สมดุล? ‘เยียวยา VS วินัยคลัง’

(จับตา 26 ล้านสิทธิ ‘ไทยช่วยไทย 60:40’ บทพิสูจน์…กำลังซื้อคนไทย ครึ่งปีหลัง!)

ก่อนเปิดใช้สิทธิ 1 มิ.ย.นี้ โครงการไทยช่วยไทย พลัส 60:40 กับยอดลงทะเบียนสำเร็จทะลุ 26 ล้านคน ขณะที่ร้านค้าพร้อมรองรับกว่า 6.9 แสนราย แม้ภาครัฐวางเป้าหมายช่วยลดภาระค่าครองชีพประชาชน แต่ที่น่าสนใจนั่นคือ…ประชาชนจะใช้สิทธิจริงมากน้อยเพียงใด? มาตรการเยียวยาครั้งนี้จะช่วยพยุงกำลังซื้อของคนไทยได้มากแค่ไหน? ในช่วงครึ่งหลังของปี 2569

นับเวลาถอยหลัง อีกเพียงไม่กี่ชั่วโมงโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส 60:40” จะเปิดให้ประชาชนเริ่มใช้สิทธิอย่างเป็นทางการในวันที่ 1 มิถุนายน 2569 หลังปิดรับลงทะเบียนเมื่อวันที่ 29 พฤษภาคมที่ผ่านมา

กระทรวงการคลัง แจ้งข้อมูลเพิ่มเติมล่าสุด เมื่อช่วงสายของวันนี้ (30 พฤษภาคม 2569) ว่า…มีผู้ลงทะเบียนสำเร็จแล้วกว่า 26.04 ล้านคน จากกรอบสิทธิที่รัฐบาลกำหนดไว้ 30 ล้านคน ขณะที่ มีร้านค้าพร้อมให้บริการกว่า 693,000 ราย และมีร้านค้าที่ผ่านการตรวจสอบรวมมากกว่า 1 ล้านราย

ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า…มาตรการนี้ได้รับความสนใจจากประชาชนในระดับสูง แม้จะไม่ใช่โครงการใหม่ในเชิงแนวคิด เนื่องจากต่อยอดมาจากประสบการณ์ของ โครงการคนละครึ่ง และคนละครึ่งพลัส ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม ภายใต้ยอดลงทะเบียนสำเร็จกว่า 26.04 ล้านคน ยังมีตัวเลขที่น่าสนใจไม่แพ้กัน นั่นคือ…ผู้ลงทะเบียนใหม่จำนวน 7.14 ล้านคน หรือคิดเป็นร้อยละ 27 ของผู้ลงทะเบียนทั้งหมด ขณะที่ อีก 18.9 ล้านคน เป็นฐานผู้ใช้เดิมจากโครงการคนละครึ่งพลัส

สัดส่วนดังกล่าว (7.14 ล้านคน) สะท้อนว่า…ไทยช่วยไทย พลัส 60:40 ไม่ได้พึ่งพาเฉพาะฐานผู้ใช้เดิมเพียงอย่างเดียว แต่ยังสามารถดึงประชาชนกลุ่มใหม่เข้าสู่ระบบได้ในระดับหนึ่ง

สิ่งที่ต้องติดตามต่อไป ก็คือ…ผู้ลงทะเบียนใหม่จำนวน 7.14 ล้านคนนี้ จะเปลี่ยนเป็นผู้ใช้สิทธิจริงได้มากน้อยเพียงใด เพราะตัวเลขดังกล่าวอาจสะท้อนได้ทั้ง…การขยายฐานผู้ได้รับประโยชน์ของรัฐ และระดับแรงกดดันด้านค่าครองชีพที่กำลังส่งผลต่อพฤติกรรมการใช้จ่ายของประชาชนในปัจจุบัน

หากมองในเชิงนโยบาย พบว่า…โครงการไทยช่วยไทย พลัส 60:40 มีความแตกต่างจากโครงการคนละครึ่งในอดีตอย่างมีนัยสำคัญ  

นั่นเพราะ…เป้าหมายหลักของรัฐบาลในครั้งนี้ ไม่ได้อยู่ที่การเร่งการเติบโตทางเศรษฐกิจเป็นลำดับแรก

หากแต่เป็นการ “พยุงกำลังซื้อ” และ “ลดภาระค่าครองชีพ” ให้แก่ประชาชนในช่วงที่เศรษฐกิจยังเผชิญแรงกดดันจากหนี้ครัวเรือนสูง กำลังซื้ออ่อนตัว และความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก

ย้อนกลับไปในช่วง ปลายปี 2568 โครงการคนละครึ่งพลัส ซึ่งสิ้นสุดเมื่อวันที่ 31 ธันวาคม สามารถสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจได้กว่า 84,185 ล้านบาท จากผู้ใช้สิทธิจริง 19.76 ล้านราย และร้านค้าที่เข้าร่วมเกือบ 1 ล้านราย

โดย กระทรวงการคลัง ประเมิน ณ ตอนนั้นว่า…สามารถช่วยให้ GDP ของประเทศขยายตัวเพิ่มขึ้นประมาณ 0.2%

แต่ในบริบทของ โครงการไทยช่วยไทย พลัส 60:40 แตกต่างออกไป! เนื่องจาก…รัฐบาลเลือกจะสื่อสารกับสังคมไทย ผ่านกรอบ “การช่วยเหลือค่าครองชีพ” มากกว่า…การโฆษณาผลต่อ GDP หรือการเติบโตทางเศรษฐกิจ

ส่งผลให้ “ตัวชี้วัดความสำเร็จ” ของโครงการ อาจไม่ใช่เพียงมูลค่าเม็ดเงินที่เกิดขึ้นในระบบ แต่ยังรวมถึง จำนวนครัวเรือนที่ได้รับประโยชน์ และความสามารถในการลดภาระค่าใช้จ่ายประจำวันของประชาชน

แม้ ตัวเลขผู้ลงทะเบียนกว่า 26 ล้านคน จะเป็น “สัญญาณบวก” ต่อการดำเนินโครงการของภาครัฐ แต่ในเชิงเศรษฐศาสตร์ ยังไม่อาจสรุปได้ว่า…โครงการประสบความสำเร็จหรือไม่?

เนื่องจากประสบการณ์จากโครงการในอดีตชี้ให้เห็นว่า…จำนวนผู้ลงทะเบียนและจำนวนผู้ใช้สิทธิจริงมักแตกต่างกันพอสมควร!!??

ดังนั้น ตัวเลขที่ควรจับตามอง หลังการใช้จ่ายของคนไทยในวันที่ 1 มิถุนายนนี้ อาจไม่ใช่เพียงจำนวนผู้ลงทะเบียน แต่เป็นจำนวน “ผู้ใช้สิทธิจริง” ในสัปดาห์แรก ยอดใช้จ่ายเฉลี่ยต่อคน สัดส่วนเงินที่ประชาชนจ่ายร่วมกับเงินสนับสนุนจากภาครัฐ

ตลอดจน จำนวนผู้ใช้สิทธิในกลุ่มผู้ลงทะเบียนใหม่ 7.14 ล้านคน ว่า…จะมีสัดส่วนมากน้อยเพียงใด???

หากคนไทยจำนวนมาก…ใช้สิทธิอย่างต่อเนื่อง ก็จะสะท้อนว่า…โครงการสามารถตอบโจทย์การลดภาระค่าครองชีพได้จริง และอาจช่วยพยุงเศรษฐกิจฐานรากในช่วงครึ่งหลังของปีได้ระดับหนึ่ง

แต่หากตัวเลขการใช้จ่ายต่ำกว่าที่คาด อาจสะท้อนถึง “ข้อจำกัด” ด้านกำลังซื้อของประชาชนที่ยังไม่ฟื้นตัว แม้รัฐจะเข้ามาช่วยแบ่งเบาภาระบางส่วนแล้วก็ตาม

ในอีกด้านหนึ่ง ไทยช่วยไทย พลัส 60:40 ยังถือเป็น “บททดสอบ” สำคัญของรัฐบาล ภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ในการบริหารนโยบายช่วยเหลือประชาชนภายใต้ข้อจำกัดทางการคลังที่เพิ่มสูงขึ้น

เพราะนอกจากจะต้องแสดงให้เห็นว่า…งบประมาณที่มาจากกรอบการกู้เงินตาม พ.ร.ก.กู้เงินเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจวงเงินรวม 4 แสนล้านบาท นั้น ได้ถูกนำไปใช้จนเกิดประโยชน์ต่อประชาชนจริงแล้ว

ทั้งยังต้องพิสูจน์ด้วยว่า…โครงการลักษณะนี้ สามารถจะสร้าง “ความสมดุล” ระหว่าง…การเยียวยาประชาชนและการรักษาวินัยการคลังได้ในระยะยาว

ด้วยเหตุนี้ วันที่ 1 มิถุนายน จึงไม่ใช่เพียง “วันเริ่มต้น” การใช้สิทธิของประชาชนกว่า 26 ล้านคนเท่านั้น แต่ยังเป็น “จุดเริ่มต้น” ของการพิสูจน์ ที่ว่า…

ในท่ามกลางความท้าทายทางเศรษฐกิจที่ยังรออยู่ในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 นั้น

มาตรการเยียวยาค่าครองชีพรอบใหม่ จะสามารถลดภาระค่าใช้จ่ายและพยุงกำลังซื้อของประชาชนได้มากน้อยเพียงใด?

 รวมถึง จะช่วยประคองเศรษฐกิจฐานรากของประเทศให้เดินหน้าต่อไปได้เพียงใด!!??.

Login

Welcome! Login in to your account

Remember me Lost your password?

Lost Password