ปรับเงื่อนไขหนุน SMEs

(‘มีที่ มีเงิน’ เปลี่ยนเกณฑ์สินเชื่อใหม่ ‘ขยายกู้ 10 ปี – หั่นดบ.ปีแรก 6.75% – ลดวงเงินกู้ขั้นต่ำเหลือ 2 ล.’ หนุนรายย่อยเข้าถึงแหล่งทุนที่เป็นธรรม)

บริษัท มีที่ มีเงิน” เดินหน้ายกระดับโอกาสทางการเงินให้ผู้ประกอบ SMEs สั่งปรับเงื่อนไขสินเชื่อครั้งใหญ่ เพิ่มความยืดหยุ่นให้ผู้ประกอบการรายย่อยและ SMEs ด้วยการขยายระยะเวลากู้เป็น 10 ปี ลดดอกเบี้ยปีแรกเหลือ 6.75% พร้อมลดวงเงินกู้ขั้นต่ำของผลิตภัณฑ์ขายฝากเหลือ 2 ล้านบาท หวังเพิ่มโอกาสเข้าถึงแหล่งทุนในระบบ ตั้งเป้าปล่อยสินเชื่อใหม่ปี 2569 แตะ 5,000 ล้านบาท

นายวีระชัย อมรถกลสุเวช ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (Chief Executive Officer) บริษัท มีที่ มีเงิน จำกัด ในเครือธนาคารออมสิน เปิดเผยถึง ทิศทางการดำเนินงานในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2569 ว่า บริษัทยังคงยึดมั่นในพันธกิจสำคัญในการช่วยบรรเทาปัญหาหนี้สิน ลดความเหลื่อมล้ำทางการเงิน และเป็นอีกหนึ่งช่องทางที่ช่วยให้ประชาชนและผู้ประกอบการรายย่อยสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนในระบบได้อย่างเป็นธรรม ด้วยต้นทุนทางการเงินที่เหมาะสม

โดยมุ่งเน้นการให้บริการสินเชื่อโดยใช้ที่ดินเป็นหลักประกัน ทั้งในรูปแบบสินเชื่อจำนองและขายฝาก เพื่อเชื่อมช่องว่างระหว่างสถาบันการเงินกับผู้ที่ยังเข้าไม่ถึงสินเชื่อในระบบ โดยเฉพาะกลุ่มผู้ประกอบการที่มีทรัพย์สิน แต่ขาดโอกาสในการเข้าถึงแหล่งทุน และมีความเสี่ยงต้องพึ่งพาเงินกู้นอกระบบ

“จากภาวะเศรษฐกิจที่ยังเผชิญความท้าทาย ทั้งจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก ความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์ และผลกระทบจากความขัดแย้งระหว่างประเทศที่ส่งผลต่อระบบเศรษฐกิจเป็นวงกว้าง บริษัทฯ จึงได้ปรับเงื่อนไขการปล่อยสินเชื่อให้มีความยืดหยุ่นมากยิ่งขึ้น เพื่อเพิ่มโอกาสให้ผู้ประกอบการรายย่อยสามารถเข้าถึงเงินทุนได้อย่างทั่วถึงและเหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน” นายวีระชัย กล่าว

ทั้งนี้ บริษัทได้ทำการปรับเงื่อนไขครั้งนี้ครอบคลุมทั้งการขยายระยะเวลากู้จากเดิม 5 ปีเป็น 10 ปี เพื่อลดภาระค่างวดและเพิ่มสภาพคล่องทางธุรกิจ ต่อด้วยการ ลดอัตราดอกเบี้ยปีแรกเหลือ 6.75% สำหรับลูกค้าที่มีเครดิตระดับ AA รวมถึง ยังเปิดโอกาสให้ลูกค้ากลุ่มที่มีคะแนนเครดิตระดับ EE และผู้ที่ไม่มีคะแนนเครดิต (No Score) สามารถเข้าถึงสินเชื่อได้มากขึ้น นอกจากนี้ ยังลดวงเงินกู้ขั้นต่ำของผลิตภัณฑ์ขายฝากจาก 3 – 50 ล้านบาท เหลือ 2 – 50 ล้านบาท เพื่อรองรับผู้ประกอบการที่ต้องการเงินทุนในวงเงินไม่สูงมาก โดยเข้าถึงผลิตภัณฑ์ทางการเงินได้ง่ายขึ้น และตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าได้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น

สำหรับ ภาพรวมเศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2569 คาดว่า จะมีแนวโน้มขยายตัวได้ดีกว่าที่หลายฝ่ายประเมินไว้ แม้เศรษฐกิจโลกยังคงเผชิญความไม่แน่นอนจากปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์และสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางที่อาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและการค้าโลก

อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจภายในประเทศยังได้รับแรงสนับสนุนจากภาคการผลิตและการส่งออกในกลุ่มอุตสาหกรรมศักยภาพสูง โดยเฉพาะธุรกิจชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์และอุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์ที่ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง

ขณะเดียวกัน มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ โดยเฉพาะโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” มีส่วนสำคัญในการเพิ่มสภาพคล่องและสร้างการหมุนเวียนของเม็ดเงินภายในระบบเศรษฐกิจ ส่งผลให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจในหลายภาคส่วนเริ่มฟื้นตัวและมีทิศทางที่ดีขึ้น

“จากปัจจัยสนับสนุนดังกล่าว คาดว่า เศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งปีหลังจะยังสามารถขยายตัวได้อย่างต่อเนื่อง แม้อัตราการเติบโตอาจยังอยู่ในระดับที่ระมัดระวัง โดยคาดว่าการขยายตัวทางเศรษฐกิจทั้งปีจะไม่เกิน 2% แต่ถือเป็นสัญญาณบวกที่สะท้อนถึงความสามารถในการปรับตัวและความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจไทยท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก ซีอีโอ “มีที่มีเงิน” ย้ำและเพิ่มเติมว่า…

ในปี 2569 บริษัท ตั้งเป้าปล่อยสินเชื่อใหม่ประมาณ 5,000 ล้านบาท จากพอร์ตสินเชื่อรวมราว 10,000 ล้านบาท โดยกว่า 90% เป็นสินเชื่อจำนอง ขณะที่สินเชื่อขายฝากมีสัดส่วนประมาณ 10% และมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง

นายวีระชัย กล่าวอีกว่า ในภาวะปัจจุบันที่สถาบันการเงินต่าง ๆ มีความระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อเนื่องจากความกังวลต่อผลกระทบจากปัจจัยภายนอกทำให้การปล่อยสินเชื่อกับกลุ่ม SME มีการชะลอตัวลง แต่เพื่อให้ระบบเศรษฐกิจของกลุ่ม SME รายเล็ก ยังคงเดินหน้าไปต่อได้ บริษัท มีที่ มีเงิน ยังมีผลิตภัณฑ์สินเชื่อจำนองที่ดิน ที่ยังคงคอยสนับสนุนกลุ่มผู้ประกอบการรายย่อย โดยที่ไม่ต้องตรวจ NCB. สำหรับบุคคลธรรมดาวงเงินไม่เกิน 2 ล้านและนิติบุคคลวงเงินไม่เกิน 5 ล้านบาท ซึ่งลูกค้ากลุ่มนี้ NCB.อาจจะเคยติดขัด แต่ยังคงมีความสามารถในการชำระหนี้ได้ สามารถเติมเงินทุนหมุนเวียนต่อลมหายใจให้ธุรกิจไปต่อ โดยจุดเด่นของ มีที่ มีเงิน คือ เงื่อนไขน้อย รับเงินก้อน ผ่อนสบายนานถึง 10 ปี

นอกจากนี้ บริษัท ยังมีผลิตภัณฑ์ขายฝาก เพื่อช่วยผู้ประกอบการที่ไม่ต้องการผ่อนชำระคืนเป็นรายงวด แต่มีโอกาสที่จะหาแหล่งเงินทุนมาชำระหนี้ภายใน 1 ปีได้ ก็สามารถมาใช้บริการขายฝากในอัตราดอกเบี้ยต่ำ เพื่อนำเงินไปเสริมสภาพคล่องก่อนได้  

โดยในปีนี้ บริษัทมีแผนจะขยายฐานโดยตรงผ่านเครือข่ายพันธมิตรภาคเอกชน อาทิ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย หอการค้าไทย หอการค้าจังหวัด และสมาคมธุรกิจต่าง ๆ ทั่วประเทศ เพื่อยกระดับองค์กรจาก “โครงการช่วยเหลือ” สู่การเป็นผู้ให้บริการทางการเงินประเภท Non-Bank ที่ดำเนินธุรกิจอย่างเต็มรูปแบบ

“เป้าหมายสำคัญของเราคือการช่วยให้ผู้ประกอบการรายย่อยสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนที่เป็นธรรม ควบคู่กับการบริหารความเสี่ยงอย่างมีประสิทธิภาพ บริษัทจึงมุ่งเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ยังเปราะบาง และข้อจำกัดด้านการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงิน โดย ‘มีที่ มีเงิน’ พร้อมเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับผู้ประกอบการที่ขาดสภาพคล่อง แต่มีที่ดินเป็นหลักทรัพย์ในการต่อยอดโอกาสทางธุรกิจ” อีโอ “มีที่มีเงิน” ระบุ

“ทีมข่าวยุทธศาสตร์” มีโอกาสได้ร่วมงานเปิดตัวและเห็นการดำเนินงานของ บริษัท มีที่มีเงิน มาตลอดตั้งแต่ต้น อีกทั้งยังอยู่ร่วมในงานเลี้ยงและแถลงข่าวผลการดำเนินงานดังกล่าว โดยมองเห็นทั้งปัญหาและโอกาสในการดำเนินธุรกิจของบริษัท โดยเฉพาะปัญหาด้านสำนักงานสาขา ที่วันนี้ยังคงมีเพียงแค่สำนักงานใหญ่ในส่วนกลาง แต่ยังขาดสำนักงานสาขาเพื่อการดำเนินงานและติดต่อประสานงานกับลูกค้าและพันธมิตร

กระนั้น นายวีระชัย ในฐานะ “ผู้นำองค์กร” ก็เลือกหนทางในแก้ปัญหาโดยการ จัดจ้างคนภายนอก (Outsource) เพื่อลดแรงเสียดทานของการดำเนินงานในช่วงนี้ ส่วนอนาคตจะขยายสาขาหรือประสานการดำเนินงานร่วมกับพันธมิตร โดยเฉพาะ ผู้ถือหุ้นบริษัท อย่าง…ธนาคารออมสิน บมจ.ทิพยประกันภัย และบมจ.บางจาก หรือไม่?  อย่างไร? เป็นเรื่องอนาคต

แต่ ณ วันนี้ สิ่งที่ บริษัท มีที่มีเงิน ได้ดำเนินการเอาไว้ โดยเฉพาะ การผ่อนคลายเงื่อนไขสินเชื่อของ “มีที่ มีเงิน” ถือเป็นจังหวะสำคัญสำหรับผู้ประกอบการรายย่อยและ SMEs ที่ยังมีศักยภาพในการดำเนินธุรกิจ แต่ประสบข้อจำกัดในการเข้าถึงสินเชื่อจากสถาบันการเงิน เนื่องจาก มาตรฐานการพิจารณาสินเชื่อที่เข้มงวดขึ้น การขยายระยะเวลาผ่อนชำระเป็น 10 ปี จะช่วยลดภาระเงินสดในแต่ละเดือน ทำให้ธุรกิจสามารถนำสภาพคล่องไปใช้ลงทุน เพิ่มกำลังการผลิต หรือรักษาการจ้างงานได้มากขึ้น

อีกปัจจัยที่น่าสนใจ ก็คือ การเปิดโอกาสให้กลุ่มลูกค้าที่มีประวัติเครดิตไม่สมบูรณ์ หรือไม่มีคะแนนเครดิต สามารถเข้าถึงสินเชื่อได้ ภายใต้การพิจารณาศักยภาพของหลักประกันและความสามารถในการชำระหนี้ ถือเป็นการขยายฐานลูกค้าไปยังกลุ่มที่ยังมีศักยภาพแต่ถูกจำกัดโอกาสในระบบการเงิน ซึ่งหากผู้ประกอบการนำเงินทุนไปใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพธุรกิจอย่างเหมาะสม ก็จะช่วยยกระดับความสามารถในการแข่งขันและสร้างความมั่นคงทางการเงินในระยะยาว

ในภาพรวม หากเศรษฐกิจไทยทยอยฟื้นตัวตามแรงหนุนจากภาคการผลิต การส่งออก และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ ความต้องการเงินทุนหมุนเวียนของผู้ประกอบการมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ส่งผลให้ผลิตภัณฑ์สินเชื่อที่มีเงื่อนไขยืดหยุ่นของ “มีที่ มีเงิน” จะมีบทบาทมากขึ้นในฐานะ “ทางเลือกที่ดีที่สุด” ของผู้ประกอบการที่ต้องการเสริมสภาพคล่องโดยไม่ต้องพึ่งพาแหล่งเงินกู้นอกระบบ ซึ่งจะเป็นผลดีทั้งต่อการเติบโตของธุรกิจลูกค้าและต่อระบบเศรษฐกิจฐานรากในระยะต่อไป.

Login

Welcome! Login in to your account

Remember me Lost your password?

Lost Password