ดัน 5T ฝ่าวิกฤติโลก

(รองฯ เอกนิติ’ ชูลงทุนพลิกโครงสร้างเศรษฐกิจ ดึง FDI เร่งพลังงานสะอาด)
รัฐบาล โดย “รองนายกฯเอกนิติ” ประกาศเดินหน้าแนวคิด “5T” เป็นเข็มทิศเศรษฐกิจ รับมือผลกระทบวิกฤติพลังงานและความผันผวนของเศรษฐกิจโลก พร้อมเร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน พลังงานสะอาด และดึงการลงทุนจากต่างประเทศ หวังเปลี่ยนเครื่องยนต์เศรษฐกิจไทยสู่การเติบโตที่ยั่งยืน
เปิดยุทธศาสตร์ 5T รับมือเศรษฐกิจโลก
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง ระบุว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการลดผลกระทบจากราคาน้ำมันที่ผันผวน โดยเลือกใช้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเป็นเครื่องมือหลักในการดูแลราคาพลังงาน เพื่อลดภาระต่อฐานะการคลัง พร้อมออกมาตรการช่วยเหลือภาคขนส่ง ภาคเกษตร และผู้มีรายได้น้อย ผ่านมาตรการไทยช่วยไทยพลัสและการเพิ่มสวัสดิการ เพื่อบรรเทาค่าครองชีพและลดแรงกดดันต่อต้นทุนสินค้า
รัฐบาลยังมองว่าการรักษาเสถียรภาพทางการคลังในช่วงวิกฤติ เป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นต่อนักลงทุน และช่วยลดความเสี่ยงจากการไหลออกของเงินทุนต่างชาติ
เร่งเปลี่ยนผ่านพลังงาน ลดจุดเปราะบางประเทศ :
นายเอกนิติ ย้ำว่า วิกฤติพลังงานครั้งนี้สะท้อนความจำเป็นในการเร่งเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด เพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ ซึ่งส่งผลให้ดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยได้รับแรงกดดันอย่างมากในช่วงที่ผ่านมา
รัฐบาลจึงเตรียมผลัปั้นเศรษฐกิจใหม่ ขับเคลื่อนด้วยการลงทุนกดันการใช้พลังงานสะอาดในระบบขนส่ง การส่งเสริมการติดตั้งโซลาร์เซลล์ภาคประชาชน การพัฒนาโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart Grid) และการยกระดับระบบสายส่งไฟฟ้า โดยมอรัฐบาลประกาศให้ปี 2569 เป็น “ปีแห่งการลงทุน” โดยตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนการลงทุนต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ให้เข้าใกล้ระดับร้อยละ 30 ผ่านการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน เทคโนโลยี และการพัฒนาทุนมนุษย์นอกจากนี้ ยังเร่งส่งเสริมการร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน (PPP) การใช้กองทุน Thailand Future Fund และการดึงการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ผ่านกลไก Thailand FastPass ซึ่งคาดว่าจะมีเม็ดเงินลงทุนจริงเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจประมาณ 9 แสนล้านบาทในปีนี้ พร้อมปรับแนวทางการส่งเสริมการลงทุนของ BOI ให้เชื่อมโยงผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะ SMEs เข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมยุคใหม่ง
ปั้นเศรษฐกิจใหม่ ขับเคลื่อนด้วยการลงทุน :
ทั้งนี้ รัฐบาลประกาศให้ปี 2569 เป็น “ปีแห่งการลงทุน” โดยตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนการลงทุนต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ให้เข้าใกล้ระดับร้อยละ 30 ผ่านการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน เทคโนโลยี และการพัฒนาทุนมนุษย์เดิมพันครั้งใหม่ของทีมเศรษฐกิจ
นอกจากนี้ ยังเร่งส่งเสริมการร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน (PPP) การใช้กองทุน Thailand Future Fund และการดึงการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ผ่านกลไก Thailand FastPass ซึ่งคาดว่าจะมีเม็ดเงินลงทุนจริงเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจประมาณ 9 แสนล้านบาทในปีนี้ พร้อมปรับแนวทางการส่งเสริมการลงทุนของ BOI ให้เชื่อมโยงผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะ SMEs เข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมยุคใหม่
เดิมพันครั้งใหม่ของทีมเศรษฐกิจ :
ในมุมมองของ “ทีมข่าวยุทธศาสตร์” เชื่อว่า… การประกาศยุทธศาสตร์ 5T ครั้งนี้ ถือเป็นสัญญาณว่า ทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลกำลังพยายามปรับทิศทางนโยบายจากการใช้มาตรการกระตุ้นการบริโภคระยะสั้น ไปสู่การใช้ “การลงทุน” เป็นเครื่องยนต์หลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ทั้งการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน พลังงานสะอาด และการดึงเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศ
สอดคล้องกับแนวโน้มเศรษฐกิจโลกที่ให้ความสำคัญกับอุตสาหกรรมสีเขียว เทคโนโลยี และความมั่นคงด้านพลังงาน
อย่างไรก็ตาม ความท้าทายสำคัญยังอยู่ที่การแปลงนโยบายให้เกิดผลจริง โดยเฉพาะการเบิกจ่ายงบลงทุน การเดินหน้าโครงการพลังงานสะอาด การดึง FDI ให้เกิดการลงทุนจริง รวมถึงการเชื่อมโยงผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมใหม่
หากดำเนินการได้ตามเป้าหมาย ก็อาจช่วยยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจไทยในระยะยาว แต่หากติดขัดจากข้อจำกัดด้านงบประมาณ ความล่าช้าของโครงการ หรือความไม่แน่นอนทางการเมือง ผลลัพธ์ก็อาจไม่เป็นไปตามความคาดหวัง
ท้ายที่สุด ยุทธศาสตร์ 5T จึงไม่ใช่เพียงการประกาศนโยบายเศรษฐกิจ แต่เป็นบททดสอบสำคัญของรัฐบาลว่าจะสามารถเปลี่ยน “วิกฤติพลังงาน” ให้เป็น “โอกาสในการปฏิรูปเศรษฐกิจ” ได้จริงเพียงใด? ซึ่งคำตอบจะสะท้อนผ่านตัวเลขการลงทุนการจ้างงาน และการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในช่วง 2-3 ปีข้างหน้า.






