เดิมพัน…โซลาร์ภาคประชาชน!

(จุดเปลี่ยนพลังงานไทย? ราคารับซื้อ 2.20 บาท…จูงใจคนไทยพอหรือไม่?)

จับตา! รัฐเปิดรับซื้อไฟฟ้าจากโซลาร์ภาคประชาชน 500 เมกะวัตต์ เริ่มพรุ่งนี้ (1) เผย! นี่อาจไม่ใช่เพียงมาตรการลดค่าไฟ แต่กำลังเป็น “บททดสอบสำคัญ” ว่า ประเทศไทยจะเดินหน้าปฏิรูปโครงสร้างพลังงานได้จริง หรือเป็นเพียงมาตรการบรรเทาแรงกดดันในระยะสั้น

จากนโยบาย…สู่ยุทธศาสตร์พลังงาน :

การที่ คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) โดย นายพูลพัฒน์ ลีสมบัติไพบูลย์ เลขาธิการสำนักงาน กกพ. ออกมาเปิดเผยเมื่อวานนี้ (29 ก.ค.2569) เองว่า…ภาครัฐพร้อมจะเปิดรับซื้อไฟฟ้าจากโครงการโซลาร์ภาคประชาชนรอบใหม่ จำนวน 500 เมกะวัตต์ พร้อมกำหนดราคารับซื้อไฟฟ้าส่วนเกินเข้าระบบในอัตรา 2.20 บาทต่อหน่วย เป็นเวลา 10 ปี และเริ่มรับซื้อในวันพรุ่งนี้ (1 ก.ค.) เป็นต้นไป จนกว่าจะมีปริมาณรับซื้อครบตามเป้าหมายของโครงการ

 สิ่งนี้ ถือเป็น “ก้าวสำคัญ” ของนโยบายพลังงานภาครัฐ เลยทีเดียว!!!

ถ้ามองเพียงตัวเลข โครงการนี้อาจเป็นเพียงการส่งเสริมให้ประชาชนติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์บนหลังคาบ้าน แต่หากมองให้ลึกลงไป จะพบว่า…นี่คือการส่งสัญญาณถึง “ทิศทางใหม่” ของระบบพลังงานไทย ที่กำลังพยายามเปลี่ยนผ่านจากการผลิตไฟฟ้าแบบรวมศูนย์ ไปสู่ระบบที่ประชาชนมีบทบาทในการผลิตพลังงานมากขึ้น

นโยบายดังกล่าวยังเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่รัฐบาลกำลังเร่งปรับแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ (PDP) ให้สอดรับกับเป้าหมายเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาด การรองรับการลงทุนในอุตสาหกรรมดิจิทัล และการลดต้นทุนค่าไฟฟ้าในระยะยาว

เมื่อประชาชนไม่ใช่แค่ผู้ใช้ไฟ :

หลายประเทศกำลังผลักดันแนวคิด Prosumer หรือ ประชาชนที่เป็นทั้ง “ผู้ใช้ไฟ” และ “ผู้ผลิตไฟ” ไปพร้อมกัน!

เช่นกัน ประเทศไทยก็กำลังก้าวเข้าสู่แนวคิดเดียวกัน ผ่านการเปิดโอกาสให้ครัวเรือนผลิตไฟฟ้าใช้เอง และจำหน่ายไฟฟ้าส่วนเกินเข้าสู่ระบบของการไฟฟ้า

ในมุมของรัฐบาล นี่คือ…การกระจายแหล่งผลิตไฟฟ้า ลดภาระการลงทุนโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ เสริมความมั่นคงของระบบไฟฟ้า และเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาดตามเป้าหมายของประเทศ

ขณะเดียวกัน ยังช่วยลดภาระค่าไฟของครัวเรือนที่ลงทุนติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป โดยเฉพาะในช่วงเวลากลางวันที่มีการใช้ไฟฟ้าสูง

อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จของแนวคิดนี้ไม่ได้ขึ้นอยู่กับจำนวนแผงโซลาร์ที่ติดตั้ง แต่ขึ้นอยู่กับ “แรงจูงใจ” ที่ทำให้ประชาชนตัดสินใจลงทุน

ราคา 2.20 บาท…โจทย์ใหญ่ของนโยบาย :

ประเด็นที่ถูกพูดถึงมากที่สุด! นั่นคือ…อัตรารับซื้อไฟฟ้า 2.20 บาทต่อหน่วย???

โดยเมื่อ เปรียบเทียบกับค่าไฟฟ้าที่ประชาชนซื้อจากการไฟฟ้า ซึ่งเฉลี่ยอยู่ราว 4 บาทต่อหน่วย จะเห็นได้ชัดว่า…ราคาขายต่ำกว่าราคาซื้ออย่างมีนัยสำคัญ!!!

แม้รัฐบาลจะชี้แจงว่า…ราคาดังกล่าวคำนึงถึงต้นทุนการบริหารระบบไฟฟ้า ค่าสายส่ง การรักษาเสถียรภาพของโครงข่าย และภาระต้นทุนที่ต้องเฉลี่ยให้กับผู้ใช้ไฟทั้งประเทศ แต่คำถามที่ตามมาก็คือ…

ระดับราคานี้จะจูงใจให้ประชาชนลงทุนมากพอหรือไม่? แค่ไหน? และอย่างไร?

สำหรับครัวเรือนที่ผลิตไฟฟ้าใช้เองเป็นหลัก ผลตอบแทนสำคัญอาจไม่ได้อยู่ที่การขายไฟ แต่คือ…การลดการซื้อไฟจากระบบในช่วงเวลากลางวัน

แต่หากเป็น กลุ่มของผู้ที่คาดหวังรายได้จากการขายไฟฟ้าเพียงอย่างเดียว อัตรา 2.20 บาทต่อหน่วยอาจทำให้ระยะเวลาคืนทุนยาวนานกว่าที่หลายคนคาดหวัง!!??

ดังนั้น ความสำเร็จของโครงการนี้ จึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับ “ราคารับซื้อ” เพียงอย่างเดียว แต่ยังขึ้นอยู่กับมาตรการสนับสนุนอื่น ๆ เช่น…

มาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ การลดภาระเงินลงทุนเริ่มต้น และการอำนวยความสะดวกในการเชื่อมต่อระบบไฟฟ้า

พลังงานสะอาดกับเศรษฐกิจดิจิทัล :

อีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้รัฐบาลเร่งเดินหน้านโยบายพลังงานสะอาด นั่นก็คือ…การเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัล

ก่อนหน้านี้ กระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า ความต้องการใช้ไฟฟ้าจากโครงการ Data Center และอุตสาหกรรมปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยมีคำขอใช้ไฟฟ้ารวมกันหลายหมื่นเมกะวัตต์

นั่นหมายความว่า…ประเทศไทยจำเป็นต้องเตรียมกำลังผลิตไฟฟ้าเพิ่มเติมในอนาคต แต่ขณะเดียวกัน ก็ต้องรักษาต้นทุนค่าไฟให้อยู่ในระดับที่แข่งขันได้

ดังนั้น รัฐบาลจึงพยายามเดิน 2 แนวทางควบคู่กัน กล่าวคือ…

เพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียน และผลักดันให้ภาคเอกชนรายใหญ่ร่วมลงทุนในระบบโครงสร้างพื้นฐานด้านไฟฟ้า เพื่อลดภาระงบประมาณของรัฐ

หากทำได้สำเร็จ! ประเทศไทยจะมีความพร้อมมากขึ้นในการแข่งขันเพื่อดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต

มากกว่าค่าไฟ…คือโครงสร้างพลังงาน :

ในอีกด้านหนึ่ง กระทรวงพลังงานยังประกาศเดินหน้าทบทวนแผน PDP และศึกษาการปรับปรุงสัญญารับซื้อไฟฟ้าบางส่วน เพื่อลดต้นทุนค่าไฟในระยะยาว

แม้รายละเอียดหลายประเด็นยังต้องรอการดำเนินการ แต่ก็สะท้อนว่า รัฐบาลกำลังมองปัญหาค่าไฟในมิติของ “โครงสร้าง” มากกว่าการแก้ไขเฉพาะหน้า

โครงการโซลาร์ภาคประชาชน จึงเป็นเพียงหนึ่งในชิ้นส่วนของภาพใหญ่ ซึ่งประกอบด้วย…การปรับแผนผลิตไฟฟ้า การเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาด การบริหารกำลังผลิตสำรอง และ การสร้างสมดุลระหว่างความมั่นคงทางพลังงานกับต้นทุนค่าไฟ

บททดสอบการปฏิรูป :

การเปิดรับซื้อไฟฟ้า 500 เมกะวัตต์ อาจดูเป็นตัวเลขที่ไม่มากนัก เมื่อเทียบกับกำลังผลิตไฟฟ้ารวมของประเทศ แต่ในเชิงนโยบาย นี่คือ “บททดสอบ” ว่า…

การเปลี่ยนผ่านสู่ระบบพลังงานรูปแบบใหม่จะได้รับการตอบรับจากประชาชนมากน้อยเพียงใด???

หากมาตรการนี้ สามารถสร้างแรงจูงใจให้ครัวเรือนลงทุนติดตั้งโซลาร์ได้อย่างแพร่หลาย พร้อมกับการสนับสนุนด้านสินเชื่อ เทคโนโลยี และการอำนวยความสะดวกจากภาครัฐ ก็อาจเป็น “จุดเริ่มต้น!” ของการเปลี่ยนผ่านระบบพลังงานไทยอย่างแท้จริง!!!

แต่หาก “ข้อจำกัด” ด้านต้นทุน การเข้าถึงเงินลงทุน และ ระดับราคารับซื้อยังไม่สามารถสร้างความคุ้มค่าให้กับประชาชนได้ โครงการนี้ก็อาจเป็นเพียงมาตรการลดแรงกดดันค่าไฟในช่วงเวลาหนึ่ง มากกว่าจะเป็นการปฏิรูปเชิงโครงสร้าง

ท้ายที่สุด! คำตอบอาจไม่ได้อยู่ที่ตัวเลข 500 เมกะวัตต์ หรือราคารับซื้อ 2.20 บาทต่อหน่วย หากแต่อยู่ที่ว่า…

รัฐบาลจะสามารถสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชน เห็นว่า…การลงทุนในพลังงานสะอาดคือการลงทุนที่คุ้มค่า และเป็นส่วนหนึ่งของอนาคตระบบพลังงานไทยได้จริงเพียงใด???

เพราะหากคนไทยยังเป็นเพียง “ผู้ใช้ไฟฟ้า” การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานย่อมเกิดขึ้นได้ยาก! แต่หากคนกลุ่มนี้ ก้าวขึ้นมาเป็น “ผู้ร่วมผลิตพลังงาน” ได้อย่างแท้จริง!

การปฏิรูปพลังงานไทย! ก็อาจ “เริ่มต้น” จากหลังคาบ้านของประชาชนคนไทยทุกคน นั่นเอง!!!.

Login

Welcome! Login in to your account

Remember me Lost your password?

Lost Password