเป็นหลัก
ความมั่นคง…เดินหน้าคู่การค้า :
อีกด้านหนึ่งที่ อธิบดีกรมศุลกากร ให้ความสำคัญ ก็คือ…การปกป้องประเทศจากอาชญากรรมข้ามชาติ โดยเฉพาะการลักลอบลำเลียงยาเสพติดผ่านประเทศไทย

ที่ผ่านมา การตรวจสอบของหลายประเทศ มักให้ความสำคัญกับ “สินค้าขาเข้า” มากกว่าสินค้าขาออก
แต่ประเทศไทยมีบริบทแตกต่างออกไป เพราะอยู่ใกล้แหล่งผลิตยาเสพติดรายใหญ่ของโลก และมีโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์ที่ทันสมัย ทั้งสนามบิน ท่าเรือ และเครือข่ายคมนาคม ทำให้ถูกใช้เป็นเส้นทางผ่านของขบวนการค้ายาเสพติดระหว่างประเทศ
ดังนั้น กรมศุลกากรจึงประกาศยกระดับมาตรการตรวจสอบสินค้าขาออก ควบคู่กับการใช้ AI ระบบบริหารความเสี่ยง (Risk Management) เครื่องเอกซเรย์ และสุนัขตรวจค้น (K9) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการสกัดกั้น โดยไม่สร้างผลกระทบเกินความจำเป็นต่อการค้าและการเดินทางของประชาชน
โลกใหม่…ต้องร่วมมือ :
อธิบดีฯพันธ์ทอง ย้ำหลายครั้งบนเวทีดังกล่าวว่า…ปัญหาการค้าผิดกฎหมายและยาเสพติด ไม่ใช่เรื่องที่ประเทศใดประเทศหนึ่งจะแก้ไขได้เพียงลำพัง
ดังนั้น การทำงานของกรมศุลกากร จึงต้องเชื่อมโยงกับหน่วยงานภายในประเทศ ทั้ง สำนักงาน ป.ป.ส. การท่าอากาศยาน การท่าเรือ และหน่วยงานด้านความมั่นคง ตลอดจนขยาย ความร่วมมือกับหน่วยงานศุลกากรและหน่วยบังคับใช้กฎหมายของต่างประเทศ
ข้อมูลที่น่าสนใจ นั่นก็คือ…การที่ ผู้แทนระดับสูงของสหราชอาณาจักร (รักษาการเอกอัครราชทูตอังกฤษ ประจำประเทศไทย) เตรียมเข้าหารือกับกรมศุลกากรไทยเกี่ยวกับการป้องกันการลักลอบลำเลียงยาเสพติด ในวันพุธนี้ (8 ก.ค.) ซึ่งมันสะท้อนว่า…
บทบาทของกรมศุลกากรไทยในปัจจุบัน ก้าวพ้นจากการทำงานภายในประเทศ ไปสู่การเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายความร่วมมือระดับโลก ไปแล้ว
ไม่เพียงแค่นั้น การมาครั้งนี้ ฝ่ายอังกฤษจะเชิญผู้สื่อข่าวสถานีโทรทัศน์ระดับโลก อย่าง BBC มาร่วมทำและรายงานข่าว โดยเฉพาะ ความร่วมมือของ 2 ชาติในการ “คุมเข้ม!” การลักลอบขนส่งยาเสพติด โดยเฉพาะ “กัญชา” ออกจากประเทศไทยไปยังดินแดนของยุโรป

สื่อสารทางตรง! เพื่อให้คนอังกฤษและชาวยุโรปให้ตระหนักถึงความร่วมมือและการเอาจริงเอาจังในประเด็นข้อกฎหมายขั้นรุนแรง! กับขบวนการลักลอบขนส่งยาเสพติดและกัญชา อย่างตรงไปตรงมาที่สุด!!!
ใช้กลยุทธ์การสื่อสาร…ให้เข้าถึง :
การประกาศ “เปลี่ยนผ่าน” ของกรมศุลกากรในครั้งนี้ ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในระบบงาน หากยังรวมถึงวิธีสื่อสารกับสังคม
โดยตลอดการเสวนา อธิบดีฯพันธ์ทอง เน้นย้ำว่า…การสื่อสารข้อมูลข่าวสารอย่างรวดเร็ว โปร่งใส และเข้าถึงประชาชน
ถึงขั้น ที่กรมศุลกากร จะใช้เวทีการสื่อสารทางตรง ผ่านไปยัง เพจเฟซบุ๊ก ของ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง ที่เพิ่งประกาศให้สาธารณชนได้รับรู้ เมื่อช่วงสายของวันที่ 6 ก.ค.ที่ผ่านมา
เป้าหมายเพื่อการสื่อสาร “ข่าวสารและข้อมูล” ของกรมศุลกากร โดยอาศัย เพจเฟซบุ๊ก ของ รองนายกฯเอกนิติ ในการสื่อสารไปยังสาธารณชน ร่วมกับหน่วยงานอื่นๆ ในสังกัดกระทรวงการคลัง
เหล่านี้ ถือเป็น…อีกหนึ่งองค์ประกอบของการสร้างความเชื่อมั่น พร้อมทั้งการ สนับสนุนการใช้ช่องทางดิจิทัลในการเผยแพร่ข้อมูลของกรมศุลกากรและกระทรวงการคลัง เพื่อให้ประชาชน ภาคธุรกิจ และสื่อมวลชน เข้าถึงข้อมูลจากแหล่งเดียวกันได้อย่างสะดวกและถูกต้อง
แนวคิดดังกล่าวสะท้อนว่า…การปฏิรูปองค์กรในยุคดิจิทัล ไม่ได้หมายถึงการใช้เทคโนโลยีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานเท่านั้น หากยังรวมถึงการเปิดพื้นที่ให้เกิดการสื่อสารสองทาง และการสร้างความไว้วางใจระหว่างรัฐกับสังคม
152 ปี…กับก้าวใหม่กรมศุลกากร :
ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา บทบาทของกรมศุลกากรอาจถูกจดจำในฐานะ “ด่านตรวจ” หรือ “ผู้จัดเก็บอากร”

แต่สิ่งที่เกิดขึ้น บนเวทีครบรอบ 152 ปี คือ…ความพยายามประกาศภาพจำใหม่ขององค์กร ผ่านยุทธศาสตร์NEXT DRIVE CUSTOMS ที่ต้องการยกระดับกรมศุลกากรให้เป็นทั้งผู้สนับสนุนการค้า ผู้คุ้มครองสังคม และกลไกสำคัญในการจัดเก็บรายได้ของประเทศ
การปฏิรูปครั้งนี้! จึงไม่ได้วัดผลจากจำนวนระบบดิจิทัลที่พัฒนาขึ้น หรือจำนวนคดีที่จับกุมได้ เท่านั้น หากยังจะ “ถูกวัด” จากความสามารถในการสร้างสมดุล ระหว่าง…“ความรวดเร็วกับความรัดกุม” “การอำนวยความสะดวกกับการบังคับใช้กฎหมาย” และ “การเติบโตทางเศรษฐกิจกับธรรมาภิบาล”
จุดเริ่มต้น…ไม่ใช่ปลายทาง :
หากย้อนกลับไปยัง “ประโยคเปิด” ของ อธิบดีกรมศุลกากร ที่กล่าวถึง “บ้านผีสิง” หลายคนอาจมองว่าเป็นเพียงการเปรียบเปรยเพื่อสร้างสีสันบนเวที
แต่เมื่อพิจารณาตลอดทั้งวัน จะพบว่า…คำพูดดังกล่าว คือ…การยอมรับอดีต เพื่อสร้างความชอบธรรมในการเปลี่ยนแปลงอนาคต
NEXT DRIVE CUSTOMS จึงไม่ใช่เพียงชื่อของกิจกรรมครบรอบ 152 ปี หากคือการประกาศทิศทางใหม่ของกรมศุลกากรไทย ที่กำลังเปลี่ยนผ่านจากหน่วยงานผู้กำกับดูแล ไปสู่องค์กรที่ใช้ข้อมูล เทคโนโลยี และธรรมาภิบาล เป็นเครื่องมือขับเคลื่อนเศรษฐกิจ คุ้มครองสังคม และสร้างความเชื่อมั่นให้กับประเทศในเวทีการค้าโลก
การเดินทางครั้งนี้…เพิ่งเริ่มต้น! และความสำเร็จคงไม่ได้วัดจากคำประกาศบนเวที หากจะถูกพิสูจน์ด้วยผลลัพธ์ของการปฏิรูปที่ประชาชน ผู้ประกอบการ และนักลงทุน จะสัมผัสได้จริงในวันข้างหน้า.






