ESG Bond พลิกเกมการกู้เงิน

(สบน. ชู ‘สายสีส้ม’  ต้นแบบระดมทุนเพื่อความยั่งยืน ลดต้นทุนการเงิน สร้างคุณค่าเศรษฐกิจระยะยาว)

สบน.นำทัวร์โครงการรถไฟฟ้าสีส้ม ประกาศเดินหน้า “ยกระดับ” การระดมทุนผ่าน ESG Bond ยก รถไฟฟ้าสายสีส้ม” เป็น “ต้นแบบ” โครงการเพื่อความยั่งยืนของไทย สะท้อนการพัฒนาครบทั้ง 3 มิติ ESG “สิ่งแวดล้อม – สังคม – ธรรมาภิบาล” หวังใช้เป็นแนวทางให้โครงการอื่นของภาครัฐ มุ่งลดต้นทุนการกู้เงิน ขยายฐานนักลงทุน และยกระดับเศรษฐกิจไทยสู่มาตรฐานโลก คาดระดมทุนของ SLB รุ่น 2 ภายในปีนี้

ในการนำ คณะสื่อมวลชน เข้าเยี่ยมชม “ศูนย์การเรียนรู้ด้านรถไฟฟ้า” ของ การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) พร้อม จัดเสวนาเรื่องการระดมทุนผ่าน ESG Bond เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา นางจินดารัตน์ วิริยะทวีกุล ผู้อำนวยการ สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) กล่าวว่า การกู้เงินของรัฐบาลในปัจจุบัน ไม่ได้มุ่งเพียงหาแหล่งเงินทุนที่มีต้นทุนต่ำที่สุดเท่านั้น แต่ต้องคำนึงถึงคุณภาพของโครงการและความยั่งยืนในระยะยาว สบน.จึงนำเครื่องมือทางการเงินอย่าง ESG Bond มาใช้เพื่อลดต้นทุนทางการเงินของรัฐบาล เพิ่มทางเลือกในการระดมทุน ขยายฐานนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงยกระดับตลาดทุนไทยให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล

สำหรับ รถไฟฟ้าสายสีส้ม ถือเป็นโครงการที่ผ่านเกณฑ์ ESG ครบทุกด้าน โดย ด้านสิ่งแวดล้อม (E) ถือเป็น ระบบขนส่งไฟฟ้า 100% ช่วยลดการใช้รถยนต์ ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และลดปัญหาฝุ่น PM2.5

ด้านสังคม (S) เป็น “เส้นทางแรก” ที่เชื่อมการเดินทางจากมีนบุรี (ฝั่งตะวันออก) เข้าสู่ใจกลางกรุงเทพฯ (ผ่านย่านนนเพชรบุรี รามคำแหง ดินแดง และราชปรารภ) และ ต่อเนื่องไปถึงบางขุนนนท์ (ตะวันตก) ช่วยลดเวลาเดินทาง ลดค่าใช้จ่าย และเพิ่มโอกาสการเข้าถึงบริการของประชาชน

ด้านธรรมาภิบาล (G) มีระบบติดตามการใช้เงินกู้และความคืบหน้าโครงการที่สามารถตรวจสอบได้ ผ่านระบบ PDMO Portal ซึ่งช่วยให้การบริหารหนี้และติดตามโครงการลงทุนภาครัฐมีประสิทธิภาพมากขึ้น

นอกจากนี้ สบน.ยังประเมิน ว่า รถไฟฟ้าสายสีส้มจะสร้างประโยชน์สำคัญ 4 ด้าน ได้แก่…การเชื่อมโยงการเดินทางระหว่างกรุงเทพฯ ฝั่งตะวันออกและตะวันตก, เติมเต็มโครงข่ายรถไฟฟ้าทั้งระบบ เชื่อมต่อ MRT BTS Airport Rail Link และรถไฟฟ้าสายอื่น, ส่งเสริมการพัฒนาเมืองและการลงทุนตามแนวเส้นทาง และช่วยลดปัญหาการจราจร มลพิษ และต้นทุนด้านสิ่งแวดล้อมในระยะยาว

ด้าน นายพลช หุตะเจริญ ที่ปรึกษาด้านตลาดตราสารหนี้ สบน. กล่าวถึง การระดมทุนผ่าน ESG Bond ของสบน.ในอนาคต ว่า ESG Bond มีพัฒนาการมาอย่างต่อเนื่อง จาก ESG Bond มาเป็น Sustainability-linked Bond และ ปัจจุบัน สบน.กำลังยกระดับและพัฒนากรอบการระดมทุนของ SLB รุ่นที่ 2  คาดว่า จะสามารถออก SLB ได้ภายในปี 2569 นี้

โดย สบน. มีเป้าหมายขยายการใช้ ESG Bond ไปยังโครงการภาครัฐอื่น ๆ ที่มีคุณสมบัติเหมาะสมในด้านการพัฒนาที่ยั่งยืน เพื่อยกระดับมาตรฐานการระดมทุนของประเทศ และเชื่อมโยงการพัฒนาเศรษฐกิจกับความยั่งยืนในระยะยาว ต่อไป

ด้วยความเป็น โครงการขนาดใหญ่ และ สบน.ยังยกให้รถไฟฟ้าสายสีส้ม เป็น “ต้นแบบ ESG ครบ 3 มิติ” ในมุมมองของ “ทีมข่าวยุทธศาสตร์” จึงจำต้องโฟกัสกับคำว่า ESG ที่ก่อนหน้านี้ ถูกมองว่าเป็นเพียง “คำศัพท์” ของตลาดทุน แต่ปัจจุบัน ได้กำลังกลายเป็น “เครื่องมือสำคัญ” ของรัฐบาลทั่วโลกในการกู้เงินและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน

สำหรับ ประเทศไทย ที่กำลังเดินตามแนวทางดังกล่าว นั่นเพราะ…นักลงทุนทั่วโลก โดยเฉพาะ “กองทุนขนาดใหญ่” ต่างให้ความสำคัญกับการลงทุนที่มีความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาลมากขึ้น

ข้อดีของ ESG Bond คือ รัฐสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนที่หลากหลายมากขึ้น และในหลายกรณียังสามารถกู้เงินได้ด้วยต้นทุนที่ต่ำกว่า หากโครงการได้รับความเชื่อมั่นจากนักลงทุน อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ประชาชนให้ความสำคัญอาจไม่ใช่ชื่อของตราสารหนี้ หากแต่เป็นคำถามที่ว่า…

“เงินกู้เหล่านั้น จะสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นได้จริงหรือไม่? อย่างไร? และเมื่อไหร่?”

การที่ “รถไฟฟ้าสายสีส้ม” ถูกยกเป็น “ตัวอย่างที่ดี” ของโครงการที่ตอบโจทย์ ESG เพราะนอกจาก ช่วยลดมลพิษแล้ว ยังเชื่อมโยงพื้นที่เศรษฐกิจ และลดต้นทุนการเดินทางของประชาชน ซึ่งหาก เปิดให้บริการได้ตามแผน ก็อาจเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของการพัฒนาเมืองในระยะยาว

แต่อีกด้านหนึ่ง โครงการขนาดใหญ่ของรัฐในอดีตหลายโครงการก็เคยถูกตั้งคำถามเรื่องความล่าช้า การเปลี่ยนแปลงสัญญา งบประมาณที่เพิ่มขึ้น และข้อพิพาททางกฎหมาย จึงทำให้ “ธรรมาภิบาล” กลายเป็นหัวใจสำคัญของ ESG มากกว่าประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมเพียงอย่างเดียว

ระบบติดตามโครงการผ่าน PDMO Portal ที่ สบน.นำมาใช้ จึงถือเป็นก้าวสำคัญ เพราะช่วยเพิ่มความโปร่งใสในการติดตามการใช้เงินกู้ แต่สิ่งที่จะสร้างความเชื่อมั่นได้มากกว่านั้น คือการเปิดเผยข้อมูลให้ประชาชนสามารถเข้าถึงและตรวจสอบได้อย่างต่อเนื่อง

อีกประเด็นที่ “ทีมข่าวยุทธศาสตร์” ต้องจับตามอง นั่นคือ…การเตรียมออก Sustainability-linked Bond (SLB) รุ่นใหม่ ซึ่งแตกต่างจาก ESG Bond แบบเดิม เพราะต้นทุนทางการเงินจะผูกกับผลลัพธ์ของตัวชี้วัดด้านความยั่งยืน

หากรัฐบาลหรือหน่วยงานเจ้าของโครงการไม่สามารถบรรลุเป้าหมายที่กำหนดไว้ ก็อาจต้องรับภาระต้นทุนที่สูงขึ้นหรือไม่!!??

กล่าวอีกนัยหนึ่ง นี่คือ…การเปลี่ยนจาก “กู้เงินเพื่อทำโครงการ” ไปสู่ “กู้เงินโดยต้องพิสูจน์ผลสัมฤทธิ์ของโครงการ”

สุดท้ายแล้ว ความสำเร็จของ ESG Bond จึงไม่ได้วัดจากจำนวนพันธบัตรที่ขายได้ หรือมูลค่าเงินที่ระดมทุนได้เท่านั้น แต่ต้องวัดจากผลลัพธ์ที่ประชาชนสัมผัสได้จริง!

ไม่ว่าจะเป็น…การเดินทางที่สะดวกขึ้น อากาศที่สะอาดขึ้น เมืองที่เติบโตอย่างสมดุล และการใช้เงินภาษีอย่างโปร่งใส

หากทำได้ครบทั้ง 4 ด้านข้างต้นนี้ ESG Bond ก็จะไม่ใช่เพียงเครื่องมือทางการเงิน แต่จะกลายเป็นกลไกสำคัญในการสร้างการพัฒนาที่ยั่งยืนของประเทศในระยะยาว อย่างไม่ต้องสังสัย!!!.

Login

Welcome! Login in to your account

Remember me Lost your password?

Lost Password