งบปี’70…การคลังไทย ซื้ออดีตมากกว่าลงทุนอนาคต?

การอภิปรายร่าง พ.ร.บ.งบประมาณปี 2570 วันแรก เป็นมากกว่าข้อรถกเถียง “ฝ่ายค้าน – รัฐบาล” ปมตัวเลขรายรับรายจ่าย แต่มันสะท้อน “โจทย์ใหญ่” ของประเทศ หลังตัวเลขงบรายจ่ายประจำ “กินสัดส่วน” เกือบ 74% ของงบเฉียด 3.8 ล้านล้านบาท แต่งบลงทุนกลับลดลง ท่ามกลางข้อสงสัยที่ว่า… การคลังไทยวันนี้…กำลังใช้ทรัพยากร “แบกรับอดีต” มากกว่า “สร้างอนาคต” หรืออย่างไร?
เปิดแผลโครงสร้างการคลังไทย :
การประชุมสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2569 ซึ่งเป็น “วันแรก” ของการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2570 วงเงิน 3.788 ล้านล้านบาท เปิดฉากด้วยการ “วิวาทะ” ทางความคิดระหว่าง…รัฐบาลและฝ่ายค้านอย่างเข้มข้น!
ฝั่งรัฐบาล นำโดย นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประกาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง ซึ่งได้รับมอบหมายจาก นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ที่ตามเสด็จฯไปยังประเทศฝรั่งเศส มอบให้ดูแล สส.ฝ่ายรัฐบาล ในการอภิปรายฯครั้งนี้ ยืนยันว่า…
งบประมาณฉบับนี้จัดทำขึ้นเพื่อรับมือเศรษฐกิจโลกที่ยังเปราะบาง พร้อมใช้ นโยบายการคลังเป็นเครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ
ขณะที่ ฝ่ายค้าน กลับเห็นต่างและชี้ว่า…โครงสร้างงบประมาณกลับกำลังสะท้อนปัญหาที่ฝังรากลึกของประเทศ นั่นคือ…
รายจ่ายประจำเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง แต่รายจ่ายลงทุนกลับลดลง!!??
ตัวเลขสำคัญที่ถูกอภิปราย คือ รายจ่ายประจำ 2.79 ล้านล้านบาท คิดเป็น 73.6% ของงบทั้งหมด เพิ่มขึ้น 5% ขณะที่ รายจ่ายลงทุนเหลือ 762,000 ล้านบาท หรือ 20.1% ลดลง 8.4% แม้รัฐบาลต้องกู้เงินชดเชยการขาดดุลสูงถึง 788,000 ล้านบาท
ใช้งบคุ้มค่าหรือติดกับดักรายจ่าย? :
ฝ่ายรัฐบาล ชี้แจงว่า…การจัดทำงบประมาณครั้งนี้ยึดหลัก Zero-Based Budgeting (ZBB) หรือการทบทวนความจำเป็นของทุกโครงการ เพื่อลดความซ้ำซ้อนและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้เงินภาษีประชาชน
ด้าน นายเอกนิติ กล่าวในฐานะ ตัวแทนรัฐบาล ว่า งบประมาณปี 2570 ถูกออกแบบเพื่อรองรับความเสี่ยงจากเศรษฐกิจโลก และสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ตั้งเป้าไว้ร้อยละ 2.2
ขณะที่ นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ ประธานวิปรัฐบาล ขอให้ สส.ร่วมประชุมครบทั้ง 3 วัน พร้อมระบุว่า…การตรวจสอบของฝ่ายค้านถือเป็นการช่วย “รีดไขมัน” งบประมาณ หากเป็นไปเพื่อประโยชน์ของประเทศ
อย่างไรก็ตาม ฝ่ายค้านมองต่างออกไป โดย นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ เปรียบงบประมาณฉบับนี้ ว่า เป็น “งบประมาณแบบหาเช้ากินค่ำ” เพราะรายได้ของรัฐเพียงพอสำหรับรายจ่ายประจำและการชำระหนี้เดิม ส่วนการลงทุนเพื่ออนาคตต้องอาศัยการกู้เงิน พร้อมเตือนว่าหากไม่ปฏิรูประบบภาษี ประเทศจะเผชิญภาระสวัสดิการสังคมที่เพิ่มขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ชำแหละ AI “ติดป้าย” มากกว่าวางยุทธศาสตร์ :
อีกประเด็นร้อนของวันแรก คือ การใช้งบประมาณด้าน AI และเทคโนโลยีดิจิทัล โดยที่ ดร.การดี เลียวไพโรจน์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ วิจารณ์ว่า…งบประมาณปี 2570 เป็น “งบไร้อนาคต” เพราะขาดยุทธศาสตร์ดิจิทัลที่ชัดเจน พร้อมตั้ง ข้อสังเกต 3 ประเด็น กล่าวคือ…
งบกระจัดกระจายและซ้ำซ้อน
การนำคำว่า “AI” ไปติดป้ายโครงการที่ไม่ใช่การลงทุนด้าน AI อย่างแท้จริง
และ การขาดแผนแม่บทที่จะทำให้ประเทศไทยแข่งขันด้านเทคโนโลยีได้ในระยะยาว
อีกทั้ง ยังได้กล่าวเตือนว่า…หากรัฐยังทำหน้าที่เพียง “หัวหน้าฝ่ายจัดซื้อ” ประเทศอาจตกขบวนการแข่งขันด้าน AI ของโลก
ขณะที่ ส.ส.พรรคประชาชน ภายใต้การนำของ “หัวหน้าเท้ง” นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ได้อภิปรายไปในทิศทางเดียวกัน โดยตั้งคำถามถึง…ประสิทธิภาพของการใช้งบด้านเทคโนโลยีและการลดลงของงบลงทุน พร้อมชี้ว่า…
การประกาศนโยบาย AI จะไม่มีความหมาย หากยังไม่ลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน บุคลากร และระบบนิเวศนวัตกรรมที่จะทำให้ผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะ SME สามารถแข่งขันได้จริง
ทั้งยังตั้งข้อสังเกตด้วยว่า…การลดสัดส่วนงบลงทุนอาจกระทบศักยภาพการเติบโตของเศรษฐกิจในระยะยาวได้!!!
การคลังไทย…กำลังซื้ออดีต? :
ทั้งนี้ เมื่อมองลึกลงไปใน โครงสร้างงบประมาณ จะพบว่า…งบจำนวนมากไม่ได้ถูกใช้เพื่อสร้างโครงการใหม่ แต่เป็นภาระที่รัฐต้องรับผิดชอบอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็น…เงินเดือนข้าราชการ เงินบำนาญ สวัสดิการประชาชน การชำระดอกเบี้ยและเงินต้นของหนี้สาธารณะ รวมถึง ภาระผูกพันจากโครงการในอดีต
กล่าวอีกนัยหนึ่ง งบประมาณปี 2570 ไม่ได้สะท้อนเพียงนโยบายของรัฐบาลปัจจุบัน แต่ยังสะท้อน ต้นทุนที่ประเทศสะสมมาตลอดหลายปี ซึ่งทำให้พื้นที่สำหรับการลงทุนเพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศเหลือน้อยลงเรื่อย ๆ
นี่จึงเป็น เหตุผลที่คำถามสำคัญของการอภิปรายวันแรก ไม่ใช่เพียงว่า…“รัฐบาลใช้งบถูกหรือผิด?” แต่คือ…
ประเทศไทยกำลังใช้ทรัพยากรส่วนใหญ่ไปกับการบริหารภาระเดิม มากกว่าการสร้างศักยภาพใหม่หรือไม่? อย่างไร?
2 วันที่เหลือ “บทพิสูจน์” ของรัฐบาล :
แม้การอภิปรายจะผ่านไปเพียงวันแรก แต่ยังเหลืออีก 2 วัน ที่ฝ่ายค้านเตรียมตรวจสอบรายละเอียดอย่างเข้มข้น โดยเฉพาะ 5 ประเด็นสำคัญ ได้แก่…
ความคุ้มค่าของการกู้เงินชดเชยการขาดดุล 788,000 ล้านบาท
งบลงทุนที่ลดลงสวนทางกับการเติบโตทางเศรษฐกิจ
รายละเอียดโครงการด้าน AI และเศรษฐกิจดิจิทัล
งบผูกพันและงบจัดซื้อของกระทรวงหลัก
ความยั่งยืนของฐานะการคลัง ท่ามกลางสังคมสูงวัยและภาระหนี้ที่เพิ่มขึ้น
ดังนั้น การอภิปรายใน 2 วันที่เหลือจึงน่าจับตาอย่างยิ่ง! เพราะสุดท้ายแล้ว สิ่งที่สังคมไทยต้องการ อาจไม่ใช่เพียงคำชี้แจง ว่า…รัฐบาลใช้งบประมาณอย่างไร??? แต่ต้องการคำตอบ ว่า…
งบประมาณปี 2570 จะสามารถเปลี่ยน “ต้นทุนของอดีต” ให้กลายเป็น “การลงทุนเพื่ออนาคต” ของประเทศไทยได้จริงหรือไม่???.






