สสว.อัดงบ 765 ล้านผนึก ดีพร้อม ลุยโปรเจกต์ ‘Rebuild SMEs’

ดร.ปณิตา ชินวัตร รักษาการผู้อำนวยการ สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลาง
และขนาดย่อม (สสว.) เปิดเผยว่า สสว. ได้จัดทำแผนปฏิบัติการส่งเสริม SME ประจำปี 2569 ตาม พ.ร.บ.ส่งเสริมวิสาหกิจฯ โดยยึดกรอบแผนการส่งเสริม SME ฉบับที่ 5 สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี และแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 ซึ่งผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการส่งเสริม SME และประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว โดยแผนปฏิบัติการฯ ปี 2569 ขับเคลื่อนภายใต้วิสัยทัศน์


“SME อยู่รอด ปรับตัวเร็ว และเติบโตสู่ความยั่งยืน” ผ่าน 3 พันธกิจหลัก คือ ช่วยให้อยู่รอด เร่งปรับตัว และยกระดับสู่อุตสาหกรรมอนาคต เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายใหญ่ในการผลักดันสัดส่วน GDP ของ SME ให้แตะร้อยละ 38.6 ของ GDP รวมประเทศ มุ่งเน้น 5 ประเด็น ได้แก่ เทคโนโลยีดิจิทัล (Digital Transformation),ธุรกิจสีเขียว (Green), ความรับผิดชอบต่อสังคม (Social), ธรรมาภิบาล (Governance) และ ซอฟต์พาวเวอร์ (Soft power) ผ่าน 4 ประเด็นยุทธศาสตร์ 16 กลยุทธ์ที่ครอบคลุมการเติบโตของทุกกลุ่มธุรกิจ การตลาดมุ่งเป้า การปรับปรุงสภาพแวดล้อมทางธุรกิจ และการหนุนอุตสาหกรรมเป้าหมาย ซึ่งเดิมภาพรวมแผนปฏิบัติการฯ มีทั้งสิ้น 134 โครงการ งบประมาณรวมกว่า 8,069 ล้านบาท


อย่างไรก็ตาม จากวิกฤตเศรษฐกิจ อุทกภัย ผลกระทบชายแดน รวมถึงสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ได้สร้างความเดือดร้อนให้แก่ SME ไทยที่มีกว่า 3.25 ล้านราย (ร้อยละ 99.5 ของวิสาหกิจทั้งประเทศ) ซึ่งปัจจุบันสร้างมูลค่าเศรษฐกิจได้เพียง 1 ใน 3 ของ GDP รวมเท่านั้น สสว. จึงได้อนุมัติ “แผนปฏิบัติการส่งเสริม SME ประจำปี 2569 เพิ่มเติม” จัดสรรเงินกองทุนส่งเสริม SME รวม 765 ล้านบาท ให้แก่หน่วยงานจาก 4 กระทรวง 11 หน่วยงาน รวม 25 โครงการ โดยมีกรอบเวลาดำเนินงานสูงสุดไม่เกินวันที่ 30 กันยายน 2569 เพื่อเร่งเยียวยาและเพิ่มศักยภาพให้ผู้ประกอบการเดินหน้าต่อไปได้ทันที

ดร.ปณิตาฯ กล่าวต่อไปว่า สำหรับการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ“โครงการฟื้นฟูธุรกิจและเสริมความแข็งแกร่ง SMEs (Rebuild SMEs) ประจำปีงบประมาณ 2569” รวมกับกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม เมื่อ 4 มิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา ด้วยงบประมาณสนับสนุน จากกองทุน สสว. เป็นหนึ่งภายใต้แผนปฏิบัติการเพิ่มเติมนี้ ซึ่งเป็นก้าวสำคัญในการบูรณาการเพื่อผลักดันอุตสาหกรรมแห่งอนาคต อาทิ ดิจิทัล และ AI, อาหารมูลค่าสูง, การแพทย์และสุขภาพ, พลังงานสะอาด และการยกระดับ SMEs เข้าสู่ห่วงโซ่มูลค่าโลกควบคู่ไปกับสิ่งแวดล้อม ซึ่งนอกจากการสนับสนุนงบประมาณบริหารจัดการโครงการแล้ว สสว.ยังมุ่งส่งเสริมให้ผู้ประกอบการขึ้นทะเบียน SME ONE ID
ซึ่งเปรียบเสมือนพาสปอร์ตทางธุรกิจ เพื่อให้เอสเอ็มอีไทยเข้าถึงสิทธิประโยชน์และการบริการของภาครัฐได้อย่างรวดเร็วและลดความซ้ำซ้อนของเอกสารมากที่สุด


“ความร่วมมือในครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่การดำเนินโครงการระหว่างหน่วยงาน แต่เป็นสัญญาณสำคัญของการสร้างระบบนิเวศทางธุรกิจใหม่ ที่จะช่วยให้ SME ไทยปรับตัวได้อย่างรวดเร็วมีความคิดสร้างสรรค์ และเข้าถึงองค์ความรู้ เทคโนโลยี แหล่งเงินทุน และตลาดใหม่ๆ สสว. มั่นใจว่าพลังความร่วมมือจากทุกภาคส่วนจะสามารถสร้างผู้ประกอบการรุ่นใหม่ที่มีศักยภาพสูง พร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงของโลก และเป็นกำลังหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก ลดความเหลื่อมล้ำ และสร้างเศรษฐกิจไทยให้เติบโตได้อย่างเข้มแข็งและยั่งยืนต่อไป” ดร.ปณิตา ชินวัตร กล่าว

Login

Welcome! Login in to your account

Remember me Lost your password?

Lost Password