ต่างชาติแห่ลงทุนไทย 4 เดือนทะลุ 1.29 แสนล้าน โตพุ่ง 124% ‘จีน’ ครองแชมป์ลงทุนสูงสุด

กรมพัฒนาธุรกิจการค้าเผย 4 เดือนแรกปี 2569 ต่างชาติลงทุนในไทย 438 ราย มูลค่ากว่า 1.29 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 124% จากปีก่อน “จีน” นำอันดับลงทุนสูงสุด ตามด้วยญี่ปุ่นและสิงคโปร์ ขณะ EEC ยังเนื้อหอม ดึงเม็ดเงินเกือบ 5 หมื่นล้านบาท

นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า(DBD) กระทรวงพาณิชย์ ในฐานะเลขานุการคณะกรรมการการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว เปิดเผยว่า การลงทุนของคนต่างด้าว 4 เดือนแรกของปี 2569 มีการอนุญาตให้คนต่างชาติเข้ามาลงทุนประกอบธุรกิจในประเทศไทย ภายใต้พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 จำนวน 438 ราย โดยเป็นการลงทุนผ่านช่องทางการขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว 98 ราย และการขอหนังสือรับรองการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว (ผ่านช่องทางการลงทุนตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุน หรือได้รับอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และการใช้สิทธิตามสนธิสัญญาหรือความตกลงระหว่างประเทศ) 340 ราย มูลค่าเงินลงทุนรวมทั้งสิ้น 129,332 ล้านบาท โดยมีจำนวนชาวต่างชาติที่เข้ามาลงทุน 5 อันดับแรก ได้แก่

          1. สหรัฐอเมริกา 77 ราย คิดเป็น 18% ของจำนวนธุรกิจต่างชาติในไทย ลงทุน 5,951 ล้านบาท ในธุรกิจ อาทิ

              – ธุรกิจบริการทางวิศวกรรม

              – ธุรกิจโฆษณา

              – ธุรกิจบริการเป็นศูนย์กีฬา และศูนย์ออกกำลังกาย

              – ธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า เช่น ผลิตภัณฑ์โลหะและชิ้นส่วนโลหะขึ้นรูป ชิ้นส่วนเหล็กหล่อขึ้นรูปเม็ดพลาสติก เป็นต้น

          2. จีน 65 ราย คิดเป็น 15% ของจำนวนธุรกิจต่างชาติในไทย ลงทุน 25,092 ล้านบาท ในธุรกิจ อาทิ

              – ธุรกิจผลิตเครื่องประดับที่ทำจากเงิน

              – ธุรกิจค้าส่งสินค้า เช่น เครื่องพิมพ์บาร์โค้ด และสายสวนบอลลูนขยายหลอดเลือดหัวใจ เป็นต้น

              – ธุรกิจบริการพัฒนาซอฟต์แวร์

              – ธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า เช่น ชิ้นส่วนพลาสติกสำหรับอุตสาหกรรม ผลิตภัณฑ์โลหะขึ้นรูป และผลิตภัณฑ์เคมีเพื่ออุตสาหกรรม เป็นต้น

          3. ญี่ปุ่น 65 ราย คิดเป็น 15% ของจำนวนธุรกิจต่างชาติในไทย ลงทุน 24,724 ล้านบาท ในธุรกิจ อาทิ

             – ธุรกิจบริการทางวิศวกรรมและเทคนิค เช่น การตรวจวิเคราะห์แผงวงจรของเครื่องจักร เพื่อหาสาเหตุกรณีที่เกิดการขัดข้อง เป็นต้น

             – ธุรกิจบริการบริหารจัดการคลังสินค้า

             – ธุรกิจบริการพัฒนาซอฟต์แวร์

             – ธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า เช่น แม่พิมพ์ปั๊มโลหะ Printed Circuit Board Assembly (PCBA) และ ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์สำหรับยานพาหนะ เป็นต้น

            4. สิงคโปร์ 57 ราย คิดเป็น 13% ของจำนวนธุรกิจต่างชาติในไทย ลงทุน 23,575 ล้านบาท ในธุรกิจ อาทิ

              – ธุรกิจค้าส่งสินค้า เช่น เครื่องจักร เครื่องกล และวัสดุเคมีภัณฑ์ที่ใช้สำหรับเชื่อมชิ้นงานในอุตสาหกรรมต่างๆ เป็นต้น

              – ธุรกิจบริการ Data Center           

              – ธุรกิจบริการเคลือบผิวโลหะและการเคลือบผิวโลหะที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง

              – ธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า เช่น แม่พิมพ์ ชิ้นส่วนสำหรับเครื่องจักร และไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ เป็นต้น

           5. ฮ่องกง 42 ราย คิดเป็น 10% ของจำนวนธุรกิจต่างชาติในไทย ลงทุน 8,066 ล้านบาท ในธุรกิจ อาทิ

             – ธุรกิจบริการทางวิศวกรรมและเทคนิค เช่น การให้บริการติดตั้ง การให้คำปรึกษาและแนะนำเชิงเทคนิคเกี่ยวกับการตั้งค่า การบำรุงรักษา และการซ่อมแซมเครื่องจักรอุปกรณ์และระบบต่างๆ เป็นต้น

                – ธุรกิจบริการจัดหาผู้ประกอบธุรกิจและผู้ให้บริการในประเทศไทยด้านที่พัก ตั๋วเดินทาง ร้านอาหาร

             – ธุรกิจบริการพัฒนา/ปรับปรุงซอฟต์แวร์

             – ธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า เช่น  โลหะหล่อขึ้นรูป สวิตซ์สำหรับยานพาหนะ และผลิตภัณฑ์ทางทันตกรรม เป็นต้น

เมื่อเปรียบเทียบกับ 4 เดือนแรก ปี 2568 พบว่า การอนุญาตให้คนต่างชาติเข้ามาลงทุนประกอบธุรกิจในประเทศไทย เพิ่มขึ้น 75 ราย (21%) (เดือน ม.ค.-เม.ย. 2569 อนุญาต 438 ราย / เดือน ม.ค.-เม.ย. 2568 อนุญาต 363 ราย) และมีมูลค่าการลงทุนเพิ่มขึ้น 71,472 ล้านบาท (124%) (เดือน ม.ค.-เม.ย. 2569 ลงทุน 129,332 ล้านบาท / เดือน ม.ค.-เม.ย. 2568 ลงทุน 57,860 ล้านบาท) รวมถึงมีการจ้างงานคนไทยจากนักลงทุนที่ขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวรวม 3,455 คน ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปีก่อน 1,141 คน (49%) (เดือน ม.ค.-เม.ย. 2569 จ้างงาน 3,455 คน / เดือน ม.ค.-เม.ย. 2568 จ้างงาน 2,314 คน) 

นอกจากนี้ ยังพบว่า การลงทุนของต่างชาติที่เข้ามา ส่วนใหญ่มาจากการลงทุนตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุน (BOI) สูงถึง 203 ราย คิดเป็น 46% ของจำนวนการอนุญาตทั้งหมด 438 ราย มูลค่าลงทุน 52,403 ล้านบาท ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติของรัฐบาล ที่มุ่งเน้นอุตสาหกรรมอนาคต (Future Industries) เช่น เทคโนโลยีขั้นสูง ดิจิทัล AI ยานยนต์ไฟฟ้า พลังงานสะอาด และเกษตรอาหาร โดยประเภทธุรกิจที่ได้รับอนุญาตผ่านช่องทาง BOI สูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่

 1. ธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า เช่น ผลิตภัณฑ์จากกระดาษรีไซเคิล ยางล้อสำหรับยานพาหนะ และ Aircraft Engine Case เป็นต้น ซึ่งสนับสนุนการพัฒนาการผลิตที่มีมูลค่าเพิ่มสูง

 2. ธุรกิจบริการที่มีมูลค่าสูง อาทิ กิจการสนับสนุนการค้าและการลงทุน (Trade and Investment Support Office: TISO) กิจการศูนย์กลางธุรกิจระหว่างประเทศ (International Business Center: IBC) และกิจการศูนย์จัดหาจัดซื้อวัตถุดิบ ชิ้นส่วนและส่วนประกอบระหว่างประเทศ (International Procurement Office: IPO) ซึ่งเป็นธุรกิจที่มีส่วนสำคัญในการยกระดับประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการค้าการลงทุนในระดับภูมิภาค

 3. ธุรกิจบริการด้านคอมพิวเตอร์ เช่น พัฒนาซอฟต์แวร์ / แพลตฟอร์ม เป็นต้น ซึ่งตรงกับเป้าหมายเศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Economy) และ AI Services

อธิบดีพูนพงษ์ฯ เพิ่มเติมว่า สำหรับการลงทุนในจังหวัดพื้นที่ EEC ของนักลงทุนต่างชาติ ช่วง 4 เดือนแรกของปี 2569 (เดือนมกราคม – เมษายน) มีนักลงทุนต่างชาติสนใจลงทุนในจังหวัดพื้นที่ EEC 134 ราย คิดเป็น 31% ของจำนวนนักลงทุนต่างชาติในไทย เพิ่มขึ้นจากปี 2568 จำนวน  26 ราย (24%) (เดือน ม.ค. – เม.ย. 2569 ลงทุน 134 ราย / เดือน ม.ค. – เม.ย. 2568 ลงทุน 108 ราย) โดยมีมูลค่าการลงทุนในจังหวัดพื้นที่ EEC 49,957 ล้านบาท คิดเป็น 39% ของเงินลงทุนทั้งหมด โดยเป็นนักลงทุนจาก *จีน 43 ราย ลงทุน 21,095 ล้านบาท *ญี่ปุ่น 22 ราย ลงทุน 7,042 ล้านบาท *สิงคโปร์ 19 ราย ลงทุน 7,940 ล้านบาท และประเทศอื่นๆ 50 ราย ลงทุน 13,880 ล้านบาท โดยธุรกิจที่ลงทุน อาทิ

          – ธุรกิจซ่อมบำรุง Aircraft Nacelle และชิ้นส่วนของ Nacelle ของอากาศยานทางการทหาร

          – ธุรกิจบริการเคลือบผิวโลหะและการเคลือบผิวโลหะที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง

          – ธุรกิจบริการซ่อมแซมและบำรุงรักษาสินค้า อุปกรณ์โทรคมนาคมสำหรับระบบใยแก้วนำแสง

          – ธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า เช่น แผงเซลล์แสงอาทิตย์ ชิ้นส่วนสำหรับเครื่องจักร และผลิตภัณฑ์กลุ่มภาพและเสียง (Audio Visual Product) เป็นต้น

ทั้งนี้ เฉพาะเดือนเมษายน 2569 มีการอนุญาตให้คนต่างชาติประกอบธุรกิจในประเทศไทย จำนวน 91 ราย เป็นการลงทุนผ่านช่องทางการขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว จำนวน 20 ราย และ การขอหนังสือรับรองการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว (ผ่านช่องทางการลงทุนตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุน หรือได้รับอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และการใช้สิทธิตามสนธิสัญญาหรือความตกลงระหว่างประเทศ) จำนวน 71 ราย เงินลงทุนรวมทั้งสิ้น 31,553 ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นคนต่างชาติจาก สหรัฐอเมริกา สิงคโปร์ และจีน ตามลำดับ มีการจ้างงานคนไทยจากนักลงทุนที่ขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว 323 คน รวมถึงมีการถ่ายทอดเทคโนโลยีอันเป็นองค์ความรู้เฉพาะด้านโดยตรงจากประเทศผู้เข้ามาลงทุนให้แก่คนไทย เช่น องค์ความรู้เกี่ยวกับกระบวนการผลิตแผงวงจรพิมพ์ องค์ความรู้เกี่ยวกับความรู้การประเมินวิเคราะห์ค่าไฟฟ้าและผลตอบแทน และองค์ความรู้เกี่ยวกับระบบอัดอากาศ เป็นต้น

          สำหรับธุรกิจที่คนต่างด้าวได้รับอนุญาตให้ประกอบธุรกิจในเดือนเมษายน 2569 ได้แก่

            * ธุรกิจโรงแรม

            * ธุรกิจค้าส่งสินค้า เช่น ผลิตภัณฑ์ยาที่ใช้รักษาโรคในมนุษย์ วัสดุและเคมีภัณฑ์ที่ใช้สำหรับเชื่อมชิ้นงานในอุตสาหกรรมต่างๆ และ ผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีที่ใช้สำหรับการผลิตผลิตภัณฑ์พลาสติก เป็นต้น

          * ธุรกิจบริการด้านจัดการพลังงาน โดยเป็นการติดตั้งและบริหารจัดการระบบผลิตน้ำเย็น

          * ธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า เช่น แม่พิมพ์ปั๊มโลหะ ชิ้นส่วนพลาสติกสำหรับอุตสาหกรรม และอุปกรณ์ระบายความร้อนสำหรับยานพาหนะ เป็นต้น.

Login

Welcome! Login in to your account

Remember me Lost your password?

Lost Password