กทม. (ก้าว) กระโดด

(เลือกตั้งจบ! บทพิสูจน์เพิ่งเริ่ม? แปลง 260 นโยบายสู่แผนยุทธศาสตร์ วัดศักยภาพ ‘บริหารมหานคร’)
ชัยชนะถล่มทลาย! ของ “ชัชชาติ สิทธิพันธุ์” เป็นมากกว่าความไว้วางใจของคนกรุงฯ แต่เป็น “จุดเริ่มต้น” ของบทพิสูจน์ครั้งสำคัญ เมื่อ “260 นโยบาย” จะถูกแปลงเป็น…แผนยุทธศาสตร์ จับตา “100 วันแรก” ตัวชี้วัด…กรุงเทพฯจะก้าวสู่ “มหานคร” ที่มีประสิทธิภาพ โปร่งใส แข่งขันได้ในระดับโลกตามเป้าหมายที่ประกาศไว้ได้แค่ไหน?
ก่อนอื่น…ต้องขอแสดงความยินดีกับ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ที่ได้รับความไว้วางใจจาก ชาวกรุงเทพมหานคร หรือ “คน กทม.” รวมกว่า 1.4 ล้านเสียง สูงสุด! เป็นประวัติการณ์ของการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ให้กลับมาดำรงตำแหน่ง “ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร” สมัยที่ 2
กระนั้น การเลือกตั้งท้องถิ่นรอบนี้ ถือเป็นเพียง “จุดสิ้นสุด!” ของการแข่งขันทางการเมือง ทว่าสำหรับ “ผู้ชนะ” นี่คือ “จุดเริ่มต้น!” ของการแข่งขัน กับ…เวลา ความคาดหวังของประชาชน และข้อจำกัดของการบริหารเมืองที่กำลังรอการพิสูจน์
ชัยชนะคือจุดเริ่มต้น :
ก่อนอื่น…ต้องขอแสดงความยินดีกับ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ที่ได้รับความไว้วางใจจาก “คน กทม.” ในการ เลือกตั้ง…ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2569 ไม่เพียงสร้างสถิติใหม่ให้กับการเมืองท้องถิ่นไทย หากยังสะท้อน ปรากฏการณ์ที่น่าสนใจอย่างยิ่ง กับคะแนนเสียงที่มีถึง 1,444,914 คะแนน สูงสุด! เป็นประวัติการณ์ นับตั้งแต่มีการ เลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.โดยตรง พร้อมได้รับความไว้วางใจให้กลับมาบริหารเมืองหลวงอีกหนึ่งสมัย
ทว่า “ผู้ชนะที่แท้จริง!” ควรเป็น “คน กทม.” ที่จะได้รับประโยชน์จากการแข่งขันเชิงนโยบายตลอดช่วงการเลือกตั้งที่ผ่านมา
ทั้งนี้ หากมองให้ลึกกว่า…ตัวเลขผลเลือกตั้ง จะพบว่า…ชัยชนะครั้งนี้มีความหมายมากกว่าการกลับมาดำรงตำแหน่งอีกสมัย เพราะเป็นการ “เปลี่ยนสถานะ” ของ นายชัชชาติ จาก “ผู้สมัครที่ประชาชนให้โอกาส” ในปี 2565 มาเป็น “ผู้บริหารที่ประชาชนตัดสินจากผลงาน” ในปี 2569
นั่นทำให้…ความคาดหวังของ “คน กทม.” ในวันนี้ แตกต่างจากเมื่อ 4 ปีก่อนโดยสิ้นเชิง!!!
หาก สมัยแรก เป็นการพิสูจน์ว่า…“นายชัชชาติทำงานได้หรือไม่?” กระนั้น สมัยที่ 2 “คน กทม.” เอง อาจกำลังรอดูว่า…
“นายชัชชาติจะเปลี่ยนการทำงานของกรุงเทพมหานครทั้งระบบได้หรือไม่?”
คะแนนเสียงสะท้อนความเชื่อมั่น :
ผลการเลือกตั้งอย่างไม่เป็นทางการปรากฏว่า ผู้สมัคร 4 อันดับแรก ได้แก่ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ 1,444,914 คะแนน ตามด้วย นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข 288,171 คะแนน นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร จากพรรคประชาชน 176,934 คะแนน และ นายอนุชา บูรพชัยศรี จากพรรคประชาธิปัตย์ 101,819 คะแนน
ขณะเดียวกัน ผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง มีประมาณ 2.20 ล้านคน จาก ผู้มีสิทธิเลือกตั้งกว่า 4.42 ล้านคน หรือคิดเป็น 49.7% ลดลงจากการเลือกตั้งเมื่อปี 2565 อย่างมีนัยสำคัญ???
ตัวเลขทั้ง 2 ชุด อาจดูขัดแย้งกันในสายตาของหลายคน เพราะแม้จำนวนผู้มาใช้สิทธิจะลดลง แต่คะแนนของ นายชัชชาติ กลับเพิ่มขึ้นจากการเลือกตั้งครั้งก่อน
ปรากฏการณ์เช่นนี้สะท้อนว่า…คะแนนเสียงที่ได้รับในครั้งนี้ มิได้เกิดจากกระแสความนิยมเพียงอย่างเดียว หากเกิดจาก “ความเชื่อมั่น” ที่ประชาชนมีต่อผลการบริหารงานตลอด 4 ปีที่ผ่านมา
กล่าวอีกนัยหนึ่ง “คน กทม.” จำนวนไม่น้อย ไม่ได้เลือก นายชัชชาติจาก “ความหวัง” เหมือนเมื่อปี 2565 แต่เลือกจาก “ประสบการณ์” ที่ได้เห็นการทำงานจริง
นี่คือ…ความแตกต่างระหว่าง “คะแนนนิยมจากกระแส” กับ “คะแนนนิยมจากผลงาน”
แต่ในอีกด้านหนึ่ง ตัวเลขผู้มาใช้สิทธิที่ต่ำกว่าครึ่งหนึ่งของผู้มีสิทธิทั้งหมด ก็เป็น…อีกสัญญาณที่ทุกฝ่ายไม่ควรมองข้าม เพราะสะท้อนว่า…การสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชนในการกำหนดอนาคตของเมือง ยังคงเป็นโจทย์สำคัญของการบริหารท้องถิ่นไทย
สภาใหม่ – เกมใหม่ :
หากผลการเลือกตั้ง “ผู้ว่าฯ กทม.” สะท้อนความเชื่อมั่นของประชาชน ผลการเลือกตั้งสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) ก็สะท้อนอีกมิติหนึ่งของการเมืองเมืองหลวง???
แม้ นายชัชชาติจะได้รับคะแนนเสียงอย่างท่วมท้น แต่ “กลุ่มผู้สนับสนุน” (คนทำงาน) กลับไม่ได้ครองเสียงข้างมากในสภา ขณะที่ พรรคประชาชนสามารถขยายฐานในหลายพื้นที่ ส่วน พรรคเพื่อไทยสูญเสียที่นั่งลงอย่างมีนัยสำคัญ
ภาพดังกล่าวสะท้อนว่า…ประชาชนเลือกออกแบบ “ดุลอำนาจ” มากกว่าการมอบอำนาจแบบเบ็ดเสร็จ!!??
นั่นหมายความว่า…การบริหารกรุงเทพมหานครในอีก 4 ปีข้างหน้า จะไม่ใช่การเมืองแบบ “ฝ่ายบริหารสั่ง–สภาเห็นชอบ” หากแต่จะเป็นการเมืองของการเจรจา การตรวจสอบ และการสร้างความร่วมมือเชิงนโยบายมากขึ้น
ในอีกมุมหนึ่ง นี่อาจเป็นโอกาสสำคัญของกรุงเทพมหานคร เพราะหากทุกฝ่ายให้ความสำคัญกับประโยชน์ของประชาชนมากกว่าความขัดแย้งทางการเมือง การพัฒนาเมืองก็อาจเดินหน้าได้รวดเร็วกว่าที่หลายฝ่ายคาดคิด
260 นโยบาย สู่ยุทธศาสตร์เมือง :
เมื่อเสียงเลือกตั้งของเมืองหลวงสิ้นสุดลง! สิ่งที่ประชาชนกำลังจับตา ไม่ใช่จำนวนคะแนนเสียงอีกต่อไป แต่คือ…“ก้าวแรก” ของการบริหารงาน
นายชัชชาติ ประกาศชัดว่า…จะนำ 260 นโยบาย ที่ใช้หาเสียง มาจัดลำดับความสำคัญ ปรับเป็นแผนยุทธศาสตร์ และเร่งขับเคลื่อนในช่วง 100 วันแรก โดยเน้นการจัดการกับปัญหาที่ยากและซับซ้อนก่อน
หลายคนอาจมองว่า…เป็นเพียงคำประกาศหลังชนะเลือกตั้ง แต่ในมุมของการบริหารยุทธศาสตร์ นี่คือ…จุดเปลี่ยนที่สำคัญที่สุด! ของการทำงานสมัยที่ 2
เพราะนับจากนี้ สิ่งที่ต้องบริหาร…ไม่ใช่ “นโยบาย” หากคือ “ลำดับความสำคัญ”
ไม่มีเมืองใดในโลก สามารถดำเนินนโยบายทุกเรื่องพร้อมกันได้ การจัดลำดับว่าอะไรควรทำก่อน อะไรควรทำหลัง และอะไรต้องสร้างระบบรองรับ จึงเป็นหัวใจของการบริหารมหานคร!!!
ดังนั้น 260 นโยบาย จึงไม่ใช่รายการสิ่งที่จะทำทั้งหมดในเวลาเดียวกัน แต่เป็น “คลังแนวคิด” ที่กำลังถูกคัดเลือกและจัดวางให้กลายเป็น “ยุทธศาสตร์” ที่สามารถขับเคลื่อนได้จริง
อาจกล่าวได้ว่า… 260 นโยบาย คือ “แผนที่” แต่ แผนยุทธศาสตร์ คงมิต่างจาก…เข็มทิศของการบริหารเมือง
100 วัน…เดิมพัน 4 ปี :
น่าสนใจว่า…เหตุใด นายชัชชาติ จึงให้ความสำคัญกับ “100 วันแรก” คำตอบอาจไม่ได้อยู่ที่จำนวนโครงการที่จะแล้วเสร็จ หากแต่อยู่ที่การสร้าง “แรงขับเคลื่อนของระบบ”
ในช่วงเวลานี้ ทุกสายตากำลังจับจ้องไปยัง…กรุงเทพมหานคร ข้าราชการพร้อมรับนโยบายใหม่ งบประมาณกำลังถูกจัดสรร และประชาชนยังเปิดโอกาสให้ผู้บริหารได้พิสูจน์ตนเอง
หากสามารถ กำหนดทิศทางองค์กร วางตัวชี้วัด และทำให้หน่วยงานทั้ง 80,000 คนเดินไปในทิศทางเดียวกันได้ การบริหารตลอด 4 ปีข้างหน้าก็จะมีโอกาสประสบความสำเร็จสูงขึ้น!!??
ในทางกลับกัน หากเริ่มต้นด้วยความล่าช้า ขาดเอกภาพ หรือไม่สามารถแปลงนโยบายให้เป็นการปฏิบัติได้จริง ความเชื่อมั่นที่ได้รับจากคะแนนเสียงกว่า 1.44 ล้านคะแนน ก็อาจลดลงอย่างรวดเร็ว
ด้วยเหตุนี้ 100 วันแรก จึงไม่ได้เป็นเพียงการ “วัด” ว่า…“ผู้ว่าฯ กทม.ทำงานเร็วเพียงใด?” แต่เป็นการ “วัด” ว่า…“ผู้ว่าฯ วางระบบได้ไกลแค่ไหน? อย่างไร?”
พิสูจน์ระบบ…มากกว่าพิสูจน์ตัวเอง :
หาก สมัยแรก ของ นายชัชชาติ คือ การพิสูจน์ว่า “ผู้ว่าฯกทม.” ที่ลงพื้นที่ ทำงานหนัก และรับฟังประชาชนอย่างใกล้ชิดสามารถเกิดขึ้นได้จริง
สมัยที่ 2 กลับเป็นโจทย์ที่ยากกว่านั้น นั่นเพราะ “คน กทม.” ไม่ได้กำลังจับตาตัวบุคคล หากกำลังจับตา “ระบบ” ที่เขาจะสร้างขึ้น!!!
ตลอด 4 ปีที่ผ่านมา ภาพของ “ผู้ว่าฯกทม.” ที่เดินสำรวจทางเท้า ลงพื้นที่แก้ปัญหาน้ำท่วม รับเรื่องร้องเรียนผ่าน Traffy Fondue และติดตามการทำงานของหน่วยงานต่าง ๆ กลายเป็น “ภาพจำ” ของการบริหารเมืองยุคใหม่
แต่ การบริหาร “มหานคร” ที่มีประชากรกว่า 5 ล้านคน ไม่อาจพึ่งพาความสามารถของผู้บริหารเพียงคนเดียวได้ตลอดไป
โจทย์สำคัญของสมัยที่ 2 จึงไม่ใช่การทำงานให้หนักกว่าเดิม หากคือ…การทำให้ “ระบบราชการของกรุงเทพมหานคร” สามารถทำงานได้ดีขึ้นโดยไม่ต้องรอคำสั่งจาก “ผู้ว่าฯกทม.” ในทุกเรื่อง
นั่นคือเหตุผลที่ การประกาศนำ 260 นโยบายมาจัดลำดับความสำคัญ และแปลงเป็นแผนยุทธศาสตร์ จึงมีความหมายมากกว่าการจัดทำแผนงาน หากเป็นการวาง “เข็มทิศ” ให้ทุกสำนักและทุกสำนักงานเขตเดินไปในทิศทางเดียวกัน
กล่าวอีกนัยหนึ่ง สมัยแรก ชัชชาติสร้างความเชื่อมั่น แต่สมัยที่ 2 นายชัชชาติต้องสร้างระบบ!!!
บทพิสูจน์อยู่ที่ 100 วันแรก :
ในแวดวงการบริหาร มีคำกล่าวว่า…“ช่วงเริ่มต้นของ “ผู้นำ” คือ…ช่วงที่องค์กรพร้อมจะเปลี่ยนแปลงมากที่สุด!”
สำหรับ กรุงเทพมหานคร ก็เช่นเดียวกัน? ดังนั้น 100 วันแรก จึงไม่ใช่เพียงการเร่งสร้างผลงาน หากคือช่วงเวลาที่จะกำหนดวัฒนธรรมการทำงานขององค์กร กำหนดตัวชี้วัดของแต่ละหน่วยงาน และสร้างแรงขับเคลื่อนให้บุคลากรกว่า 80,000 คนทำงานภายใต้เป้าหมายเดียวกัน
หากเริ่มต้นได้อย่างเป็นระบบ นโยบายที่ประกาศไว้ก็จะค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นผลลัพธ์ที่ประชาชนสัมผัสได้ แต่หาก เริ่มต้นด้วยความล่าช้า ขาดเอกภาพ หรือไม่สามารถผลักดันกลไกภายในให้เดินหน้าได้ ความเชื่อมั่นที่ได้รับจากคะแนนเสียงกว่า 1.44 ล้านคะแนน ก็อาจลดลงเร็วกว่าที่คาด
จึงอาจกล่าวได้ว่า…100 วันแรก ไม่ได้ตัดสินว่าใครทำงานเร็ว แต่ตัดสินว่าใครวางระบบได้ไกลกว่า
คนกรุงเทพฯ จะได้อะไร? :
ท้ายที่สุด! “คน กทม.” ไม่ได้ตัดสิน “ผู้ว่าฯ กทม. จากจำนวนโครงการที่ประกาศ หรือจำนวนครั้งที่ลงพื้นที่ แต่ตัดสินจากการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับชีวิตประจำวัน
หากยุทธศาสตร์ที่ประกาศไว้สามารถขับเคลื่อนได้จริง “คน กทม.” ก็ควรจะได้รับ…บริการภาครัฐที่รวดเร็วขึ้น โปร่งใสมากขึ้น การติดต่อราชการสะดวกขึ้น การร้องเรียนได้รับการตอบสนองที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น
รวมถึง การแก้ไขปัญหาพื้นฐานอย่างน้ำท่วม ทางเท้า ความปลอดภัย และสิ่งแวดล้อมที่เป็นรูปธรรมมากขึ้น
ขณะเดียวกัน เมืองที่บริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ ยังส่งผลโดยตรงต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน ภาคธุรกิจ และนักท่องเที่ยว
เพราะในโลกปัจจุบัน เมืองต่าง ๆ ไม่ได้แข่งขันกันเพียงด้านโครงสร้างพื้นฐาน แต่แข่งขันกันด้วยคุณภาพการบริหาร ความโปร่งใส และคุณภาพชีวิตของประชาชน
นั่นหมายความว่า…การพัฒนากรุงเทพมหานคร ไม่ได้เป็นประโยชน์เฉพาะ “คน กทม.” หากยังเชื่อมโยงกับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยโดยรวม
กทม. (ก้าว) กระโดด :
การเลือกตั้งเมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2569 ได้ให้คำตอบแล้วว่า…“คน กทม.” เลือกใครเป็น…“ผู้ว่าฯกทม.”
แต่…คำตอบที่สำคัญกว่านั้น? กำลังจะถูกเขียนขึ้นจากการทำงานในอีก 100 วันแรก และตลอด 4 ปีจากนี้
เพราะสิ่งที่ “คน กทม.”กำลังจับตา ไม่ใช่เพียงจำนวนนโยบายที่ประกาศ ไม่ใช่จำนวนโครงการที่เริ่มต้น และไม่ใช่ภาพการลงพื้นที่ของผู้ว่าฯ หากแต่เป็น…ความสามารถในการเปลี่ยน “คะแนนนิยม” ให้เป็น “ผลสัมฤทธิ์ของการบริหาร” เปลี่ยน “260 นโยบาย” ให้เป็น “ยุทธศาสตร์” และเปลี่ยน “ยุทธศาสตร์” ให้เป็นคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของประชาชน
หาก นายชัชชาติ ทำได้สำเร็จ ภาพการ “กระโดด!” หลังทราบผลการเลือกตั้ง ก็จะไม่ได้เป็นเพียงภาพแห่งชัยชนะทางการเมือง หากจะกลายเป็นสัญลักษณ์ของวันที่กรุงเทพมหานครเริ่ม “ก้าวกระโดด” สู่การเป็นมหานครที่บริหารด้วยยุทธศาสตร์ โปร่งใส มีประสิทธิภาพ และพร้อมแข่งขันกับมหานครสำคัญของโลก
แต่หากทำไม่ได้??? คะแนนเสียงที่สูงที่สุดในประวัติศาสตร์! ก็จะเป็นเพียงตัวเลขแห่งความคาดหวังที่ไม่สามารถแปรเปลี่ยนเป็นผลลัพธ์ได้
ดังนั้น บทพิสูจน์ของ นายชัชชาติในสมัยที่ 2 บนเก้าอี้ “ผู้ว่าฯกทม.” จึงอาจไม่ได้อยู่ที่การชนะการเลือกตั้ง แต่อยู่ที่การชนะ “ความคาดหวัง” ของประชาชน
เพราะในท้ายที่สุด! การเลือกตั้งเป็นเพียง “จุดเริ่มต้น” ของการเมืองท้องถิ่น ในพื้นที่เมืองหลวง ศูนย์กลางของประเทศ
แต่ การบริหาร ที่จะทำให้ “คน กทม.” และอาจรวมถึงประชาชนคนไทย ที่มีต่อ “เมืองหลวง” ของพวกเขา จะได้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นต่างหาก ที่จะเป็น…จุดหมายปลายทาง! ของประชาธิปไตยอย่างแท้จริง!!!.






