คต.ร่วมประชุม AFSRB หนุนอาเซียนเสริมความมั่นคงอาหาร รับมือความผันผวนโลก

กรมการค้าต่างประเทศเข้าร่วมประชุม AFSRB ครั้งที่ 46 แลกเปลี่ยนข้อมูลสถานการณ์สินค้าเกษตรยุทธศาสตร์ พร้อมหารือแนวทางรับมือความเสี่ยงด้านอุปทานอาหาร ย้ำไทยพร้อมเป็นแหล่งผลิตและส่งออกอาหารที่มั่นคงของภูมิภาคอาเซียน

นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ(คต.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมการค้าต่างประเทศ ได้ส่งผู้แทนเข้าร่วมการประชุมคณะกรรมการสำรองอาหารเพื่อความมั่นคงแห่งภูมิภาคอาเซียน ครั้งที่ 46 (ASEAN Food Security Reserve Board: AFSRB) ระหว่างวันที่ 24 – 25 มิถุนายน 2569 ณ กรุงเนปิดอว์ สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา ซึ่งที่ประชุมได้มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลสถานการณ์สินค้าเกษตรเชิงยุทธศาสตร์ ได้แก่ ข้าว ข้าวโพด ถั่วเหลือง และน้ำตาล ระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียน สำนักเลขาธิการอาเซียน และผู้แทนจากกรอบความร่วมมือด้านอาหารที่เกี่ยวข้อง

การประชุม AFSRB ครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่า หลายประเทศในภูมิภาคอาเซียนยังให้ความสำคัญกับการรักษาระดับอุปทานและปริมาณสำรองอาหาร โดยเฉพาะข้าว อาทิ ฟิลิปปินส์คาดว่าการนำเข้าข้าวในปี 2569 จะเพิ่มขึ้น เพื่อรองรับความต้องการบริโภคภายในประเทศ และป้องกันความขาดแคลนจากสถานการณ์ภัยแล้ง ขณะที่มาเลเซียยังคงผลิตข้าวได้เพียงร้อยละ 53 ของความต้องการ สะท้อนช่องว่างด้านอุปทานข้าวและความจำเป็นที่ต้องพึ่งพาการนำเข้าอย่างต่อเนื่อง ในส่วนของไทย ผู้แทนกรมฯ ได้ร่วมให้ข้อมูลสถานการณ์สินค้าเกษตรต่อที่ประชุม พร้อมชี้ให้เห็นถึงแนวโน้มการผลิตที่ฟื้นตัวต่อเนื่อง การรับมือกับความผันผวนของสภาพอากาศของหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้อง และได้แสดงความพร้อมในการเป็นแหล่งอุปทานที่มั่นคงของภูมิภาค

อย่างไรก็ดี ในภาพรวมอาเซียนยังสามารถผลิตข้าวและน้ำตาลที่เพียงพอต่อการบริโภคและการส่งออกไปทั่วโลก แต่ยังต้องพึ่งพาการนำเข้าถั่วเหลืองและข้าวโพดจากนอกภูมิภาคเพื่อรองรับความต้องการภายในประเทศ และการนำไปใช้ในอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ที่เพิ่มขึ้น นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้ตระหนักถึงการติดตามปัจจัยเสี่ยงอย่างใกล้ชิด เช่น เอลนีโญ ต้นทุนปุ๋ย ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ข้อจำกัดด้านโลจิสติกส์ รวมถึงมาตรการทางการค้า ซึ่งล้วนส่งผลกระทบต่อราคา ปริมาณอาหาร และระบบเศรษฐกิจในระยะข้างหน้า
กรอบ AFSRB เป็นเวทีเชื่อมโยงการทำงานร่วมกับกรอบสำรองข้าวฉุกเฉินอาเซียนบวกสาม (ASEAN Plus Three Emergency Rice Reserve: APTERR) และกรอบข้อมูลสารสนเทศความมั่นคงอาหารอาเซียน (ASEAN Food Security Information System: AFSIS) โดยมีการรายงานข้อมูลว่า APTERR มีปริมาณข้าวสำรองฉุกเฉินรวม 787,000 ตัน และในช่วงปี 2568 – 2569 ได้สนับสนุนข้าวช่วยเหลือแล้วกว่า 14,903 ตัน แก่ประเทศสมาชิกที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติและภาวะฉุกเฉิน ครอบคลุมผู้ได้รับประโยชน์เกือบ 2 ล้านคน

อาทิ สปป.ลาว เมียนมา ฟิลิปปินส์ และไทย โดยล่าสุดจีนได้บริจาคข้าวจำนวน 350 ตัน เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยจากเหตุแผ่นดินไหวในเมียนมา ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินการโดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อนำความช่วยเหลือไปให้ถึงผู้ประสบภัยโดยเร็ว ส่วน AFSIS มีบทบาทสำคัญในการติดตาม วิเคราะห์ และเผยแพร่ข้อมูลสินค้าเกษตรสำคัญของภูมิภาค โดยปัจจุบันอยู่ระหว่างดำเนินโครงการ AFSIS GIS (2568 – 2571) ซึ่งนำเทคโนโลยีภาพถ่ายดาวเทียมและระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์มาใช้ประเมินสภาพอากาศเกษตรและพื้นที่เพาะปลูกข้าว ภายใต้ความร่วมมือทางวิชาการกับญี่ปุ่น พร้อมทั้งได้รับการสนับสนุนจากเกาหลีใต้ในการพัฒนาระบบข้อมูลความมั่นคงอาหารแบบเรียลไทม์และการเสริมสร้างศักยภาพบุคลากร เพื่อสนับสนุนระบบเตือนภัยล่วงหน้าและการตัดสินใจเชิงนโยบาย
นางอารดาฯ ทิ้งท้ายว่า กลไกของ AFSRB มีความสำคัญ เนื่องจากเป็นเวทีที่ทำให้ประเทศสมาชิกรับทราบสถานการณ์อาหารและปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานของภูมิภาคอย่างทันท่วงที การเชื่อมโยงกับเครื่องมือต่างๆ ทั้งสถาบันการเงินและสถาบันวิชาการ ตลอดจนการบูรณาการระหว่างภาคการพาณิชย์และภาคการเกษตร ล้วนทำให้ความร่วมมือด้านอาหารของอาเซียนเป็นการทำงานที่ตั้งอยู่บนฐานข้อมูลที่เชื่อถือได้ และสามารถขยายผลไปสู่การเตรียมความพร้อมและการตอบสนองต่อสถานการณ์ในทางปฏิบัติ อันจะช่วยสนับสนุนความมั่นคงทางอาหารอย่างยั่งยืน โดยในปีหน้าการประชุม AFSRB ครั้งที่ 47 จะจัดขึ้นโดยมีฟิลิปปินส์เป็นเจ้าภาพ.






