ส.อ.ท.เผย ยอดผลิตรถยนต์ เดือน พ.ค.69 มีจำนวน 114,214 คัน ลดลงร้อยละ 17.94

ส.อ.ท.เผย เดือนพฤษภาคม 2569 ผลิตรถยนต์ 114,214 คัน ลดลงร้อยละ 17.94 ขายในประเทศ 57,765 คัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 10.60 ส่งออก 59,434 คัน ลดลงร้อยละ 26.69
นายสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ ที่ปรึกษาประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์และโฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยจำนวนการผลิต ยอดขายภายในประเทศ และการส่งออกรถยนต์และรถจักรยานยนต์ของประเทศ ในเดือนพฤษภาคม 2569 ดังต่อไปนี้
จำนวนรถยนต์ทั้งหมดที่ผลิตได้ในเดือนพฤษภาคม 2569 มีทั้งสิ้น 114,214 คัน ลดลงจากเดือนพฤษภาคม 2568 ร้อยละ 17.94 เนื่องจากผลิตส่งออกรถยนต์นั่งและรถกระบะลดลงร้อยละ 26.66 และ 38.79 ตามลำดับ ส่งผลให้ผลิตเพื่อส่งออกลดลงร้อยละ 36.20 แม้ว่าผลิตเพื่อขายในประเทศเพิ่มขึ้นร้อยละ 12.78 ก็ตาม ส่งผลให้ยอดผลิตรวมลดลงร้อยละ 17.94 เป็นครั้งแรกที่ผลิตเพื่อขายในประเทศมากกว่าผลิตเพื่อส่งออกที่ได้รับผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลางซึ่งเป็นตลาดหลักอันดับสามของการส่งออกรถยนต์ของประเทศไทยที่ปี 2568 ส่งออกไป 200,001 คัน มีสัดส่วนร้อยละ 21 ของยอดส่งออกทั้งหมด
จำนวนรถยนต์ที่ผลิตได้ในเดือนมกราคม – พฤษภาคม 2569 มีจำนวนทั้งสิ้น 587,759 คัน ลดลงจากเดือนมกราคม – พฤษภาคม 2568 ร้อยละ 1.13
ยอดขายรถยนต์ภายในประเทศ มีจำนวนทั้งสิ้น 57,765 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือน เมษายน 2569 ร้อยละ 19.36 และเพิ่มขึ้นจากเดือนพฤษภาคม 2568 ร้อยละ 10.60 เพราะขายรถยนต์นั่งไฟฟ้าและรถ SUVไฟฟัาเพิ่มขึ้นจากราคาน้ำมันที่ปรับสูงขึ้นจากการข้ดแย้งในตะวันออกกลางและขายรถบรรทุกเพิ่มขึ้นจากการกลับมาผลิตของบางบริษัทที่ย้ายโรงงานเสร็จแล้ว รถกระบะมีอัตราเพิ่มขึ้นเพียงร้อยละ 0.21 จากเดือนเดียวกันปีที่แล้วเพราะความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงินจากเศรษฐกิจในประเทศที่เติบโตในอัตราต่ำ หนี้ครัวเรือนยังคงสูงกว่าร้อยละ 80 ของ GDP ส่งผลให้อำนาจซื้อของประชาชนอ่อนแอ เศรษฐกิจโลกยังมีความเสี่ยงจากความขัดแย้งระหว่างประเทศและสงครามการค้า
ทั้งนี้ ยอดขายในประเทศอาจเพิ่มขึ้นจากเงินลงทุนที่ 153,558 ล้านบาทในห้าเดือนแรกปีนี้มากกว่าห้าเดือนปีที่แล้วร้อยละ 6.46 รวมทั้งการส่งออกที่ยังเติบโตในเดือนพฤษภาคม 2569 ร้อยละ 10.6 จากพฤษภาคมปีที่แล้ว และจากยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าที่เติบโตขึ้นจากราคาน้ำมันที่ยังอยู่ในระดับที่สูงรวมทั้งการปรับคาดการณ์การเติบโตเศรษฐกิจ GDP ของประเทศไทยเพิ่มขึ้นเป็น 2.3 % ในปีนี้ของธนาคารแห่งประเทศไทย รวมทั้งนโยบายลดค่าใช้จ่ายประชาชนและการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลโดยเฉพาะการลงทุนจากต่างประเทศและนักลงทุนไทย
ยอดส่งออกอยู่ที่ 59,434 คัน ลดลงร้อยละ 26.69 เพราะส่งออกไปตะวันออกกลางลดลงร้อยละ 66.14 จากการขัดแย้งระหว่างประเทศสหรัฐอเมริกาและอิหร่าน และส่งออกไปออสเตรเลีย- โอเชียเนียซึ่งเป็นตลาดหลักของประเทศไทยลดลงร้อยละ 37.18 จากรถยนต์ไฟฟ้าจากประเทศจีนเข้ามาแข่งขันมากขึ้นจากกฎหมายการเข้มงวดในการปล่อยคาร์บอนของรถยนต์เพิ่มขึ้น
ส่วนยานยนต์ประเภทไฟฟ้า BEV จดทะเบียนใหม่มีจำนวน 21,619 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนพฤษภาคมปีที่แล้วร้อยละ 55.14
ยานยนต์ประเภทไฟฟ้า HEV จดทะเบียนใหม่มีจำนวน 15,153 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนพฤษภาคมปีที่แล้วร้อยละ 24.70
ยานยนต์ประเภทไฟฟ้า PHEV จดทะเบียนใหม่มีจำนวน 2,437 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนพฤษภาคมปีที่แล้วร้อยละ 1.46






