ราคาน้ำมันดิบตลาดโลก สัปดาห์ที่ผ่านมาปรับลดลง 10.36 ดอลลาร์

ตลาดน้ำมันดิบยังคงผันผวน หลังการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่านคืบหน้า
ท่ามกลางการโจมตีที่ยังคงเกิดขึ้นต่อเนื่อง
รายงานสถานการณ์น้ำมันประจำสัปดาห์ โดย บมจ.ไทยออยล์: ฉบับวันที่ 1 มิถุนายน 2569 รายงานสถานการณ์ราคาน้ำมันดิบ (29 พ.ค. – 4 มิ.ย. 69)
ราคาน้ำมันดิบมีแนวโน้มผันผวนจากความไม่แน่นอนของสถานการณ์ตะวันออกกลาง หลังจากมีรายงานจากสำนักข่าวต่างประเทศว่า สหรัฐฯ และอิหร่านได้บรรลุข้อตกลงในบันทึกความเข้าใจเบื้องต้น เพื่อขยายระยะเวลาการหยุดยิงออกไปอีก 60 วัน อย่างไรก็ตาม ตลาดยังคงจับตาความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ เนื่องจากกองทัพสหรัฐฯ ยังคงเปิดปฏิบัติการโจมตีทางอากาศต่อเป้าหมายทางการทหารของอิหร่าน เพื่อตอบโต้การโจมตีด้วยโดรนและขีปนาวุธในพื้นที่ทางทะเล ท่ามกลางการจับตาทิศทางอุปทานของกลุ่ม OPEC+ ที่จะมีการประชุมในสุดสัปดาห์หน้า และสัญญาณการคงอัตราดอกเบี้ยในระดับสูงยาวนานจากฝั่งธนาคารกลาง
ปัจจัยสำคัญที่คาดว่าจะส่งผลกระทบต่อสถานการณ์ราคาน้ำมันในสัปดาห์นี้
• ตลาดจับตาความคืบหน้าของร่างข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราว 60 วัน ระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน หลังจากมีรายงานว่าอิหร่านและสหรัฐฯ บรรลุข้อตกลงในบันทึกความเข้าใจเบื้องต้น โดยมีเงื่อนไขสำคัญคือ อิหร่านจะทำการเริ่มรื้อถอนและเคลียร์ทุ่นระเบิดออกจากช่องแคบฮอร์มุซภายใน 30 วัน เพื่อเปิดทางให้เรือขนส่งสินค้าสามารถกลับมาสัญจรได้อย่างเสรีอีกครั้ง ขณะที่สหรัฐฯ จะยกเลิกการปิดล้อมอิหร่านทางทะเล อย่างไรก็ตาม ข้อตกลงนี้ยังคงเผชิญความไม่แน่นอนสูง เนื่องจากรัฐบาลสหรัฐฯ นำโดยประธานาธิบดี นายโดนัลด์ ทรัมป์ ยืนยันว่าข้อเสนอดังกล่าวยังไม่ได้ข้อสรุปอย่างเป็นทางการ
• สถานการณ์ความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลางยังคงมีความเสี่ยงที่จะปะทุขึ้นอีกครั้ง เนื่องจากล่าสุดกองทัพสหรัฐฯ
เปิดปฏิบัติการโจมตีทางอากาศบริเวณใกล้ท่าเรือ Bandar Abbas ของอิหร่าน เพื่อตอบโต้กรณีที่ฐานทัพอากาศของสหรัฐฯ ในคูเวตถูกโจมตี ส่งผลให้ตลาดประเมินว่าค่าพรีเมียมความเสี่ยง (Risk Premium) อาจยังไม่หมดไปจากตลาดในระยะสั้น แม้ว่าจะอยู่ในช่วงการเจรจาสันติภาพ
• ตลาดจับตาการประชุมครั้งสำคัญของกลุ่มโอเปกพลัส (OPEC+) ที่จะจัดขึ้นในวันที่ 7 มิ.ย. 69 ภายใต้การนำของซาอุดีอาระเบียและรัสเซีย ซึ่งวาระการประชุมดังกล่าวจะเป็นการเจรจาเพื่อกำหนดนโยบายพลังงานระยะยาวและโควตาการผลิตหลักของประเทศสมาชิกในครึ่งปีหลัง ควบคู่กับการติดตามมติการปรับเพิ่มกำลังการผลิตขึ้น 188,000 บาร์เรลต่อวันในเดือน มิ.ย. 69 ของกลุ่ม 7 ประเทศแกนนำ ท่ามกลางความท้าทายในการรักษาสมดุลตลาดและการประเมินสัดส่วนอุปทานน้ำมันดิบทั่วโลก หลังจากที่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ถอนตัวออกจากกลุ่มไปเมื่อวันที่ 1 พ.ค. 69 ที่ผ่านมา
• นักลงทุนแสดงความกังวลต่อแนวโน้มนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) หลังจากตัวเลขดัชนีราคาจากรายจ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (PCE) เดือน เม.ย. 69 ปรับเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 3.8% จากระดับ 3.5% ในเดือน มี.ค. 69 ท่ามกลางอัตราเงินเฟ้อโลกที่เร่งตัวขึ้นจากผลกระทบของราคาน้ำมันในช่วงก่อนหน้า ปัจจัยนี้ส่งผลให้เจ้าหน้าที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ และธนาคารกลางยุโรป (ECB) เริ่มส่งสัญญาณว่ามีความเป็นไปได้ที่อาจต้องคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ในระดับสูงยาวนานกว่าที่คาด หรืออาจพิจารณาปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยหากเงินเฟ้อยังคงมีแนวโน้มสูงต่อเนื่อง ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจและความต้องการใช้น้ำมันในอนาคต
• ตัวเลขทางเศรษฐกิจที่สำคัญที่น่าติดตามในสัปดาห์นี้ คือ ตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญของสหรัฐฯ ได้แก่ ดัชนีภาคการผลิต (PMI) และอัตราการว่างงาน เดือน พ.ค. 69 ตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญของสหภาพยุโรป ได้แก่ ดัชนีภาคการผลิต (PMI) และดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เดือน พ.ค. 69 และตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญของจีน ได้แก่ ดัชนีภาคการผลิต (PMI) เดือน พ.ค. 69
สรุปสถานการณ์ราคาน้ำมันในสัปดาห์ที่ผ่านมา (22 – 28 พ.ค. 69)
ราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัสในสัปดาห์ที่ผ่านมาปรับลดลง 10.36 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรลมาอยู่ที่ 92.93 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ในขณะที่ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ปรับลดลง 10.60 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล มาอยู่ที่ 97.45 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล หลังการเจรจาสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านมีความคืบหน้ามากขึ้น แม้ว่าทั้งสองฝ่ายจะยังคงมีประเด็นที่ต้องหารือเพิ่มเติม ส่งผลให้นักลงทุนเริ่มคลายความกังวลต่อความเสี่ยงด้านอุปทานที่เคยผลักดันราคาน้ำมันให้ปรับตัวสูงขึ้นอย่างรุนแรงในช่วงก่อนหน้านี้ ทั้งนี้ ตลาดประเมินว่าความเป็นไปได้ในการกลับเข้าสู่ภาวะสงครามเต็มรูปแบบเริ่มลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
นอกจากนี้ ข้อมูลการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซในช่วงที่ผ่านมาแสดงให้เห็นว่า เริ่มมีเรือบรรทุกน้ำมันและเรือขนส่งผลิตภัณฑ์พลังงานทยอยกลับมาใช้เส้นทางการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง แม้ว่าปริมาณการขนส่งในปัจจุบันจะยังคงต่ำกว่าระดับปกติก็ตาม แต่ตลาดมองว่าความเสี่ยงต่อการหยุดชะงักของอุปทานเริ่มผ่อนคลายลง ซึ่งช่วยลดค่าพรีเมียมความเสี่ยง (Risk Premium) ที่เคยสะท้อนอยู่ในราคาน้ำมันลง อย่างไรก็ตาม รายงานของโกลด์แมนแซกส์ (Goldman Sachs) เผยว่าสต็อกน้ำมันดิบทั่วโลกยังคงปรับลดลงในอัตราที่รวดเร็ว ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบยังคงผันผวนต่อเนื่อง
ภายใต้ความผันผวนของราคาพลังงานโลกจากความตึงเครียดในตะวันออกกลาง บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) ยังคงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมดำเนินมาตรการบริหารความเสี่ยงอย่างต่อเนื่อง และวางแผนจัดหาน้ำมันดิบอย่างเหมาะสม เพื่อสนับสนุนเสถียรภาพด้านพลังงานของประเทศอย่างเต็มกำลัง ควบคู่กับการสร้างผลตอบแทนที่เหมาะสมแก่ผู้ถือหุ้น เพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน






